“นางไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้ว มีทางเลือกของตนเอง มีทางของตนเองที่ต้องเดินไป ในฐานะที่เป็แม่ ข้าทำได้แค่ปกป้องนางในชั่วระยะเวลาหนึ่ง หรือว่าจะปกป้องนางไปชั่วชีวิตได้หรืออย่างไร” นางพูดอย่างสงบนิ่ง “ต่อให้จะตัดใจไม่ลง แต่ก็ไม่อาจเพราะความตัดใจไม่ได้ของตนเองแล้วไปตัดปีกที่จะโผบินไปไกลของลูกทิ้งเสีย”
หลิ่วหว่านหรงมองไปยังอวิ๋นซี ไม่อาจไม่พูดได้ว่า ชายาหนิงชินอ๋องผู้นี้เป็สตรีที่ไม่เหมือนใครยิ่ง “เท่าที่ข้ารู้มา จวิ้นจู่น้อยหวานหว่านไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของท่านนี่เพคะ”
ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ยังทำให้ขนาดนี้ ไม่อาจไม่พูดได้ว่า อวิ๋นซีนั้นไม่เหมือนคนทั่วไปจริงๆ หากคนอื่นแต่งเข้าบ้านสามีตนไป ค้นพบว่าเขายังไม่ทันแต่งภรรยาเอกเข้าบ้าน ก็ให้ลูกสาวจากอนุถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว จักต้องทำทุกวิถีทางให้เด็กคนนี้ตายแน่นอน แต่ว่าความรักใคร่จริงใจที่อวิ๋นซีมีต่อหวานหว่านนี้พวกนางล้วนเห็นกันมาแล้วกับตา
อวิ๋นซีอมยิ้ม นางมองไปยังทิศทางที่เขาอู่ไถอยู่ “หวานหว่านคือลูกสาวแท้ๆ ของข้า” ไม่ว่าคนนอกจะมองเช่นไร ในสายตาของนาง เด็กคนนั้นก็คือชีวิตของนาง
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็มองไปยังสตรีตรงหน้าที่หน้าตางดงาม ดวงตายังเปล่งรัศมีสง่าผ่าเผยออกมา “หว่านหรง เ้าเองก็ปักปิ่นมาสองปีแล้ว กลับยังไม่ยอมแต่งงาน ในใจมีใครอยู่แล้วหรือเปล่า” หลายวันมานี้ หลิ่วหว่านหรงล้วนมักจะเข้ามานั่งคุยเล่นด้วยบ่อยๆ ระหว่างคนทั้งสองก็คล้ายกับว่าเป็เพื่อนกันก็ไม่ปาน
นางให้หลิงอีไปสืบมาแล้ว หลิ่วหว่านหรงผู้นี้ เฉลียวฉลาด ยืนหยัดมั่นคง ถึงขนาดเป็วรยุทธ์ อีกทั้ง นางยังเหมือนกับพ่อและปู่ของนาง เป็คนที่ภักดีต่อจวินเหยียน มีเพียงอย่างเดียวสืบไม่รู้ว่านางมีใครใจหรือไม่
เมื่อหลิ่วหว่านหรงได้ยิน สีหน้าสงบนิ่งก็แดงก่ำขึ้น “ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าชายาหนิงอ๋องจะเป็คนชอบซุบซิบเื่ผู้อื่นเพียงนี้”
อวิ๋นซียักไหล่ แสดงออกว่าตนเป็ผู้บริสุทธิ์ “เ้าไม่รู้หรือไร สตรีมีครรภ์นั้นชอบซุบซิบเป็ที่สุด ข้าก็แค่ประหลาดใจนัก คนที่สามารถทำให้สตรีเช่นเ้าชอบพอได้ต้องเป็คนเช่นไรกัน”
หลิ่วหว่านหรงมองไปยังสายน้ำไหลในแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลออกไป นางพูดเรียบๆ ว่า “เป็เพียงแค่รักข้างเดียวก็เท่านั้น คาดว่าเมื่อปู่ข้าและพ่อข้ารู้เข้า ก็คงจะไม่เห็นด้วยหรอก” คิดถึงบุรุษที่ตนรักผู้นั้น นางก็ปรากฏรอยยิ้มขมขื่นออกมา ใครจะมาเข้าใจ จริงๆ แล้วสองปีมานี้ นางอยู่อย่างไม่มีความสุขสักนิด
อวิ๋นซีรักใคร่ลึกซึ้งต่อจวินเหยียน แน่นอนว่านางก็รู้ ว่าความหดหู่ที่ซ่อนอยู่ในดวงตานางนั้นหมายความเช่นไร นางถามเสียงต่ำว่า “คนคนนั้น เขารู้หรือไม่ว่าในใจเ้ามีเขาอยู่?”
