บทที่ 26 าาแห่งหัวขโมย
สำหรับการขึ้นค่าตัวกะทันหันของจางอวี้ หลี่ชิงชิวก็ยังคงตกลงตามนั้น เขาตั้งใจจะดูระดับความสามารถของจางอวี้ก่อน หากสอนได้ไม่ดีค่อยไล่ไปก็ยังไม่สาย
ในมื้อเย็นวันนั้น หลี่ชิงชิวประกาศให้ศิษย์ทุกคนเริ่มเรียนหนังสือั้แ่วันพรุ่งนี้ โดยมีจางอวี้เป็ผู้สอน สถานที่เรียนคือพื้นที่ว่างที่เพิ่งถากถางเสร็จหน้าซุ้มประตูสำนัก และสั่งห้ามทุกคนโดดเรียนเด็ดขาด
ดังนั้น ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากฝึกวิชาเสร็จ ทุกคนต่างพากันไปนั่งฟังบรรยาย ยกเว้นเพียงหลี่ชิงชิว แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งเองก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าอาจารย์สอนหนังสือคนนี้จะมีกึ๋นจริงหรือไม่
ในสายตาของเขา จางอวี้เรียกค่าตัวสูงเกินไป!
นับั้แ่ดำรงตำแหน่งาุโถ่ายทอดวิชายุทธ หยางเจวี๋ยติ่งก็เริ่มมองปัญหาต่างๆ จากมุมมองของสำนักชิงเซียวมากขึ้น
ยามเที่ยงวัน หลี่ชิงชิวกลับเข้าลานเรือนเพื่อฟังความคิดเห็นจากเหล่าศิษย์น้อง ปรากฏว่าทุกคนให้คะแนนจางอวี้สูงมาก รู้สึกว่าเขาสอนได้น่าสนุก แม้แต่หยางเจวี๋ยติ่งยังยอมรับว่าจางอวี้คนนี้มีวิชาความรู้ในพุงอยู่ไม่น้อย
เมื่อได้ยินผลลัพธ์เช่นนี้ หลี่ชิงชิวก็เบาใจ
ทว่าน่าเสียดาย ต่อให้วิธีการสอนจะดีเพียงใด นักเรียนก็ย่อมมีวันเบื่อหน่ายเป็ธรรมดา
หนึ่งเดือนต่อมา
หลี่ชิงชิวพาสวี่หนิงขึ้นเขาไปฝึกที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ สวี่หนิงประสบความสำเร็จในการทะลวงเข้าสู่ ‘ขั้นบำรุงปราณ ระดับที่ 2’ ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความสดใส รอยยิ้มปิดไม่มิดเลยทีเดียว
เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าซุ้มประตู หลี่ชิงชิวเห็นจางอวี้กำลังอบรมศิษย์ห้าคนอยู่
“ความใฝ่เรียนรู้ของพวกเ้าทำให้ข้าพึงพอใจนัก พวกเ้าอย่าได้เอาเยี่ยงอย่างเ้าเด็กหลี่ซื่อเฟิงนั่นเด็ดขาด เ้าเด็กนั่นวันหน้าคงต้องลำบากเพราะนิสัยของตัวเองแน่ๆ”
ยามที่จางอวี้เอ่ยถึงหลี่ซื่อเฟิง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
หลี่ชิงชิวได้ยินประโยคนี้มาแต่ไกลก็รู้ทันทีว่าวันนี้หลี่ซื่อเฟิงคงไปแกล้งจางอวี้เข้าอีกแล้ว
นับแต่สนิทสนมกัน หลี่ซื่อเฟิงก็ชอบล้อเล่นกับจางอวี้ และชอบแกล้งเขาเพราะเห็นว่าเขาไม่เป็วรยุทธ
ใช่แล้ว จางอวี้ไม่ฝึกวรยุทธ เขาบอกว่านี่คือกฎที่ท่านอาจารย์ ‘าุโเก้าชีพจร’ ตั้งไว้ให้ หากเรียนรู้ศาสตร์แห่งการหยั่งรู้์ ก็ห้ามฝึกวรยุทธเด็ดขาด ซึ่งเขาก็ยึดถือคำสั่งนี้มาโดยตลอด
หลี่ชิงชิวส่งสายตาให้สวี่หนิง นางเข้าใจความหมาย ทั้งสองจึงกดฝีเท้าให้เบา แอบเดินผ่านด้านหลังจางอวี้ไปเงียบๆ
ทว่าหางตาของจางอวี้เหลือบไปเห็นเข้าพอดี เขาเบิกตากว้างรีบกวักมือเรียกะโว่า “ท่านเ้าสำนัก! ข้ามีเื่สำคัญจะหารือกับท่าน!”
