พูดถึงกงจื้อิก็ถือว่าเขาถูกเข้าใจผิดเหมือนกัน เขากำลังคุยกับเฉียนเหลียงและคนอื่นๆ อยู่ พอได้ยินเสียงม้าจึงหันไปมอง เพิ่งจะเห็นว่าใครมา หญิงสาวชื่อชีซีก็พุ่งเข้ามาที่เบื้องหน้าของเขา เขาจึงยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ กลายเป็ว่าหญิงงามอยู่ในอ้อมกอดของเขา เสียงเฮที่ดังขึ้นรอบข้างทำให้เขาหันไปมองที่รถม้าโดยไม่รู้ตัว
แต่น่าเสียดายที่แม่ทัพาุโฉู่ได้พาลูกชายและผู้ใต้บังคับบัญชามาถึงที่นี่แล้ว
แม่ทัพาุโฉู่เป็คนที่มีอารมณ์ร่าเริงและตรงไปตรงมา เมื่อเปิดปากก็หัวเราะเสียงดัง “์มีตา ท่านแม่ทัพใหญ่ฟื้นคืนชีพช่างเป็โชคดีของซีเฮ่าจริงๆ!”
กงจื้อิรีบลงจากม้าและถือโอกาสแกะแม่นางชีซีที่จับเขาไว้ราวกับปลาหมึกออกไป ทำให้นางแสดงท่าทีโกรธเล็กน้อยและตำหนิว่า “ท่านพ่อ ข้าเพิ่งจะได้เจอพี่เทียนเป่าเอง ทำไมท่านไม่มาช้ากว่านี้สักหน่อยล่ะ!”
แม่ทัพาุโฉู่มีลูกสาวในวัยชราจึงตามใจลูกสาวอย่างสุดขีด แม้จะถูกบ่นต่อหน้าคนมากมายก็ไม่โกรธ กลับยิ้มและปลอบใจว่า “เอาล่ะ ลูกสาวที่รักพ่อผิดเอง ยังไงต่อไปก็ต้องติดตามท่านแม่ทัพใหญ่ไปทำา มีเวลาคุยกันอีกมากมาย!”
เป็อย่างที่คาดไว้เมื่อฉู่ชีซีได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา นางพลิกตัวลงจากหลังม้าเดินไปยืนข้างกงจื้อิ ถึงแม้จะยังคงมีสีหน้ารักใคร่ แต่ก็ไม่กอดหรือเกาะติดเขาอีกต่อไป
“ท่านแม่ทัพาุโฉู่เดินทางมาไกลเพื่อช่วยเหลือ ข้าซาบซึ้งใจเป็อย่างยิ่ง” กงจื้อิกล่าวพร้อมโค้งคำนับแม่ทัพาุโฉู่ และแอบถอยห่างจากฉู่ชีซีอีกหลายก้าวโดยที่คนอื่นไม่รู้สึกตัว แต่บุตรชายคนที่สามของแม่ทัพาุโฉู่ ซึ่งเป็ทหารหนุ่มที่ดูอ่อนแอได้มีแววตาแปลกไปชั่วขณะ ก่อนที่เขาจะซ่อนมันไว้ใต้เปลือกตาบางของเขา
ทุกคนทักทายกันเล็กน้อยแล้วจึงขึ้นม้าเข้าเมือง ฉู่ชีซีตั้งใจจะเดินเคียงข้างกงจื้อิ แต่ไม่รู้ทำไมแม่ทัพในกองทัพอี้จวินกลุ่มหนึ่งกลับแสดงความเป็มิตรอย่างมาก พวกเขาดึงแม่ทัพาุโฉู่และครอบครัวพูดคุยและหัวเราะกันจนทำให้นางถูกเบียดออกไป
ในที่สุดก็มาถึงที่ว่าการ ทุกคนลงจากม้าและเข้าห้องไปนั่งในห้องโถงโดยแยกเป็ฝ่ายเ้าบ้านและฝ่ายแขก ในอดีตต่างก็เคยร่วมรบในาพิชิตชายแดนตะวันตกด้วยกัน ตอนนี้ได้พบกันอีกครั้งย่อมมีเื่ราวมากมายที่ต้องพูดคุย แต่ฝ่ายหนึ่งเพิ่งจะถอนค่ายกลับเข้ามาในเมือง ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็เดินทางมาไกล พวกเขาจึง้าพักผ่อน ดังนั้นก็เลยอดไม่ได้ที่จะต้องแยกย้ายกันก่อนชั่วคราว และมารวมตัวกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงอาหารในค่ำคืนนี้
ลุงอวิ๋นส่งยิ้มต้อนรับแม่ทัพาุโฉู่และพรรคพวกของเขา ขณะที่เดินอยู่ก็พูดไปด้วยว่า “ท่านแม่ทัพาุโฉู่ นายน้อยของเรากำชับให้จัดที่พักชั่วคราวของท่านให้อยู่ติดกับที่ว่าการโดยเฉพาะ บ่าวให้คนไปส่งของกินของใช้ไว้แล้ว หากท่านมีอะไรขาดเหลือให้ส่งคนมาหาบ่าวได้ทันที”