หลิ่วหว่านหรงส่ายหน้าพูดว่า “ไม่รู้ ความสัมพันธ์ระหว่างเราซับซ้อนเกินไป คิดว่าเขาคงนึกไม่ถึงเื่เหล่านี้หรอก อีกอย่าง ข้าไม่ได้เห็นเขามานานแล้ว หลังจากาในครั้งนั้น เขาก็เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาห่างไกล”
เมือ่ได้ยินถึงตรงนี้ อวิ๋นซีก็คิดในใจว่า หรือว่าคนที่หว่านหรงชอบจะเป็แม่ทัพผู้หนึ่ง? หลังจากาก็ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาห่างไกล หรือว่าได้รับาเ็? หรือว่าพิการไปแล้ว?
“เขาเป็คนตระกูลแม่ทัพหรือ?” จู่ๆ นางก็ถามขึ้น
หลิ่วหว่านหรงมองอวิ๋นซีอย่างแปลกใจ “พระชายาทรงทราบได้อย่างไร?”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็ยิ้มมองไปยังนาง “เื่ที่ข้ารู้ได้อย่างไรนั้นไม่สำคัญสักนิด ที่สำคัญก็คือ ตกลงว่าตัวเ้าคิดอย่างไร? หากว่าเ้าชอบคนผู้นั้นจริงๆ เ้าก็ควรไปบอกเขา ไม่ใช่มานั่งอยู่ตรงนี้ หว่านหรง ความสุขนั้นอยู่ในกำมือของเรา”
ความสุขบางอย่าง เมื่อพลาดไปแล้ว ชาตินี้ก็ไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้อีก
เมื่อหลิ่วหว่านหรงได้ยิน ก็อึ้งไปเล็กน้อย ให้ตนไปบอกเขา?
“เมื่อก่อนเขาก็ไม่ยินดีพบข้า ตอนนี้คาดว่าคงยิ่งไม่ยินดีกระมัง” คิดถึงตรงนี้ นางก็ยิ้มเยาะตนเอง “เอาละ ไม่พูดเื่ข้าแล้ว อย่างไรเสียข้าก็มีความคิดที่จะไม่แต่งงานไปชั่วชีวิตแล้ว หากว่าคนที่บ้านบังคับข้า ข้าก็จะเก็บข้าวของ ออกไปพเนจร”
อวิ๋นซีถูกความคิดเช่นนี้ของหลิ่วหว่านหรงทำให้ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก ต้องรู้ว่าในยุคสมัยที่มองคำสั่งของบิดามารดาสำคัญยิ่งนี้ สตรีเช่นหลิ่วหว่านหรงนี้นางเพิ่งเคยพบเป็ครั้งแรก
แต่เมื่อคิดกลับมา หากว่าเื่นี้เกิดขึ้นในตระกูลหลิ่ว จริงๆ ก็ไม่น่าประหลาดใจสักนิด อย่างไรเสีย ตระกูลหลิ่วก็มีหลิ่วเซิงเปิดมาก่อนแล้วเป็คนแรก นึกถึงหลิ่วเซิง นางก็อดเหงื่อตกไม่ได้ คิดว่าดีเอ็นเอที่ขบถเช่นนี้คงจะสามารถส่งต่อได้กระมัง
คิดถึงตรงนี้ อวิ๋นซีก็อดยิ้มไม่ได้ “หากกล้าเก็บข้าวของออกพเนจร คิดว่าท่านอาของเ้าคงจะไม่ยินยอมทันที ต้องรู้ก่อนว่า หากเ้าเลียนอย่างเขาละก็ ท่านปู่ของเ้าจักต้องหยิบดาบออกไปสู้ตายกับท่านอาเ้าแน่ ว่าว่าเขาเป็ผู้ใหญ่ไม่น่าเคารพ สั่งสอนสิ่งผิดๆ ให้หลานสาวเช่นเ้า”
เมื่อหลิ่วหว่านหรงฟังแล้ว ก็หัวเราะฮ่าฮ่า “ท่านอย่าพูดไป คงจะเป็เช่นนั้นจริง ท่านไม่รู้หรอกว่ายามที่ท่านอาและท่านปู่ของข้าพูดคุยกันเป็การส่วนตัวนั้น ท่านอาของข้าต้องทำให้ท่านปู่โกรธจนตาเหลือกทุกครั้งไป”
