บทที่ 158 ตัวอย่างที่ไม่ดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ฉินชูจึงเดินตรงไปข้างหน้าต่อ เขาคิดว่าหากตนเองไม่ลองััและทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ระดับสี่ อาศัยเพียงการตระหนักด้วยตนเอง เช่นนั้นไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเพียงใดถึงจะประจักษ์แจ้ง บัดนี้โอกาสอยู่ตรงหน้า เช่นนั้นก็ลองไปััดู มีแต่ต้องััรับรู้เท่านั้น ถึงจะเข้าใจ
ฉินชูสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วยกเท้าก้าวข้ามเขตแดนศิลาจารึก เขาเข้ามายังเขตแดนที่เจตจำนงกระบี่ระดับสี่กวัดแกว่งฟาดฟัน
เมื่อเข้ามาในเขตแดนเจตจำจงกระบี่ระดับสี่ ฉินชูยังไม่ทันเตรียมความพร้อม เจตจำนงกระบี่ที่คมกริบอย่างมิอาจหาใดเทียมพลันพุ่งเข้าหา
“ต้านไว้ให้ได้!” เจตจำนงกระบี่ระดับสามของฉินชูปะทุขึ้น ต้านทานเจตจำนงกระบี่ระดับสี่ที่พวยพุ่งออกมาจากเขาเทียนเจี้ยน
เวลาเพียงชั่วอึดใจเดียว เขาก็ถูกเจตจำนงกระบี่จากเขาเทียนเจี้ยนกดดันจนต้องถอยกลับไปยังเขตแดนเจตจำนงกระบี่ระดับสาม
ฉินชูหลับตาครุ่นคิด ก็ก้าวเท้าเข้าไปยังเขตแดนเจตจำนงกระบี่ระดับสี่อีกครั้ง ผลคือเวลาผ่านไปเพียงไม่นานก็ถูกบีบออกมา
ภายหลังพอนั่งไตร่ตรองอยู่พักหนึ่ง ฉินชูจึงพุ่งขึ้นหน้าต่อ ถึงอย่างไรก็ไม่ถึงตาย เขาไม่จำเป็ต้องเกรงกลัว
ความทนทาน ยามนี้บนกายฉินชูปรากฏความทนทานที่แข็งกร้าว!
คนจำนวนมากล้วนคิดว่าฉินชูไม่ฉลาดเอาเสียเลย เจตจำนงระดับสามและเจตจำนงระดับสี่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวง หากฝืนได้ ผู้ฝึกกระบี่ในใต้หล้าคงมีเจตจำนงกระบี่กันหมดแล้ว
ฉินชูที่จมดิ่งสู่สภาวะจิตใจที่ไม่ย่อถอย ไม่สนว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไร เขายังคงพุ่งทะลวงต่อไป
เมื่อััได้ว่าต้านไม่ไหว ฉินชูรู้สึกหนักหน่วงในใจไม่น้อย เขาปลดปล่อยจิตกระบี่ออกมา จิตกระบี่เสริมพลังแก่ร่างกาย จากนั้นจึงวิเคราะห์เจตจำนงกระบี่ระดับสี่
“วิธีการเช่นนี้ไม่ควรทำ พวกเ้าจงจำไว้ ไม่ว่าเื่ใดก็ควรทำตามกำลังที่มี” ผู้สูงวัยคนหนึ่งที่พาชนรุ่นหลังมาใช้ฉินชูเป็ตัวอย่าง เพื่อสั่งสอนชนรุ่นหลังผู้นั้น
“แต่ที่เขามีเจตจำนงกระบี่ระดับสามตอนนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จมากแล้ว” ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยปาก เขารู้สึกอิจฉาฉินชูมาก อิจฉาเจตจำนงกระบี่ที่ปะทุออกจากกายฉินชู นี่เป็ระดับที่พวกเขาไม่อาจเทียบเทียมได้
“แต่ละคนมีวาสนาแตกต่างกัน เื่นี้จะนำมาเทียบไม่ได้ เส้นทางนั้นต้องก้าวเดินให้ถูก...” กล่าวถึงตรงนี้ ผู้สูงวัยก็ชะงักไป เขาเบิกตาโต เพราะมวลพลังบนกายฉินชูปะทุขึ้น จากนั้นเจตจำนงกระบี่ระดับสามพลันแปรเปลี่ยนเป็เจตจำนงกระบี่ระดับสี่ ฉินชูทุบหน้าเขาแตกเป็เสี่ยงๆ
ฉินชูปลดปล่อยจิตกระบี่ออกมา จิตกระบี่เสริมพลังแก่ร่างกาย จากนั้นจึงวิเคราะห์เจตจำนงกระบี่ระดับสี่ เขาเข้าใจสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในเจตจำนงกระบี่ระดับสี่ทันที นั่นคือความทนทาน ในฐานะผู้ฝึกกระบี่ พานพบอุปสรรคหาใช่เื่น่ากลัว มีแต่ต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ไร้ซึ่งความย่อท้อ