สกุลฉู่และสกุลกงจื้อมีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน เขาย่อมรู้ดีถึงตำแหน่งพิเศษของลุงอวิ๋นที่เป็คนรับใช้ครึ่งหนึ่งและเป็ผู้าุโในสกุลกงจื้อครึ่งหนึ่ง ไหนเลยจะกล้าทำตัวหยิ่งผยอง เขายิ้มและยกมือขึ้นพร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณพี่ชายที่ลำบากจัดการให้ วันไหนว่างๆ เราสองพี่น้องมาดื่มด้วยกันสักหน่อย”
“ตกลง ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ให้เกียรติ เป็เกียรติของบ่าวอย่างข้าจริงๆ”
สองผู้าุโกำลังคุยกันอย่างออกรสออกชาติ แต่กลับทำให้ฉู่ชีซีรู้สึกร้อนใจเป็อย่างมาก นางสะบัดสายบังเหียนม้าในมือทิ้ง และมองกลับไปที่ห้องใหญ่โตด้านหลังด้วยความรู้สึกไม่อยากจากไป พร้อมพูดว่า “ที่ว่าการใหญ่โตขนาดนี้ ทำไมไม่สามารถอยู่ร่วมกับพี่เทียนเป่าได้ล่ะ?”
แม่ทัพาุโฉู่ได้ยินคำพูดนี้ จึงหันไปมองลุงอวิ๋นที่กำลังก้มหน้าอย่างรีบร้อน สุดท้ายเขาก็รู้สึกอับอายขึ้นมาและหันไปถลึงตาและะโดุลูกสาวของเขา “เ้าพูดเื่บ้าอะไรอยู่ ที่พักของท่านแม่ทัพใหญ่จะให้สตรีอยู่ได้ยังไง? การทำผิดต่อฟ้าดินไม่ใช่เื่เล่นๆ!”
อาจจะเป็เพราะ์ดูเหมือนจะไม่พอใจท่านแม่ทัพาุโฉู่ ไม่ทันที่จะสิ้นเสียงคำพูดของเขาก็เห็นติงเหว่ยอุ้มอันเกอเอ๋อร์และพาทหารหญิงคนอื่นๆ ช่วยขนของไปยังด้านหลังของที่ว่าการ
ฝ่ายหนึ่งอยู่ที่ห้องในมุมเรือน ฝ่ายหนึ่งอยู่ที่โถงทางเดิน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ถึงขั้นเดินสวนกัน แต่ว่าไม่ใช่ระยะทางที่ไกลอย่างแน่นอน
ติงเหว่ยแอบมองไปที่กลุ่มคนที่ใส่เสื้อผ้าสีแดงแล้วก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อทำความเคารพ ก่อนจะเดินต่อไปยังเรือนหลังของที่ว่าการอย่างสง่างาม
ลุงอวิ๋นที่เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของทุกคน ดังนั้นเขาก็เลยกระแอมออกมาอย่างประหม่า จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เชิญท่านแม่ทัพาุโฉู่ทางนี้!”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่มีแผนจะอธิบายให้คนอื่นฟัง ซึ่งทำให้ฉู่ชีซีโกรธและคิดจะเปิดปากโวยวายออกมา แต่พี่สามของสกุลฉู่ก็จับแขนของน้องสาวเอาไว้แล้วกดจุดทำให้นางรู้สึกชา เขาหัวเราะคิกคักและประคองน้องสาวออกไปจากที่นั่น
ลุงอวิ๋นทำราวกับว่าไม่สังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ ยังคงยิ้มแย้มพาทุกคนออกจากที่ว่าการและพาพวกเขาไปส่งที่หน้าประตูของเรือนที่พักอาศัยที่อยู่ติดกัน
เมื่อคนจากสกุลฉู่เข้ามาในเรือนแล้ว พี่สามสกุลฉู่ก็ปล่อยแขนน้องสาวของเขา เป็อย่างที่คาดไว้ฉู่ชีซีโกรธจัดจนะโขึ้นมาทันที “พี่สาม ทำไมถึงต้องกดจุดทำให้ข้าตัวชา แล้วยังไม่ยอมให้ข้าพูดอีกด้วย?”
