หลังจากเป็ศิษย์ในสำนัก การปฏิบัติหากเทียบกันระหว่างศิษย์นอกสำนักกับศิษย์สามัญนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ศิษย์ในสำนักมิใช่แค่ได้รับโอสถใช้สำหรับบำเพ็ญเพียรทุกเดือน หากยังสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ขั้นสูงของสำนัก และได้รับการชี้แนะจากผู้าุโในสำนัก
เส้นทางบำเพ็ญเพียรนั้นเป็เส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม หากอยากเดินบนเส้นทางนี้จักต้องฟันฝ่าอุปสรรคให้จงได้
คำชี้แนะของผู้าุโช่วยทำให้เดินบนเส้นทางบำเพ็ญเพียรได้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น แล้วยังสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางคดเคี้ยว เดินไปยังเส้นทางที่ไวกว่าได้ด้วย
ในสำนักมีวิชายุทธ์ต่างๆ มากมายให้เลือกสรร สำหรับคนทั่วไปแล้ว ถ้ามิได้เข้าร่วมกับสำนัก พวกเขาอาจมิได้ััวิชายุทธ์เฉกเช่นนี้ไปตลอดทั้งชีวิต
อย่างไรก็ตาม ศิษย์ในสำนักเป็เพียงจุดเริ่มต้น เหนือศิษย์ในสำนักยังมีศิษย์ชั้นยอด เหนือศิษย์ชั้นยอดยังมีศิษย์สืบทอด
ศิษย์สืบทอดมีสถานะมิด้อยกว่าผู้าุโ ศิษย์สืบทอดแต่ละคนล้วนแล้วมีพลังแกร่งกล้า พวกเขาคือศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก เปรียบเสมือนเสาหลักของสำนัก
ในความเป็จริงแล้ว ศิษย์สืบทอดมิได้นับว่าเป็ศิษย์ พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจเป็ของตนเอง ซึ่งถือว่าอยู่ในลำดับชั้นสูงสุด
เื่นี้ค่อนข้างไกลตัวเกินไปเสียหน่อย ถึงศิษย์สืบทอดจะแข็งแกร่งก็มิได้ข้องเกี่ยวอะไรกับจูชิง ยามนี้เขาเป็แค่ศิษย์สามัญต่ำต้อย สถานะเทียบมิได้กับศิษย์นอกสำนักด้วยซ้ำ
ทว่าจูชิงสามารถดีดศิษย์นอกสำนักกระเด็นได้ในนิ้วเดียว นั่นสร้างความตกตะลึงให้กับหมู่ชนเป็อย่างมาก เด็กชายถึงกับอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก
ศิษย์สามัญเป็ศิษย์ที่อยู่ระดับล่างสุดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน พวกเขามีหน้าที่รับใช้สำนัก ส่วนใหญ่เป็งานใช้แรงงาน เช่น ผ่าฟืน แบกน้ำ ขุดแร่ ล้วนแล้วแต่เป็หน้าที่ของศิษย์สามัญทั้งสิ้น
ถึงศิษย์นอกสำนักจะอยู่ระดับล่างเช่นเดียวกัน ทว่าไม่จำเป็ต้องทำงานหนักเช่นศิษย์สามัญ หากยังสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่า ไม่เห็นศิษย์สามัญอยู่ในสายตา
ศิษย์สามัญที่มิได้เรียนวิชายุทธ์ แต่กลับสามารถประมือกับศิษย์นอกสำนักคนหนึ่งได้ ล้อกันเล่นอย่างนั้นรึ
หลังจากได้ยินเสียงอึกทึก ศิษย์นอกสำนักหลายคนมุ่งหน้ามาที่นี่ พอได้ยินเื่ราวที่เกิดขึ้นหน้าพลันเปลี่ยนสีไปตามๆ กัน ดีดจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาหกชั้นฟ้ากระเด็นในนิ้วเดียว ถ้ามิได้ฝึกฝนวิชาขั้นสูงก็น่าจักมีขั้นพลังสูงกว่าศิษย์นอกสำนักผู้นั้น