ฉินชูยืนหยัดอย่างมั่นคง เจตจำนงกระบี่ระดับสี่อยู่บนกาย เขานั่งลง แล้วเริ่มขัดเกลาเจตจำนงกระบี่
ผู้สูงวัยที่ใช้ฉินชูเป็ตัวอย่างที่ไม่ดี เดิมทีลูบเคราตรงคาง แต่บัดนี้หนวดเครากลับถูกตัวเองดึงจนหลุดออกมาสองเส้นโดยที่ไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มในชุดหรูหราก็อ้าปากค้างเช่นกัน สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง เจตจำนงกระบี่ของเขาบรรลุระดับสาม ที่เข้ามายังเขตหลังศิลาจารึก ทำให้เขาคิดว่าตนเองอยู่ในระดับเดียวกับฉินชูแล้ว หากเขาผ่านการขัดเกลาจากเจตจำนงกระบี่ของเขาเทียนเจี้ยนไม่นาน เขาอาจไล่ตามฉินชูทัน แต่ผลกลับกลายเป็ฉินชูก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ชายหนุ่มในชุดหรูเข้าใจว่า ถึงแม้ตนเองจะก้าวหน้าขึ้นแค่ไหน สุดท้ายฉินชูก็ทิ้งห่างไปไกลยิ่งกว่าเดิม เขาเลื่อนขั้นจากเจตจำนงกระบี่ระดับสองเป็ระดับสาม ฉินชูเลื่อนขั้นจากเจตจำนงกระบี่ระดับสามเป็ระดับสี่ แม้จะห่างเพียงแค่หนึ่งระดับ แต่หนึ่งระดับของฉินชูเป็ระดับสูง ถึงห่างหนึ่งระดับเหมือนกัน แต่ระดับความยากนั้นต่างกัน
ชายหนุ่มในชุดหรูปรับสภาวะจิตใจครู่หนึ่ง แล้วเริ่มฝึกฝนต่อ
ความตกตะลึงที่ฉินชูนำพามาเป็เพียงเื่เล็ก การฝึกฝนของทุกคนยังคงดำเนินต่อ
ฉินชูฝึกฝนโดยกินโอสถหลิงหยวน ครึ่งเดือนหลังจากบรรลุเจตจำนงกระบี่ พลังปราณก็บรรลุเช่นกัน ถึงขั้นสี่หลิงหยวนระดับห้า
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ฝึกกระบี่ที่มุงดูอ้าปากค้าง ที่แท้ระหว่างที่ฉินชูฝึกฝนเจตจำนงกระบี่ ก็ไม่ได้หยุดฝึกพลังปราณ
แบบนี้เกินไปแล้ว!
ผู้ที่ฝึกฝนอยู่ที่นี่ คนใดบ้างไม่ได้ทุ่มเทกายใจศึกษาเจตจำนงกระบี่ แต่ฉินชูกลับฝึกฝนพลังปราณจนบรรลุไปด้วย
เมื่อััได้ว่าเจตจำนงกระบี่ที่ปล่อยออกมาจากเขาเทียนเจี้ยนไม่สร้างแรงกดดันเท่าไรแล้ว ฉินชูจึงลุกขึ้น เดินขึ้นหน้าไประยะหนึ่ง ก่อนนั่งลง นำโอสถออกมากินแล้วฝึกฝนต่อ
ไม่มีใครกล่าวอ้างถึงฉินชูอีก ทั้งยังไม่มีคนเฝ้าดูเจตจำนงกระบี่บนกายฉินชูแล้ว ผู้ฝึกกระบี่ที่ไม่สามารถข้ามผ่านเขตศิลาจารึกแผ่นแรกของเขาเทียนเจี้ยน เจตจำนงกระบี่ล้วนต่ำกว่าระดับสาม บัดนี้ฉินชูมีเจตจำนงกระบี่ระดับสี่ พวกเขาไม่อาจเฝ้ามองและเข้าใจเจตจำนงกระบี่ของฉินชูได้อีกแล้ว
ระหว่างที่ฉินชูกำลังฝึกฝน เงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินลงมาจากเขาเทียนเจี้ยน เป็บุรุษวัยกลางคนที่สะพายกระบี่ยาวไว้ด้านหลัง เขาคือคนที่เคยห้ามปรามฉินชู เมื่อเห็นฉินชูที่นั่งขัดสมาธิอยู่ จึงมองดูเจตจำนงกระบี่บนกายฉินชู แววตาของเขาฉายแววแปลกใจก่อนนั่งลงตรงตำแหน่งที่ไม่ห่างจากฉินชูมากนัก
ยามเทขวดโอสถอาหารทิพย์สองหน กลับไม่มีโอสถอาหารทิพย์ออกมา ฉินชูจึงรู้ว่าตัวเองไม่สามารถฝึกฝนต่อไปได้อีก การฝึกฝนโดยปล่อยให้ท้องหิวคงทำไม่ได้กระมัง