พี่สามสกุลฉู่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หงุดหงิด เขาจิ้มไปที่หน้าผากน้องสาวของเขาที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้าได้แล้วดุว่า “สาวน้อยเมื่อไรเ้าจะมีสติขึ้นมาบ้างสักที? ประการแรกเ้าไม่มีการหมั้นหมายกับท่านแม่ทัพใหญ่ ประการที่สองเขาเป็เ้าบ้านและเ้าเป็แขก เ้ามีสิทธิ์อะไรจะไปถามถึงสถานะของคนอื่น แม้คนนั้นจะเป็สนมของกงจื้อิ แล้วเ้าจะทำอะไรได้?”
“ข้า...” ฉู่ชีซีรู้สึกอับอายเมื่อถูกพี่ชายปิดปาก นางไม่รู้จะโต้ตอบอย่างไร จึงวิ่งไปหาพ่อและพูดว่า “ท่านพ่อ ดูพี่สามสิ ไม่ช่วยข้าออกหน้าแล้วกลับไปสนับสนุนคนนอกอีก เขาจะต้องชอบหญิงคนนั้นแน่ๆ!”
ท่านผู้าุโฉู่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย จึงมองไปยังลูกน้องที่มีท่าทางอึดอัดแล้วกล่าวว่า “พวกเ้าก็ไปพักผ่อนบ้างเถอะ เดี๋ยวเย็นนี้ค่อยไปที่ที่ว่าการเพื่อร่วมงานเลี้ยงด้วยกัน”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” เหล่าทหารที่เป็คนนอกตระกูลรีบโค้งคำนับแล้วขอตัวออกไป ทิ้งให้ในเรือนเหลือเพียงตระกูลฉู่เท่านั้น ท่านแม่ทัพาุโฉู่จึงสั่งบุตรชายว่า “ลูกสาม ถ้าน้องสาวของเ้า้ารู้ ก็ให้คนไปสอบถาม แต่ต้องระวังไม่ให้ทำลายกฎเกณฑ์และมารยาท”
พี่สามสกุลฉู่มองไปรอบๆ แล้วขมวดคิ้วพูดว่า “ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ท่านก็เคยพูดถึงเื่นี้ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่กลับเลี่ยงที่จะพูด เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจชีซี สกุลฉู่ของพวกเราก็ไม่ได้ต่ำต้อยถึงขนาดหาบุรุษดีๆ ให้น้องสาวไม่ได้ ทำไมจะต้องลำบาก…”
ก่อนที่แม่ทัพาุโฉู่จะได้พูดอะไร ฉู่ชีซีก็โกรธจนเตะเท้าและพูดว่า “พี่สาม ข้าชอบพี่เทียนเป่า ข้าจะไม่แต่งงานกับคนอื่น! ถ้าพี่ไม่ช่วยข้าไปสืบข่าว ข้าก็จะไปสืบด้วยตนเอง!”