หลี่ชิงชิวแสร้งทำเป็ไม่ได้ยิน เร่งฝีเท้าเดินขึ้นบันไดไป สวี่หนิงรีบตามไปติดๆ สองศิษย์อาจารย์เดินหายเข้าซุ้มประตูสำนักไปอย่างรวดเร็ว
จางอวี้ลดมือลงด้วยความเซ็ง ทว่าต่อหน้าเหล่าลูกศิษย์ เขาจำต้องรักษามาดผู้มีความรู้ผู้ทรงเกียรติเอาไว้ มิอาจพ่นคำหยาบคายออกมาได้
อีกด้านหนึ่ง
หลี่ชิงชิวเดินกลับมาถึงลานเรือนพัก เห็นหลีตงเยว่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ อุ้มหยวนหลี่น้อยไว้ในอ้อมอก โดยมีหยวนฉี่ยืนอยู่อีกด้านคอยหลอกล่อให้น้องชายหัวเราะ
อีกมุมหนึ่งของลานเรือน ศิษย์หญิงสองคนกำลังนั่งเย็บผ้า เมื่อเห็นหลี่ชิงชิวเดินเข้ามา พวกนางก็รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะตามระเบียบที่จางอวี้สอนไว้
จางอวี้เห็นว่ากฎระเบียบของสำนักชิงเซียวยังไม่ชัดเจน การคารวะแม้มองดูว่าคร่ำครึ ทว่ามันคือการตอกย้ำถึงลำดับฐานะ หากผู้น้อยไม่ทำความเคารพผู้ใหญ่ นานวันเข้าจะเกิดความเกียจคร้านและลามปามจนไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง
หลี่ชิงชิวแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยนัก ทว่าจางยวี่ชุน เจียงจ้าวเซี่ย และหยางเจวี๋ยติ่งต่างเห็นพ้อง เขาจึงปล่อยให้จางอวี้สอนเื่มารยาทต่อไป
หลี่ชิงชิวพยักหน้าให้ศิษย์หญิงทั้งสอง ขณะกำลังจะเดินไปหาหลีตงเยว่ จางยวี่ชุนก็เดินออกมาจากห้องข้างๆ พุ่งตรงมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“ศิษย์พี่ ข้าอยากจะขอยืมตัวคนหน่อยขอรับ!” จางยวี่ชุนรั้งตัวหลี่ชิงชิวไว้พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
หลี่ชิงชิวถามว่า “จะยืมใคร?”
“ยืมตัวศิษย์พี่สามขอรับ เื่ที่ข้าลงเขาไปรับสมัครศิษย์แล้วคว้าน้ำเหลวคราวก่อน ทว่าคราวนี้ข้าบังเอิญไปพบยอดฝีมือในยุทธภพคนหนึ่ง เขาประกาศว่าหากใครสามารถเอาชนะเขาได้ เขาจะยอมทำตามคำขอของฝ่ายตรงข้ามหนึ่งอย่าง ต่อให้ต้องเป็วัวเป็ม้าไปชั่วชีวิตเขาก็ยินดี ดังนั้นข้าจึงอยากเชิญศิษย์พี่สามออกโรง ทว่าศิษย์พี่สามกังวลเื่พันธมิตรเจ็ดบรรพตหรือนิกายชิงจะบุกมา จึงไม่ยอมลงเขาไปกับข้าขอรับ”
จางยวี่ชุนกล่าวอย่างจนใจ เขาคิดว่าใน่ครึ่งปีหลังจากนี้สำนักชิงเซียวไม่น่าจะพบปัญหาใหญ่อะไร หรือต่อให้มีปัญหา ลำพังไม่มีเจียงจ้าวเซี่ยก็น่าจะแก้ไขได้
หลี่ชิงชิวถามต่อ “เ้ามั่นใจนะว่าคนผู้นั้นเก่งจริง?”