“ศิษย์สามัญมีคนแบบนี้อยู่ั้แ่เมื่อไหร่?” ศิษย์นอกสำนักขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าคนหนึ่งขมวดคิ้ว
ทว่าเขาเห็นกับตาตัวเอง จูชิงเป็แค่ขั้นหลอมกายาเจ็ดชั้นฟ้า ไม่มีทางที่จะมีพลังเหลือล้ำขนาดนั้นได้ แสดงว่าอีกฝ่ายจักต้องฝึกฝนวรยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากสักวิชาหนึ่งเป็แน่แท้
“หรือว่าจักเป็ตระกูลขุนนางยุทธ์?” ศิษย์นอกสำนักอีกคนพูด
“เป็ไปมิได้ คนของตระกูลขุนนางยุทธ์จักเป็ศิษย์สามัญได้อย่างไร อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็ศิษย์นอกสำนักสิ” ศิษย์นอกสำนักที่ยืนอยู่ข้างๆคัดค้าน
ตระกูลขุนนางยุทธ์มีสถานะสูงศักดิ์ ผู้ที่มาเข้าร่วมกับสำนักล้วนแล้วเป็อัจฉริยะเปี่ยมพร์ น้อยคนนักที่จักเข้ามาแล้วเป็ศิษย์นอกสำนัก ส่วนใหญ่แล้วมักเป็ศิษย์ในสำนัก นับประสาอะไรกับศิษย์สามัญ
“ดีดจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาหกชั้นฟ้ากระเด็นด้วยนิ้วเดียว สำนักมีวิชาแบบนั้นด้วยรึ?” ศิษย์นอกสำนักอีกคนคิดหนัก จากที่เขาจำได้ไม่มีวิชายุทธ์ใดที่ตรงตามเงื่อนไขเลย
“บังอาจทำร้ายศิษย์นอกสำนัก ใจกล้าห่อฟ้ายิ่งนัก!” ศิษย์นอกสำนักขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าคนหนึ่งคำราม!
ถ้าพูดถึงเื่สถานะแล้วศิษย์สามัญมิได้แตกต่างกับศิษย์นอกสำนักเท่าไหร่ แต่เพราะพวกเขาสามารถฝึกฝนวิชายุทธ์ได้จึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่สูงกว่าศิษย์สามัญ เพราะงั้นจึงตั้งกฎไม่ให้ศิษย์สามัญเข้ามาในบริเวณของพวกเขาเพื่อแบ่งแยกความแตกต่าง
เพลานี้ศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกเหยียบย่ำจากศิษย์สามัญต่ำต้อยเพียงคนเดียว
จูชิงรู้ตัวว่าตัวเองกำลังสร้างปัญหา ทว่าเขามิเคยกลัวสัตว์อสูรดึกดำบรรพ์นับพันบนเกาะหลัวโหว กับอีแค่ศิษย์นอกสำนักไม่กี่คนคิดข่มขู่เขา มันไม่น่าขันไปหน่อยรึ
“ถอยไปซะ ใครบังอาจทำตัวจองหอง!” ศิษย์นอกสำนักคนหนึ่งะโ ขณะนั้นไม่มีใครกล้าพูดอะไร
“อยู่สำนักเดียวกันแท้ๆ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันสิ” ชายร่างอ้วนเดินเข้ามา ไขมันบนตัวกระเพื่อมไหวราวกับคลื่นในมหาสมุทร
“ศิษย์พี่หง...” ศิษย์นอกสำนักพอเห็นชายอ้วนก็เดินหลบไปอีกทาง
“ศิษย์พี่ เขาทำร้ายศิษย์นอกสำนัก จักปล่อยเอาไว้ไม่ได้เด็ดขาด” ศิษย์นอกสำนักคนหนึ่งพูด
หงเชียนว่านเหลือบมองคนผู้นั้น “โง่เหมือนหมูไม่มีผิด เ้าคิดว่าเ้าจักประมือกับเขาได้งั้นรึ?”