“ตกลงๆ” พี่สามสกุลฉู่ทนไม่ได้ที่จะเห็นน้องสาวโกรธ เขารู้สึกห่วงใยนางเป็อย่างมาก จึงรีบพูดว่า “ข้าจะส่งคนไปสืบข่าวให้เดี๋ยวนี้ เ้ารออยู่ที่นี่ก่อน อย่าไปทำอะไรด้วยตนเองเด็ดขาด ระวังจะทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่พอใจเอาได้”
“ข้ารู้แล้วน่า พี่รีบไปเถอะ!” ฉู่ชีซีผลักพี่ชายของนางจนเขาสะดุดเล็กน้อย จากนั้นนางก็ยิ้มออกมาอย่างสบายใจเมื่อเห็นเขาเดินออกจากประตูเรือนไป ท่านแม่ทัพาุโฉู่และลูกชายอีกสามคนของเขามีสีหน้าไม่รู้จะทำอย่างไรดีแต่ก็ยังเต็มไปด้วยความรัก เพราะทุกคนรู้ดีว่าการบังคับไม่เคยได้ผลดี แต่เมื่อเป็ลูกสาวคนโปรดของบ้าน อย่างไรก็ต้องยอมให้นางลองดูบ้างถึงจะรู้สึกสบายใจ
ติงเหว่ยไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็เป้าหมายในการสอดแนมของครอบครัวฉู่ไปเสียแล้ว เพราะก่อนหน้านี้นางไม่ได้พักอยู่ที่เรือนหลังและวันนี้เพิ่งจะมาจึงต้องเริ่มต้นจัดการทุกอย่างใหม่หมด
ลุงอวิ๋นตั้งใจให้นางกับลูกได้ใกล้ชิดกับนายน้อยของเขามากขึ้น ดังนั้นจึงจัดให้พวกเขาอยู่ที่ห้องฝั่งตะวันตกเช่นเดิม เพียงแค่เดินตามระเบียงไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องหลักสามห้องที่กงจื้อิอยู่ ซึ่งเรียกได้ว่าต่อให้เงยหน้าไม่เจอก็ต้องก้มหน้าเจอกันอยู่ดี
ติงเหว่ยไม่ได้ปฏิเสธการจัดการของท่านผู้าุโ หลังจากที่ให้ทหารหญิงออกไปแล้ว นางก็จัดการทำความสะอาดห้องด้วยตนเอง เมื่อครู่นี้แม้จะได้เห็นเพียงครู่เดียวแต่นางก็เห็นได้ชัดเจนว่าฉู่ชีซีเป็สาวงามที่มีเสน่ห์ รูปร่างสูงโปร่ง คิ้วหนา จมูกโด่ง ตาโต ริมฝีปากหนา และสีผิวที่ออกไปทางสีน้ำตาลแดงของนางทำให้ดูมีสุขภาพดี ผู้หญิงแบบนี้แตกต่างจากผู้หญิงที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอ่อนโยนในห้องลับ เกรงว่าคงเหมาะกับแม่ทัพที่สนามรบมากกว่า
หากจะบอกว่ากงจื้อิไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นแม้แต่ตัวนางก็ยังไม่ค่อยจะเชื่อ แต่ในใจของนางก็มีเสียงเล็กๆ บอกให้นางเชื่อใจในตัวกงจื้อิ และรอให้เขาพูดออกมาชัดเจนด้วยตนเอง
สองความคิดที่ขัดแย้งกันในหัวของนาง ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเอง ทำให้นางรู้สึกปวดหัวและความคิดยุ่งเหยิงไปหมด นางรอให้กงจื้อิมาช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้
น่าเสียดายที่หลังจากที่นางทำความสะอาดห้องด้านในเสร็จแล้ว นางก็ทำความสะอาดห้องโถงเล็กๆ ด้วย นางถึงกับเปลี่ยนชุดให้อันเกอเอ๋อร์เป็ชุดบางๆ และเล่นกับเขาในห้องอุ่นๆ เป็เวลานาน และนางก็ยังคงไม่เห็นคนที่โอบกอดหญิงสาวคนนั้นเข้ามาเช่นเดิม
ดังนั้น ความหึงหวงที่นางเก็บซ่อนไว้ในใจมานานก็เริ่มบ่มเพาะจนเต็มที่
“อวิ๋นอิ่ง ไปหาลุงอวิ๋นเพื่อเอาวัตถุดิบมาสักหน่อย ข้าจะเข้าครัว!”
อวิ๋นอิ่งที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้รู้สึกกังวลใจเป็อย่างมาก นางร้อนใจมากและกำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อออกไปหาคนมาถามว่านายน้อยอยู่ที่ไหน พอได้ยินคำสั่งนี้จึงรีบวิ่งออกไปทันที
ภายในเวลาไม่นานนางก็กลับมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยพร้ะกร้าใส่วัตถุดิบสองใบเต็มๆ
ติงเหว่ยรับตะกร้าไปอย่างนิ่งสงบ นางไม่ถามอะไรสักคำแล้วก็เข้าห้องครัวไป ปล่อยให้อวิ๋นอิ่งอุ้มอันเกอเอ๋อร์และเล่นหยกสีต่างๆ ที่ทำเป็รูปสัตว์เป็เพื่อนเขาไปพลางและพูดว่า “คุณชายน้อย ทำเช่นไรดี? เกรงว่าแม่ท่านจะโกรธนายน้อยขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว นายน้อยก็ยุ่งอยู่กับการจัดระเบียบกองทัพทั้งสามอยู่ ไม่มีเวลากลับมาที่นี่ได้ ท่านจะต้องช่วยพูดแทนนายน้อยด้วยนะ เข้าใจไหม?”