“อืม ยอดฝีมือผู้นั้นกบดานอยู่ในป่าแถวชายขอบเทือกเขาไท่คุน ว่ากันว่าอยู่ที่นั่นมาหลายปีแล้ว นิสัยพิลึกกึกกือ ข้าเคยไปลองเชิงมาเมื่อวันก่อน นับว่ามีฝีมือจริงๆ ข้ามิอาจสยบเขาได้ จึงต้องรีบกลับมาเชิญศิษย์พี่สาม ข้าเกรงว่าเขาจะหนีไปเสียก่อน หรือมีใครมาชิงตัดหน้าไปขอรับ”
จางยวี่ชุนตอบ สีหน้าแสดงความร้อนใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
เขาเดือดเนื้อร้อนใจเื่การรับศิษย์เข้าสำนักจริงๆ นอกจากหมู่บ้านตีนเขาแล้ว ยามเขาไปที่อื่นก็ไม่มีใครยอมเข้าสำนักเลย พอคนได้ยินชื่อสำนักชิงเซียวก็พากันคิดว่าไม่มีอนาคต อีกทั้งตัวเขาเองยังเด็กเกินไป ดูไม่น่าเชื่อถือ
สำนักชิงเซียวในยามนี้มีงานต้องทำมหาศาล ทว่าศิษย์ส่วนใหญ่ยังเด็กเกินไป ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เขาจึงต้องพยายามหาทางดึงยอดฝีมือเข้าสำนักให้ได้
หลี่ชิงชิวครุ่นคิดดู จางยวี่ชุนไปท้าดวลคนผู้นั้นแล้วแพ้กลับมาได้ แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนกระหายเื การให้เจียงจ้าวเซี่ยไปลองดูสักตั้งก็น่าจะดี ่นี้จางยวี่ชุนทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด ควรจะตามใจเขาดูสักครั้ง
“ไปเถอะ ไปบอกศิษย์พี่สามว่าข้าอนุญาตแล้ว” หลี่ชิงชิวกล่าว
จางยวี่ชุนดีใจยิ่งนัก รีบขอบคุณหลี่ชิงชิวแล้วรีบวิ่งไปหาเจียงจ้าวเซี่ยทันที
สายสัมพันธ์ของพี่น้องกลุ่มนี้เหนียวแน่นนัก ขอเพียงจางยวี่ชุนบอกว่าหลี่ชิงชิวเห็นชอบ เจียงจ้าวเซี่ยย่อมต้องเชื่อสนิทใจ และจางยวี่ชุนเองก็ไม่มีวันโกหก หากหลี่ชิงชิวมิได้อนุญาต เขาย่อมไม่มีทางแอบอ้างชื่อศิษย์พี่ใหญ่สั่งการใดๆ
หลี่ชิงชิวเดินไปหาหลีตงเยว่แล้วยิ้มกล่าว “ตงเยว่ เ้าต้องดูแลเ้าหนูนี่ให้ดีนะ ข้าััได้ว่าเขาจะเป็ความภาคภูมิใจในอนาคตของสำนักชิงเซียวเรา”
หลีตงเยว่เผยรอยยิ้ม ตอบอย่างอ่อนโยนว่า “ไม่ว่าเขาจะโดดเด่นหรือไม่ ข้าก็จะดูแลเขาให้ดีที่สุดขอรับ”
“ท่านเ้าสำนัก ท่านคิดเช่นนั้นจริงๆ รึขอรับ ถ้าอย่างนั้นท่านช่วยรับน้องชายข้าเป็ศิษย์ได้ไหมขอรับ?” หยวนฉี่ถามด้วยความคาดหวัง
นับแต่มาถึงสำนักชิงเซียว ความสัมพันธ์ของเขากับหลี่ชิงชิวดูจะห่างเหินลงไม่น้อย เขารู้ดีว่าการจะได้รับการยอมรับจากหลี่ชิงชิวนั้นไม่ใช่เื่ง่าย อย่างน้อยตัวเขาก็ยังไม่ได้แสดงพร์เชิงยุทธที่เหนือชั้นออกมา ในบางค่ำคืนเขายังแอบนั่งเสียใจเงียบๆ เพียงลำพัง
หลี่ชิงชิวหัวเราะ “ได้สิ รอให้เขาโตกว่านี้จนอ่านออกเขียนได้ก่อน ข้าจะรับเขาเป็ศิษย์สืบทอดเอง”
หยวนฉี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจสุดขีด รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณหลี่ชิงชิวทันที
หลีตงเยว่สังเกตว่าหลี่ชิงชิวมิได้ขัดขวางการกราบไหว้ครั้งนี้ ทำให้นางประหลาดใจลึกๆ หรือว่าพร์ของหยวนหลี่น้อยจะไม่ธรรมดาจริงๆ?
