บทที่ 3 ป่ามรณะและหยาดโลหิตแห่งการเริ่มต้น
หมู่บ้านชิงสุ่ย, รุ่งสาง
สายหมอกจางๆ สีขาวขุ่นปกคลุมไปทั่วหุบเขา ราวกับผ้าห่มผืนหนาที่โอบรัดหมู่บ้านชิงสุ่ยเอาไว้ในความเงียบงัน กลิ่นดินชื้นแฉะหลังฝนตกเมื่อคืนยังคงอบอวล ผสมกับกลิ่นควันไฟจากการจุดเตาฟืนของบางบ้านที่เริ่มขยับเขยื้อน
ภายในบ้านดินหลังเล็กที่ทรุดโทรม ซูเซียวชิงลืมตาขึ้นในความมืด ร่างกายของเธอประท้วงด้วยความเ็ปจากการขาดสารอาหารมานาน แต่จิติญญาของจักรพรรดินีแห่งเนบิวลา คอร์ปอเรชัน กลับลุกโชนขึ้นมาแทนที่
‘ความหิว... คือแรงผลักดันที่ซื่อสัตย์ที่สุด’ เธอคิดในใจ ขณะที่มองดูเพดานมุงจากที่มีแสงดาวรำไรลอดผ่านรอยโหว่
ข้างกายของเธอ หยวนหยวน น้องชายตัวน้อยกำลังนอนขดตัวกลมอยู่ในผ้าห่มผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเขาเป็เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจที่เคยเ็าของเธอรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมที่อ่อนโยน
เซียวชิงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอเดินไปที่มุมห้อง หยิบตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ และพร้าเหล็กขึ้นสนิมที่วางทิ้งไว้ข้างฝา
"ชิงเอ๋อร์... จะไปไหนลูก?" เสียงสั่นพร่าของซูหรันดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่งของห้อง
ซูหรันลุกขึ้นนั่ง แววตาที่มองลูกสาวเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เธอจำภาพที่ลูกสาวะโน้ำฆ่าตัวตายได้ติดตา และภาพความโเี้ที่ลูกสาวแสดงต่อป้าสะใภ้ใหญ่หลิวเมื่อวานนี้ก็ยังทำให้นางรู้สึกกริ่งเกรง
"แม่... หนูจะเข้าป่าหลังหมู่บ้าน" เซียวชิงตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด
"ไม่ได้นะ! ป่าดำนั่นมันอันตรายนัก มีทั้งหมาป่า ทั้งงูพิษ ขนาดพรานเก่งๆ ยังไม่กล้าเข้าไปลึกเลย" ซูหรันถลาเข้ามาคว้าแขนลูกสาวไว้
"เรากินข้าวต้มใสๆ กันไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวแม่จะไปขอแบ่งมันเทศจากบ้านป้าหวังมาให้"
เซียวชิงมองมือที่สั่นเทาของแม่ แล้วเงยหน้าสบตา
"แม่คะ... คนยากจนกลัวตาย คนอดตายกลัวเงาตัวเอง ถ้าหนูไม่เข้าป่าวันนี้ พรุ่งนี้เราอาจไม่มีแม้แต่น้ำข้าวจะประทังชีวิต แม่จะรอให้ป้าสะใภ้ใหญ่ มาลากหนูไปขายอีกรอบหรือไง?"
คำพูดนั้นกรีดลึกเข้าไปในใจของซูหรัน นางปล่อยมือออกอย่างช้าๆ พลางก้มหน้ามองพื้น น้ำตาคลอเบ้า
"แม่มันไร้ความสามารถ..."