“ไม่มีเื่อะไรแล้วใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีแล้วข้าขอตัวก่อน!” จูชิงมองหงเชียนว่านแล้วหันหลังเดินจากไป
“บัดซบ เป็แค่ศิษย์สามัญกล้าทำตัวโอหังเช่นนี้ได้อย่างไร” ศิษย์นอกสำนักสุดแค้นแสนโทสะ
หงเชียนว่านแค่นเสียง “ไม่มีความสามารถก็อย่าปากดีให้มากนัก กระทั่งข้ายังรับพลังของเขาไม่ไหว นับประสาอะไรกับพวกเ้า”
“เป็ไปไม่ได้ ศิษย์พี่หงเป็ถึงขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้า ทั้งยังฝึกฝนวิชา《ูเาเหล็ก》ในขั้นหลอมกายาใครจักสู้พี่ได้” ศิษย์นอกสำนักหลายคนพูดอย่างไม่อยากเชื่อ
《ูเาเหล็ก》เป็วรยุทธ์มนุษย์ระดับกลาง สำหรับคนนอกสำนักแล้วสามารถฝึกฝนวรยุทธ์มนุษย์ระดับกลางได้ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว
พ่อของหงเชียนว่านเป็คนร่ำรวยที่สุดในเมือง เขาใช้เงินจำนวนมากซื้อวรยุทธ์《ูเาเหล็ก》หงเชียนว่านคาบช้อนเงินช้อนทองมาั้แ่เกิด หลังจากฝึกฝนวรยุทธ์ กายาแกร่งกล้าดั่งเหล็ก นับว่าเป็ผู้แข็งแกร่งในขั้นหลอมกายา ถ้าทะลวงขั้นพลังเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณสำเร็จก็มีโอกาสที่จักยกระดับเป็ศิษย์ในสำนัก
ถ้ากระทั่งหงเชียนว่านยังมิใช่คู่ประมือของจูชิง เช่นนั้นคงไม่มีใครประมือกับเขาได้แล้ว
“จากนี้ไปอย่าทำตัวโง่เขลาล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินอีกล่ะ อีกเดี๋ยวใกล้ถึงวันสอบเข้าสำนักในแล้ว ข้าไม่อยากมีปัญหา” หงเชียนว่านแค่นเสียงหึ
พวกศิษย์นอกสำนักบ่นอุบอิบอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็แยกย้าย หงเชียนว่านมองร่างเงาของจูชิงที่กำลังเดินลงเขา เขาฝึกฝนวิชายุทธ์อยู่ดีๆ แท้ๆ กลับมีศิษย์สามัญมาสร้างปัญหาเสียได้
“ขั้นพลังก็ไม่ได้สูงแท้ๆ เหตุใดถึงมีลมปราณแข็งแกร่งเฉกเช่นนั้น?” คนอื่นมองไม่ออก ทว่าหงเชียนว่านมองออกชัดเจน เขาเห็นลมปราณเหลือล้ำเคลือบคลุมนิ้วนั่นตอนซัดจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาหกชั้นฟ้าจนกระเด็น
หลังจากเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกสักพัก จูชิงก็กลับมาที่ลานเล็กๆ ของศิษย์สามัญ หลีโก่วตั้นเดินยิ้มออกมา “เสร็จแล้วรึ”
“อืม เหนื่อยนิดหน่อย!” จูชิงพยักหน้า
“ไม่เป็ไร ตอนแรกก็แบบนี้แหละ อีกเดี๋ยวก็ชิน คืนนี้มีกิจกรรม เ้าก็มาเข้าร่วมด้วยสิ” หลีโก่วตั้นตบไหล่จูชิง
“กิจกรรมอะไรรึ สนุกหรือไม่?” จูชิงถาม
“กิจกรรมแลกเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เ้าก็รู้ว่าศิษย์สามัญมิได้มีเงินมาก อย่างน้อยๆ กิจกรรมนี้ก็พอช่วยให้พวกเราเดินบนเส้นทางบำเพ็ญเพียรได้ง่ายขึ้นนิดหน่อย” หลีโก่วตั้นหัวเราะ
“ฟังดูแล้วน่าสนุกดี” จูชิงหัวเราะ
หลีโก่วตั้นพยักหน้า “ข้าจักไปรับเ้าหลังจากเสร็จงานคืนนี้”