ความก้าวหน้าของสวี่หนิงพิสูจน์สายตาของหลี่ชิงชิวไปแล้ว ศิษย์ในสำนักชิงเซียวมีตั้งมากมาย ทว่าหลี่ชิงชิวมิได้รับใครเป็ศิษย์สืบทอดง่ายๆ เห็นได้ชัดว่าเกณฑ์การรับศิษย์ของเขานั้นเข้มงวดเพียงใด
“ลุกขึ้นเถอะหยวนฉี่ เ้าอย่าเอาแต่ยึดถือเื่น้องชายเป็หลัก ตัวเ้าเองก็ต้องตั้งใจฝึกยุทธให้มาก พร์เป็ส่วนหนึ่ง ทว่าความพยายามภายหลังนั้นก็สำคัญยิ่งยวดไม่แพ้กัน”
หลี่ชิงชิวกล่าวให้ข้อคิดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หยวนฉี่ลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้าให้เขาอย่างเคร่งขรึม
จากนั้นหลี่ชิงชิวสนทนากับหลีตงเยว่อีกสองสามคำก่อนจะกลับเข้าห้อง วันนี้เขารู้สึกเพลียเล็กน้อย อาจเป็เพราะเสียปราณิญญาจากการฝึกเข็มิญญาผีบอกคืนชีพมากไป
นักบำเพ็ญเซียนอาจจะไม่ต้องนอน ทว่านั่นคือในกรณีที่ปราณิญญาเปี่ยมล้น สำหรับหลี่ชิงชิวแล้ว การได้เข้าสู่ห้วงนิทราฝันหวานบ้างก็นับว่าเป็เื่ที่ไม่เลว
เขาหลับสนิทไปจนกระทั่งได้ยินเสียงเอะอะโวยวายภายนอกจึงตื่นขึ้น
เขาลืมตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง พบว่าฟ้ามืดสนิทแล้ว
เขาลอบสงสัยในใจ ไฉนถึงไม่มีใครมาปลุกเขากินข้าว?
เขาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนอ้อนวอนขอชีวิตดังมาจากนอกลานเรือน พร้อมเสียงศิษย์คนอื่นๆ ที่กำลังดุด่าว่ากล่าว
“หืม? มีคนนอกบุกมางั้นรึ?”
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นเดินตรงไปยังประตูห้อง
ในขณะเดียวกัน ที่ลานเรือนใกล้กับประตูใหญ่ ศิษย์นับสิบคนมารวมตัวกัน ตรงกลางมีชายหนุ่มในชุดดำคุกเข่าอยู่บนพื้น ใบหน้าบวมช้ำน้ำตาไหลพราก เขากำลังพนมมือขอชีวิตด้วยสภาพที่สะบักสะบอมยิ่งนัก
สวี่หนิงยืนประจันหน้ากับเขา ใบหน้าเล็กๆ นั้นดูเคร่งขรึมจริงจัง
เนื่องจากจางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยแบกเสบียงลงเขาไปแล้ว จึงไม่มีใครคอยไล่พวกศิษย์ให้ออกไป พอนคนเยอะขึ้นบรรยากาศก็เลยดูวุ่นวายหนวกหู
หยางเจวี๋ยติ่งะโข้ามกำแพงลานเรือนลงมาประทับยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มศิษย์ เมื่อเพ่งมองไปที่คนผู้นั้นเขาก็อุทานด้วยความแปลกใจ
“เฉิงชางไห่? ทำไมเ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” หยางเจวี๋ยติ่งเอ่ยถาม
ชายชุดดำที่คุกเข่าอยู่เงยหน้ามองเขา ทว่ามิได้แสดงท่าทีดีใจ กลับก้มหน้าลงด้วยความอับอายขายหน้าจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
ยามที่หลี่ชิงชิวเดินออกมาจากห้อง หลีตงเยว่ที่อุ้มหยวนหลี่อยู่ก็เดินเข้ามาหา ทั้งคู่มองหน้ากัน หลีตงเยว่ส่ายหน้าเป็เชิงบอกว่านางเองก็ไม่รู้เื่เหมือนกัน
“เอะอะอะไรกัน?”