"ไม่ใช่ความผิดของแม่" เซียวชิงกล่าวพลางลูบหลังมือแม่เบาๆ
"แต่นับจากนี้ไป ความไร้ความสามารถจะไม่ใช่คำนิยามของครอบครัวเราอีกต่อไป หนูสัญญา"
ขณะที่เซียวชิงเดินผ่านกลางหมู่บ้านพร้ะกร้าไม้ไผ่ ชาวบ้านบางคนที่เริ่มออกมาทำงานในทุ่งนาต่างพากันหยุดชะงักแล้วหันมาซุบซิบกัน สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอด้วยความรู้สึกหลากหลาย
‘นั่นอีหนูตระกูลซูไม่ใช่เหรอ? เห็นว่าโดดน้ำไปแล้วนี่ ทำไมยังเดินปร๋ออยู่ได้’ ป้าจางที่กำลังแบกจอบคิดในใจพลางเบะปาก
‘ดูสายตามันสิ... น่าขนลุกชะมัด ปกติมันก้มหน้าก้มตาเดินแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่วันนี้ทำไมเดินหลังตรงอย่างกับเป็คุณหนูจากในเมือง’ ลุงหลี่ที่กำลังเดินผ่านมา ลอบสังเกต
เซียวชิงไม่ได้สนใจเสียงซุบซิบหรือสายตาเ่าั้ สำหรับเธอ คนพวกนี้เป็เพียง ตัวประกอบ ในฐานข้อมูลที่ไม่มีผลต่อการเติบโตของเธอ เป้าหมายของเธอมีเพียงอย่างเดียวคือ การหากำไรที่ซ่อนอยู่ในป่าลึก
ป่าหลังหมู่บ้านชิงสุ่ยถูกขนานนามว่า ป่าหมอกทมิฬ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ชื้นแฉะตลอดปี และต้นไม้ที่สูงชะลูดจนแสงแดดแทบจะส่องไม่ถึงพื้นดิน สำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้วมันคือสุสาน แต่สำหรับเซียวชิง มันคือเหมืองทองที่ยังไม่ได้รับการขุดค้น
เซียวชิงก้าวเข้าสู่เขต ป่าหมอกทมิฬ ประสาทััของเธอตื่นตัวถึงขีดสุด เธอพยายามมองหาพืชสมุนไพรหรือของป่าไปตามทาง แต่สภาพร่างกายที่อ่อนล้าทำให้ทัศนวิสัยของเธอเริ่มพร่าเลือน
‘บ้าจริง... หัวใจเต้นเร็วเกินไปแล้ว ร่างกายนี่มันรับแรงกดดันไม่ไหว’ ระหว่างที่เธอกำลังใช้พร้าถากถางทางและพยายามเหลาไม้ไผ่ลำยาวให้แหลมเพื่อใช้เป็ไม้เท้าช่วยพยุงและป้องกันตัว แล้วเธอก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างอยู่ข้างหน้า
โฮก!
เสียงคำรามต่ำๆ ดังมาจากพุ่มไม้หนา กลิ่นสาบสางที่รุนแรงจนแทบอาเจียนลอยมาปะทะจมูก มันคือหมูป่าขนเหล็กขนาดมหึมา ขนาดของมันใหญ่กว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก มันใหญ่พอๆ กับต้นไม้ขนาดคนโอบ! (ประมาณ 60-70 เิเในเส้นผ่านศูนย์กลาง) ความแข็งแรงของมันสามารถชนต้นไม้ขนาดเท่าต้นแขนให้หักโค่นลงได้ในพริบตา
หมูป่าตัวนั้นตาแดงก่ำ มันเห็นเซียวชิงเป็เพียงเหยื่ออันโอชะที่ไร้ทางสู้
"บัดซบ..." เซียวชิงสบถ เธอพยายามจะวิ่งหลบตามสัญชาตญาณ แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน เธอก้าวขาไม่ขึ้นจึงสะดุดเข้ากับรากไม้ที่โผล่ออกมาหนือนพื้นดิน จนล้มคะมำลงกับพื้นดินที่แฉะชื้น
เสียงของหมูป่าคำรามกึกก้อง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธออีกครั้ง!