“เ้าพอใจกับชีวิตในตอนนี้งั้นรึ?” เฒ่าปีศาจมองจูชิง
“ทำไมล่ะ พอได้อยู่กับคนอื่นๆ ข้าถึงได้รู้ว่าข้ามีชีวิตอยู่จริงๆ มันมิใช่ความฝัน” จูชิงยิ้ม
ยามราตรีมาเยือน ศิษย์สามัญรวมตัวกันอย่างตื่นเต้น มันเป็กิจกรรมประจำเดือน สำหรับพวกเขาศิษย์สามัญแล้ว บางทีคืนนี้อาจแลกเปลี่ยนได้ของดีมาบ้างก็ได้
“หลีโก่วตั้น เ้าดูแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว อีกประเดี๋ยวก็น่าจักทะลวงขั้นพลังแล้วกระมัง” ชายผอมคนหนึ่งทุบอกของหลีโก่วตั้น
เหล่าศิษย์สามัญทักทายกันอย่างเป็กันเอง พวกเขาพูดคุยกันถึงเื่อดีตและอนาคต มีศิษย์สามัญหลายคนเริ่มเอาผ้าดำมาปู นำของที่ตัวเองมีมาวางบนผ้าดำ รอให้คนอื่นมาแลกเปลี่ยน
ศิษย์สามัญอยู่ระดับล่างสุดของสำนัก ทรัพยากรที่พวกเขาได้รับนั้นมีจำกัด สำหรับศิษย์คนอื่นมันอาจเป็ขยะที่จะทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ ทว่าสำหรับพวกเขาแล้วมันคือสิ่งล้ำค่าเกินฝัน
“นี่คืออะไร?” จูชิงมองผงที่บรรจุอยู่ในขวดหิน
“มันคือเศษโอสถลมปราณ ข้าได้มาตอนทำความสะอาดห้อง ถ้ากินเข้าไปน่าจะมีประโยชน์” ศิษย์สามัญคนนั้นยิ้ม
“เ้าอยากแลกกับอะไร?” จูชิงมองศิษย์สามัญผู้นั้น ดูแล้วน่าจะอายุไม่เกินสิบสี่
“ท่าจะให้ดีก็คงเป็หินดึกดำบรรพ์ แต่ถ้าไม่มีจักเป็เงินทองหรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น” เด็กหนุ่มหัวเราะ
จูชิงคลำดูในเสื้อ ครั้นพบว่าตัวเองไม่มีของอะไรที่สามารถนำมาแลกเปลี่ยนได้จึงยิ้มขอโทษ
“ไม่เป็ไร ข้าไม่ได้หวังว่าจะแลกเปลี่ยนของอะไร แค่มาร่วมสนุกเท่านั้น” เด็กหนุ่มส่ายหัว
ขณะนั้นมีศิษย์สามัญกลุ่มหนึ่งหิ้วแพะูเามาตัวหนึ่ง พวกเขาเอาเื ขนของมันออก หลังจากทำความสะอาดเสร็จก็เอามาวางบนตะแกรงเหล็กแล้วย่าง ไม่นานนัก กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยโชยมาในอากาศ
“เนื้อแพะย่างหนึ่งที่แลกกับโอสถเสริมปราณหนึ่งเม็ด” ศิษย์สามัญคนหนึ่งะโเสียงดัง
“คงเหล่าเอ้อไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรือ เนื้อแพะูเาก็มีแค่นี้ เ้ายังมีหน้ามาแลกเปลี่ยนกับโอสถเสริมปราณ?” ศิษย์สามัญไม่พอใจ
“ราคานี้ยุติธรรมแล้ว เ้าแพะนี่เติบโตจากการกินสมุนไพริญญา แม้ว่าจักมิใช่สัตว์ิญญา ทว่าในเนื้อของมันอุดมไปด้วยลมปราณทัดเทียมกับสัตว์ิญญา โอสถเสริมปราณหนึ่งเม็ดกับเนื้อหนึ่งชิ้น คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม” คงเหล่าเอ้อพูด
“ทัดเทียมกับสัตว์ิญญา คิดว่าพวกข้าจะเชื่อเ้ารึ?” มีศิษย์สามัญหลายคนไม่เชื่อ
โอสถเสริมปราณเป็โอสถที่อยู่ต่ำจากโอสถลมปราณขั้นหนึ่ง ในทุกๆ เดือนศิษย์สามัญจะได้รับโอสถเสริมปราณสิบเม็ด ลำพังแค่ใช้บำเพ็ญเพียรก็ยังไม่พอ จักไปมีเหลือเก็บไว้ได้อย่างไร