หลี่ชิงชิวก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าไปถาม
เมื่อได้ยินเสียงเขา เหล่าศิษย์ก็รีบหลีกทางให้พร้อมกับทำความเคารพ
ภาพนี้ทำให้จางอวี้ที่ยืนอยู่วงนอกพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ฉินเยี่ยรีบชิงรายงานก่อน “ท่านอาจารย์ คนผู้นี้แอบลอบเข้ามาในสำนักเพื่อขโมยของ ทว่าถูกศิษย์พี่จับตัวไว้ได้ขอรับ”
ศิษย์พี่ที่เขาพูดถึงย่อมหมายถึงสวี่หนิง แม้สวี่หนิงจะอายุน้อยกว่าเขา ทว่านางกราบอาจารย์ก่อน และวรยุทธของนางก็สูงส่งจนเขาเลื่อมใสหมดใจ
ขโมยของรึ? หลี่ชิงชิวมิได้สงสัย เพราะสำนักชิงเซียวในตอนนี้มิเหมือนก่อน มีข้าวของมีค่าพอที่จะให้ขโมยได้จริงๆ
เขาเดินเข้าไปหาเฉิงชางไห่ พินิจมองเ้าหมอนี่ั้แ่หัวจรดเท้า
เฉิงชางไห่รีบละล่ำละลักบอก “ข้าแค่หิว... เลยกะจะหาอะไรกินนิดหน่อย...”
สวี่หนิงดุกลับ “นั่นน่ะรึที่เ้าเรียกว่านิดหน่อย? ไก่ย่างทั้งตัวถูกเ้าขโมยไป ทั้งยังแอบหิ้วเหล้าไปอีกสองไห เหล้าสองไหที่เ้าทำแตกกระจายเต็มพื้นนั่น เื่นี้ไม่จบง่ายๆ แน่!”
เมื่อหลี่ชิงชิวได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็พลันเย็นเยียบลงทันที
แม้สำนักชิงเซียวจะมีเงินทองแล้ว ทว่ามีปากท้องอีกมากมายที่ต้องคอยเลี้ยงดู ทุกอย่างต้องผ่านการคำนวณอย่างถี่ถ้วน ไก่ย่างทั้งตัวนับเป็ของฟุ่มเฟือยที่นานๆ จะมีสักครั้ง เ้าหมอนี่บังอาจมาขโมยไปได้!
“ข้าจะชดใช้ให้! ให้โอกาสข้าหน่อย อย่างมากไม่เกินห้าวัน ข้าจะนำเงินมาชดใช้พวกท่านแน่นอน!”
เฉิงชางไห่รีบร้อนกล่าว เขาคร้านจะสนเื่ศักดิ์ศรีแล้ว หันไปมองหยางเจวี๋ยติ่งด้วยสายตาอ้อนวอน “จอมยุทธสยบั ท่านก็รู้ว่าคำพูดของข้ามีน้ำหนักแค่ไหน ช่วยพูดให้ข้าหน่อยเถอะ!”
หยางเจวี๋ยติ่งเมื่อรู้ว่าเหล้าสองไหหายไปก็โกรธจนหนวดกระดิก พอเฉิงชางไห่มาขอให้ช่วยขอขมา เขาจึงด่ากลับไปอย่างไม่เกรงใจว่า “ช่วยพูดให้เ้ารึ? ข้าล่ะอายแทนที่รู้จักเ้า ‘าาแห่งหัวขโมย’ ผู้เลื่องชื่อ แทนที่จะไปปล้นสะดมคนชั่วขูดรีดราษฎร กลับมาแอบขโมยไก่ขโมยเหล้าบนเขานี้รึ? ขโมยยังไม่พอ ดันถูกเด็กน้อยจับตัวได้อีก เ้าไม่รู้สึกขายหน้าบ้างรึไง!”
แทนที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น คำพูดของหยางเจวี๋ยติ่งกลับทำให้เฉิงชางไห่สติหลุด ร้องไห้โฮออกมา “หยางเจวี๋ยติ่ง! นี่เ้าเรียกว่าเด็กน้อยรึ? ยัยเด็กนี่มันเป็ปีศาจชัดๆ! ต่อให้เป็เ้ามาสู้เอง เ้าก็ไม่มีทางชนะนางได้หรอก!”
หยางเจวี๋ยติ่งได้ยินดังนั้นก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เขาหรือจะสู้สวี่หนิงไม่ได้?
เขาเป็คนเห็นสวี่หนิงเดินขึ้นเขามาด้วยตาตนเอง ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน พร์ของนางจะเหนือล้ำกว่าวรยุทธที่เขาฝึกฝนมาตลอดยี่สิบปีได้อย่างไร?
ทว่า เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปมองที่เสี้ยวใบหน้าของสวี่หนิงโดยไม่ตั้งใจ หัวใจของเขากลับสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างประหลาดโดยไร้สาเหตุ...