น่าเสียดายที่อันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะหนึ่งขวบกว่าๆ แม้จะฉลาดเพียงใดก็ไม่เข้าใจว่าแม่ของเขาโกรธไปทำไม และทำไมพ่อของเขาถึงได้รับความเดือดร้อน ในสายตาของเขาสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือของเล่นหยกเล็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า คงไม่ต้องบอกว่าอวิ๋นอิ่งโมโหจนยื่นมือออกไปจิ้มที่หน้าผากกลมๆ ของเขา
ภายในห้องครัว ติงเหว่ยไล่สองแม่ครัวที่เข้ามาเสนอตัวช่วยออกไป แล้วยกมีดทำครัวขึ้นมา สับหมูสามชั้นเป็ชิ้นๆ อย่างแรงจนรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย “ข้ายอมให้ท่านไปกอดกับสาวงาม ข้ายอมให้ท่านยุ่ง ข้ายอมให้ท่านไม่กลับมาอธิบาย! ฮึ่ม หมูสามชั้นน้ำแดงเย็นนี้จะไม่มีส่วนของท่านแน่!”
ไม่พูดถึงติงเหว่ยว่านางจะเปลี่ยนความโกรธเป็แรงผลักดันในการเตรียมอาหารเย็นอย่างไร เพียงแค่บอกว่าอีกด้านของกำแพงครอบครัวสกุลฉู่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่ พี่สามสกุลฉู่นึกถึงข้อมูลที่ลูกน้องรายงานมาแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ชีซี แม้ข้าจะส่งคนไปสืบเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากเข้าไปในเรือนในได้ยาก ก็เลยได้แค่ข้อมูลบางส่วนจากฝ่ายกองทัพอี้จวิน ได้ยินมาว่าหญิงคนนั้นสกุลติง เป็ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพใหญ่ในยามที่เขาตกที่นั่งลำบาก ก่อนที่ท่านแม่ทัพใหญ่จะเริ่มก่อการฏ ก็ได้พานางจากอำเภอชิงผิงมาอยู่ในไร่นอกเมืองที่นี่ ต่อมาเมื่อาปะทุรุนแรง หญิงคนนี้ก็เข้าไปในค่ายทหารเพื่อรักษาทหารที่าเ็ และยังจัดตั้งกองทัพหญิงขึ้นมาเพื่อช่วยรักษาทหารที่าเ็และยังให้ทหารหญิงส่วนน้อยไปจัดการเื่ยุทโธปกรณ์และงานจิปาถะต่างๆ หญิงคนนี้ได้รับความไว้วางใจจากท่านแม่ทัพเป็อย่างมาก และเวลาทุกคนในกองทัพอี้จวินพูดถึงนางก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพอย่างหาได้ยาก”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็ลังเลไปชั่วครู่ แล้วตัดสินใจเด็ดขาดว่า “นางเป็สตรีที่ไม่ธรรมดา”
แม่ทัพาุโฉู่ขมวดคิ้ว ต่อให้เขาจะเข้าข้างลูกสาวของตนเอง แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้เขาก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ “หญิงคนนี้ไม่สนใจชื่อเสียงของตนเอง และอาสาเข้าไปช่วยรักษาเหล่าทหารที่าเ็ นับว่าเป็สิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ!”
ฉู่ชีซีกลับสนใจเื่อื่นมากกว่า พ่อและพี่ชายของนางรู้ดีว่านางมีเื่ที่กังวลใจมานาน ดังนั้นจึงไม่ปิดบังอะไร และถามออกไปตรงๆ ว่า “พี่สาม ท่านยังไม่บอกเลยว่านางเป็สนมของพี่เทียนเป่าหรือไม่?”
พี่ใหญ่สกุลฉู่ที่เงียบอยู่ข้างๆ มาโดยตลอดก็ถามว่า “แล้วยังมีเด็กน้อยที่หญิงคนนั้นอุ้มอยู่ด้วย เขาเป็ใครกัน?”