เซียวชิงไม่มีทางเลือก เธอรีบคลานแล้วพลิกตัวกลับมาพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ที่อยู่ข้างหลัง ในมือยังคงกำไม้ไผ่ที่เหลาไว้แบบลวกๆ ปลายแหลมของมันยังไม่สมบูรณ์นัก เธอตั้งสติครั้งสุดท้าย
‘ทำไมฉันถึงซวยเพียงนี้นะ! ถ้าฉันต้องตายที่นี่อีกรอบ ฉันจะสาปแช่งพระเ้าทุกชาติไป คอยดู!’
เธอใช้แรงเฮือกสุดท้าย ยันโคนไม้ไผ่เข้ากับรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดินขึ้นมา แล้วเล็งปลายแหลมไปข้างหน้าด้วยมือที่สั่นระริก รอรับการปะทะ
ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าหมูป่าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เมตร เซียวฉิงหลับตาปี้พร้อมกับะโสุดเสียง
"เข้ามาเลยไอ้หมูบ้า!"
สวบ!!!
แรงปะทะมหาศาลทำให้เซียวชิงรู้สึกเหมือนไหล่จะหลุด ร่างของเธอถูกอัดกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนจุกอก ทว่า... เสียงร้องโหยหวนที่ตามมาไม่ใช่เสียงของเธอ แต่เป็เสียงของสัตว์ร้าย
เซียวชิงลืมตาขึ้นด้วยความตกตะลึง
เป็เพราะความเร็วและแรงส่งมหาศาลของหมูป่าเอง ประกอบกับความโง่เขลาของมันที่พุ่งเข้ามาเป็เส้นตรง ทำให้ไม้ไผ่แหลมที่เธอตั้งไว้ เสียบเข้าที่ใต้คอแบบฟลุ๊คๆ จุดที่ิับางที่สุด และทะลุผ่านหลอดลมปักลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลังพอดิบพอดี!
หมูป่าดิ้นพล่าน เืสีแดงฉานสาดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าและชุดปะชุนของเซียวชิง ร่างมหึมาของมันไถลไปกับพื้นดิน ดิ้นรนอยู่อีกครู่ใหญ่ก่อนจะสงบนิ่งไปในท่าที่ยังคาไม้ไผ่อยู่
เซียวชิงนอนสั่นระริก หอบหายใจรวยรินอยู่ข้างๆ ซากสัตว์ร้าย มือของเธอยังคงสั่นไม่หยุด
"หึ... หึๆ..." เธอหลุดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"จักรพรรดินีแห่งเนบิวลา... เกือบตายเพราะหมูป่าตัวเดียว... ช่างน่าสมเพชจริงๆ"
เธอมองดูซากหมูป่าขนาดมหึมานั้นด้วยความรู้สึกที่เหลือเชื่อ นี่มันไม่ใช่แค่โชคแล้ว แต่มันคือ ์เปิดทางให้คนถ่อยชัดๆ!
เซียวชิงมือแล่เนื้อหมูป่าอย่างนิ่งสงบ เธอเลือกเฉพาะส่วนที่ดีที่สุด เก็บใส่ตะกร้าอย่างเป็ระเบียบ มือไม่สั่น ไม่รีบร้อน ราวกับคุ้นเคยกับงานเช่นนี้มานาน
จากนั้น นางคุกเข่าลง ขุดโสมป่าที่พบในบริเวณนั้น ขึ้นมาทีละน้อย ปลายมีดแซะดินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้รากแม้เพียงเส้นเดียวขาด ของมีค่าเช่นนี้ หากเสียหายเพียงนิดเดียว ราคาก็ลดลงไปครึ่งหนึ่ง