ในจังหวะนี้เอง ขวดโอสถขวดหนึ่งก็ถูกโยนมาตรงหน้าฉินชู
ฉินชูรับขวดโอสถเอาไว้ ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง เขาเห็นบุรุษวัยกลางคน จึงลุกขึ้นประสานหมัดคารวะ “ขอบคุณผู้าุโที่ชี้แนะก่อนหน้านี้ และขอบคุณโอสถของผู้าุโด้วย”
“เป็การชี้แนะที่ไหนกัน ข้ามองเ้าแต่ภายนอกและประเมินต่ำเกินไป คิดไม่ถึงว่าเจตจำนงกระบี่ของเ้าไม่เลวเลย โอสถอาหารทิพย์ก็ไม่ได้มีมูลค่าเท่าไร ขอมอบให้เ้าหนึ่งขวด แต่ข้าคิดว่า เื่อย่างการฝึกฝน เร่งรัดเกินไปจะไม่ประสบผลสำเร็จ เ้ามิสู้พักก่อนล่ะ ปรับสภาวะจิตใจและสภาวะร่างกาย แล้วค่อยมาใหม่!” บุรุษวัยกลางคนมองฉินชูพลางกล่าว
“ได้ ไม่ทราบว่าข้าน้อยจะเชิญผู้าุโร่วมดื่มสุราได้หรือไม่ เพื่อเป็การขอบคุณผู้าุโ” ฉินชูกล่าวกับบุรุษวัยกลางคน
“ได้สิ! เช่นนั้นพวกเราไปกัน ข้ารู้ว่าร้านใดมีสุราดีในเมืองเทียนเจี้ยน” บุรุษวัยกลางคนหัวเราะก่อนกล่าว
ฉินชูเดินตามบุรุษวัยกลางคนออกไปยังรอบนอกของเขาเทียนเจี้ยน ระหว่างที่เดินอยู่ฉินชูพบข้อแตกต่างจุดหนึ่ง นั่นคือผู้ฝึกกระบี่ที่เข้ามายังเขตศิลาจารึก ล้วนปล่อยเจตจำนงกระบี่เพื่อต้านทานแรงกดดันจากเขาเทียนเจี้ยน แต่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้กลับไม่ทำเช่นนั้น บนกายเขาไม่มีกระแสพลังปราณใดปรากฏ เจตจำนงกระบี่ที่ปล่อยออกมาจากเขาเทียนเจี้ยนไม่ส่งผลกระทบต่อเขาแม้แต่น้อย
ฉินชูและบุรุษวัยกลางคนเดินออกมาจากข้างใน ชายหนุ่มในชุดหรูก็วิ่งตามออกมา
“ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมหยุนไหล ถึงสายไปหน่อย แต่เ้าไปที่นั่นเสีย ข้าจะคืนของที่ปล้นเ้ามา” ฉินชูมองชายหนุ่มในชุดหรูพลางกล่าว
“อย่าเลย! ของนั่นขอมอบให้ลูกพี่ใหญ่!” ชายหนุ่มในชุดหรูรีบส่ายหน้าพร้อมกล่าว
“ลูกพี่ใหญ่... เ้าเข้าใจผิดแล้วกระมัง?” ฉินชูมองชายหนุ่มในชุดหรูด้วยท่าทีสงสัย
“ไม่ผิด นับแต่วันนี้เป็ต้นไป เ้าเป็ลูกพี่ใหญ่ของข้า อย่าว่าแต่เกวียนสัตว์อสูรเลย ของอย่างอื่นก็ไม่เป็ปัญหา ลูกพี่ใหญ่กำลังจะไปทำสิ่งใดหรือ?” ชายหนุ่มในชุดหรูมองฉินชูพลางเอ่ยถาม
“หิวแล้ว จึงอยากเชิญผู้าุโท่านนี้ไปร่วมดื่มสุรา” ฉินชูกล่าว
“เช่นนั้นพาข้าไปด้วยได้หรือไม่? ข้าเองก็หิวแล้วเช่นกัน!” ชายหนุ่มในชุดหรูหันมองฉินชู
ฉินชูหันมองบุรุษวัยกลางคน เขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ต้องขอความเห็นจากอีกฝ่ายด้วย
“ไปด้วยกันสิ” บุรุษวัยกลางคนแย้มรอยยิ้ม
จากนั้นทั้งสามคนจึงไปยังโรงสุราแห่งหนึ่งที่ดูไม่สะดุดตานัก
“ดูแล้วก็ไม่เท่าไรนี่” ชายหนุ่มในชุดหรูมองหน้าร้านโรงสุราพร้อมกล่าว
“ไม่ว่าเื่ใดก็ไม่ควรมองเพียงภายนอก ภายในนั้นสำคัญยิ่ง” บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้า ก่อนพาฉินชูและชายหนุ่มในชุดหรูเข้าไปด้านใน
ทั้งสามคนพึ่งนั่งลงได้ไม่นาน ก็มีบุรุษสองคนที่สวมใส่ชุดต่อสู้เข้ามา ทั้งสองคนมาหยุดตรงหน้าพวกฉินชูทั้งสามคน
“มีธุระอันใดหรือ?” บุรุษวัยกลางคนเอ่ยถาม
“รองเ้าเมืองของเราอยากพบสองท่านนี้” บุรุษที่สวมชุดต่อสู้คนหนึ่งกล่าว