อวิ๋นซีคิดในใจว่าโชคดีที่แค่ตาเหลือกยังไม่ถึงกับตาย พูดตามจริง หลิ่วเซิ่งนั้นเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งแล้วทำอะไรไปมากมายจริงๆ วกคิดกลับมาหลิ่วเก๋อเหล่าเองชั่วชีวิตก็มีภรรยาเอกเป็สตรีเพียงคนเดียว ลูกชายสามคนในบ้าน นอกจากหลิ่วเซิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลูกชายอีกสองคนที่เหลือล้วนมีภรรยากันแค่คนเดียว พวกพี่ใหญ่ พี่รองของหลิ่วหว่านหรงเองก็แต่งงานมาหลายปีแล้ว ไม่เคยรับอนุ
ความซื่อสัตย์ยึดติดของคนตระกูลหลิ่วนี้ คาดว่าก็คงจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม สตรีที่สามารถได้รับความรักจากชายตระกูลหลิ่วนั้น ล้วนมีความสุขทั้งสิ้น
“จริงด้วย วันมะรืนข้าจะไปจุดธูปที่อาราม เ้าจะไปกับข้าหรือไม่” อวิ๋นซีมองไปยังนางเอ่ยถาม กลับมาเมืองหลวงพักหนึ่งแล้ว นางอยากจะไปจุดตะเกียงให้บรรดาญาติที่ตายจากไป เื่นี้เป็เื่ที่หลายปีมานี้นางอยากจะทำมาตลอด
ถึงแม้ไม่อาจเขียนนามของพวกเขาได้ แต่นางรู้ หากิญญาบนฟากฟ้าของพวกท่านพ่อเฉียวมีจริง จักต้องรู้แน่ว่าเป็ตน
เมื่อหลิ่วหว่านหรงได้ยิน ก็พยักหน้า “ได้ ข้าไปกับท่าน”
……
เช้าวันที่ยี่สิบสองเดือนแปด อวิ๋นซีนำสาวใช้และบรรดาองครักษ์ไปจากจวนอ๋องั้แ่เช้า เมื่อไปถึงนอกเมือง หลิ่วหว่านหรงก็ขึ้นมานั่งกับนางบนรถม้า คนทั้งสองพูดกันสนุกสนานมาตลอดทาง รถม้าเคลื่อนอยู่บนถนนหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มาถึงบริเวณครึ่งไหล่เขาของเขาลูกหนึ่ง
เมื่อลงจากรถม้า หลิ่วหว่านหรงมองรอบด้านที่ดูเงียบสงัดเล็กน้อยอย่างแปลกใจ ถามว่า “พี่หญิงอวิ๋น เหตุใดท่านถึงไม่ไปอารมรูปแคว้นกับอารามรัศมีสงฆ์เล่า นั่นเป็อารมที่ไฟธูปโหมพัดส่องสว่างมากที่สุดในระยะร้อยลี้ของเมืองหลวงเชียวนะ”
ที่นี่ นางไม่เคยมา ถึงขนาดไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่ยังมีอารามอยู่แห่งหนึ่งด้วย นางเงยหน้ามองป้ายที่อยู่ไม่ไกลที่เขียนว่า อารามข้ามิญญา นางคิดในใจว่า เป็ชื่ออารามที่ประหลาดเสียจริง เหตุใดพี่หญิงอวิ๋นซีถึงได้เลือกที่นี่
“ข้ามาจุดตะเกียง มาที่นี่ ดียิ่ง” อวิ๋นซียิ้มบางๆ “อย่ามองว่าที่นี่ดูรกร้างไปหน่อย ร้อยปีก่อน ที่นี่ก็เป็อารมที่ไฟธูปโหมพัดส่องสว่างเช่นกัน”
หลิ่วหว่านหรงถามอย่างสงสัยว่า “มีเื่เช่นนี้ด้วย เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ดูท่า เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่หญิงอวิ๋นนั้น หว่านหรงช่างเป็คนเขลาเบาความรู้เสียจริง” ยามแรกที่ลงจากรถม้ามา จะรู้สึกว่าที่นี่ดูรกร้างไปหน่อย แต่อยู่ไปครู่หนึ่ง ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของธูปที่ลอยออกมาจากในอาราม จู่ๆ นางก็รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง ความรู้สึกตื่นตระหนก ตึงเครียดทั้งหลายก็ไม่มีอยู่อีก