เซียวฉิงรู้ดี หากแบกหมูป่าทั้งตัวกลับเข้าหมู่บ้าน นั่นไม่ต่างอะไรกับการตีฆ้องประกาศโชคลาภ ถึงตอนนั้น ปลิงในคราบญาติพี่น้อง ย่อมพากันโผล่หัวออกมาไม่ขาดสาย ต่างคนต่างอ้างความเป็สายเื ความเป็บ้านเดียวกัน
เพื่อยื่นมือมาแย่งชิงโดยไม่รู้จักอาย
นางเลือกเก็บเฉพาะสิ่งที่ควรได้ และทิ้งสิ่งที่ควรทิ้ง
ในป่าลึกเงียบงัน เซียวฉิงยิ้มบาง ๆ นี่ไม่ใช่ความโลภ
แต่คือการเอาตัวรอดของคนที่ไม่คิดยอมให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป
เธอเดินทางออกจากป่าและมุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมสกุลหลี่ ในตำบลเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปห้ากิโลเมตร ที่นั่นคือศูนย์รวมของเหล่าพ่อค้าและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
ภายในโรงเตี๊ยม กลิ่นเหล้าและควันบุหรี่ตลบอบอวล หลี่ฉาง หลงจู๊ผู้เขี้ยวลากดินกำลังนั่งนับบัญชีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นเด็กสาวสภาพมอมแมม แบกตะกร้าจนหลังงอเข้ามา เขาก็ขมวดคิ้ว
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ของขอทาน ไปไกลๆ ไป๊!" หลี่ฉางโบกมือไล่อย่างรำคาญ
เซียวชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วโยนเนื้อหมูป่าที่แล่อย่างประณีตและโสมป่าลงบนโต๊ะ
"หมูป่าสดๆ ที่ยังไม่ทันสิ้นกลิ่นป่า กับโสมป่าคุณภาพดี... หลงจู๊หลี่จะรับซื้อไหม? คิดว่าจะให้ราคาเท่าไหร่?"
หลี่ฉางชะงักไป ดวงตาเล็กเรียวหรี่มองของตรงหน้า ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อเห็นคุณภาพของเนื้อหมูป่าสดๆ และโสม
"หืม... ของดีนี่นา แต่แม่หนู... ่นี้หมูป่ามันหาง่าย โสมนี่ก็ยังเล็กนัก ฉันให้เต็มที่ก็แค่ 5 หยวน"
เซียวชิงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นทำให้หลี่ฉางรู้สึกหนาวสันหลังวาบ
"5 หยวนงั้นเหรอ?" เธอโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องตาหลงจู๊ผู้ละโมบ
"เนื้อส่วนสะโพกและขาหลังที่ไขมันแทรกซึมกำลังดีแบบนี้ ในตัวเมืองเขารับซื้อกันกิโลละ 2 หยวนแล้ว โสมนี่ถึงจะเล็กแต่เป็โสมป่าแท้ๆ ไม่ใช่โสมปลูก กลิ่นแรงและเนื้อแน่นแบบนี้ ต้มบำรุงกำลังให้คนแก่ได้ดีนัก... ถ้าหลงจู๊จะกดราคากันแบบนี้ ฉันไปขายที่ร้านสกุลหวังหน้าปากซอยก็ได้ ได้ข่าวว่าเขากำลังหาของบำรุงให้ท่านแม่ทัพที่เกษียณราชการมาอยู่แถวนี้พอดี"
หลี่ฉางหน้าถอดสี
‘นังเด็กนี่มันรู้ข้อมูลลึกขนาดนี้ได้ยังไง!’
"เอ่อ... เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ แม่หนู" หลี่ฉางรีบเปลี่ยนน้ำเสียง
"เอาเป็ว่า... ฉันให้ 25 หยวน สำหรับทั้งหมดนี่ เป็ไง?"
"40 หยวน" เซียวฉิงตอบกลับทันควัน
"และฉัน้าเกลือ น้ำตาล และแป้งหมี่ชั้นดีอีกอย่างละสองชั่ง... ถ้าตกลง เราก็ทำธุรกิจกันยาวๆ เพราะฉันยังมีของดี ในป่าอีกเยอะที่รอการเก็บเกี่ยว"
หลี่ฉางมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความทึ่ง
‘สายตาแบบนี้ การเจรจาแบบนี้... ไม่ใช่เด็กชาวบ้านธรรมดาแน่ๆ’ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมพยักหน้าตกลง
เซียวชิงเดินกลับบ้านพร้ะกร้าที่เต็มไปด้วยเสบียงและเงินปึกเล็กๆ ในอกเสื้อ
เมื่อเธอเปิดประตูบ้าน ทำให้หยวนหยวนที่กำลังนั่งวาดรูปบนพื้นดินรีบวิ่งมาหา
"เจี่ยเจีย! พี่กลับมาแล้ว! ว้าว... นั่นอะไรน่ะ!" เด็กน้อยตาวาวเมื่อเห็นหมูสามชั้นแผ่นใหญ่และถุงแป้งหมี่สีขาวสะอาด
ซูหรันเดินออกมาจากครัว ครั้นเห็นคราบเืเปื้อนเสื้อของลูกสาว ใบหน้าก็ซีดเผือดลงในทันที
“ชิงเอ๋อร์!” นางพุ่งเข้ามา เสียงสั่นพร่า
“ลูกาเ็ตรงไหนหรือไม่? ใครทำอะไรลูก!”
“หนูไม่เป็ไรค่ะ แม่” เซียวชิงส่ายหน้าเบา ๆ
“นี่เป็เืหมูป่า” พูดจบ นางยื่นมือออกมา วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ที่ขาเกือบหัก เสียงเหรียญกระทบกันแ่เบา แต่กลับดังชัดในเรือนอันเงียบงัน
35 หยวน ดวงตาของซูหรันเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรง นางมองเงินเ่าั้ราวกับไม่เชื่อสายตา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองลูกสาวด้วยความตระหนกมากกว่าดีใจ
“เงิน… เงินพวกนี้มาจากไหนกัน ชิงเอ๋อร์?” เสียงของนางเบาจนแทบเป็กระซิบ “อย่าบอกแม่นะว่าเ้า ไปกู้หนี้นอกระบบ หรือไปทำเื่เสี่ยงอะไรมา?”
มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักจับข้อมือลูกสาวแน่น
แววตาเต็มไปด้วยความกลัว มากกว่าความหวัง
“บ้านใหญ่ เขารู้หรือยัง?” ซูหรันถามต่อทันที
“หรือว่าเ้าไปยืมเงินพวกเขา? ชิงเอ๋อร์ พวกนั้นไม่ใช่คนที่เราจะไปพัวพันได้อีกแล้วนะ!”
เซียวชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้มารดา น้ำเสียงมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“แม่วางใจเถอะค่ะ หนูไม่ได้เป็หนี้ใคร และไม่ได้ไปขอใครทั้งนั้น” นางกุมมือซูหรันกลับแน่น
“เงินนี้เป็เงินสะอาด หนูหามาเอง” แววตาของเซียวชิงแน่วแน่
“เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วนะคะแม่”
ในเรือนเก่าโทรม ซูหรันมองลูกสาวตรงหน้า เด็กสาวที่เคยอ่อนแอ กลับยืนหยัดราวกับคนละคน และเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี หัวใจของนาง สั่นไหวด้วยความหวัง
คืนนั้น ครอบครัวซูได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงที่หอมไปสามบ้านแปดบ้าน หยวนหยวนกินจนพุงกาง น้ำตาแห่งความสุขไหลอาบแก้มเด็กน้อย ส่วนซูหรันก็ได้แต่คีบเนื้อให้ลูกสาวอย่างไม่หยุดหย่อน
ทว่า... ในความมืดมิดนอกบ้าน แววตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องผ่านรอยแตกของผนังดิน
(ป้าหวัง เพื่อนบ้าน: "อีนังเด็กซูนั่นมันไปเอาเนื้อมาจากไหน? หรือว่ามันจะแอบไปทำเื่บัดสีแลกเงินมา? พรุ่งนี้ฉันต้องไปบอกสะใภ้ใหญ่หลิวให้รู้เื่เสียหน่อยแล้ว บ้านเรายังไม่ได้กินเนื้อมาสามเดือน แต่มันกลับได้กินดีอยู่ดี... ยอมไม่ได้!")
