ที่แท้กับดักที่ใหญ่ที่สุดก็คือบันทึกซีกไม้ไผ่หรือแม้แต่เหล่าเลี่ยวก็ถือว่าเป็กับดักด้วยเช่นกัน!
ตอนที่ตกลงมาหลินลั่วหรานก็ััได้ถึงความผิดปกติ เธอกำลังตกลงไปในสถานที่ลึกเหมือนกับหน้าผาและที่น่าเศร้าก็คือมวลพลังของเธอไม่สามารถจะใช้งานได้เด็กน้อยฝึกหัดหลินเกลียดกับดักที่มากไปด้วยเล่ห์กลของท่านผู้าุโเหล่านี้มากหากว่าไม่ใช่เพราะถูกปิดกั้นจิตความคิด และถูกยับยั้งมวลพลังเอาไว้ล่ะก็พวกคุณช่วยมีน้ำใจบ้างได้ไหม?
หลินลั่วหรานนึกไปถึงตอนที่อยู่ในสถานที่ลึกลับขึ้นมาทันทีในตอนนั้นยังมีท่านเทพป๋ายที่อยู่ด้านล่างของหุบเหว และคอยช่วยเธอสอนให้เธอบังคับดาบ ดังนั้นเธอถึงหนีรอดขึ้นมาได้แต่ว่าในตอนนี้แม้แต่มวลพลังสักเส้นเธอก็ยังไม่สามารถจะควบคุมได้...การรอคำบัญชาจากฟ้าไม่ใช่นิสัยของหลินลั่วหรานโชคดีที่ดวงตาอันเฉียบคมของเธอยังคงอยู่ภายในความมืดมิดจึงไม่ได้กระทบต่อการมองเห็นของเธอแม้แต่น้อย
เธอพยายามลืมตาขึ้นมาท่ามกลางลมแรงก่อนจะพบว่าบริเวณไม่ห่างไปจากใต้เท้าของเธอนักมีเถาวัลย์จำนวนมากอยู่
เจอแล้ว สิ่งที่สามารถจะช่วยชีวิตของเธอได้! เถาวัลย์ที่มีขนาดเท่ากับแขนของทารกน้อยน่าจะสามารถรับแรงกระชากของตัวเธอได้ไม่ว่าจะเป็อย่างไรก็คงจะต้องทดลองดู
หลินลั่วหรานจัดการทิศทางที่จะตกลงไปกลางอากาศเถาวัลย์เ่าั้กระจัดกระจายกันราวกับเป็แหผืนใหญ่ หาก้าจะตกลงไปบนนั้นหลินลั่วหรานก็พอจะมีความมั่นใจอยู่
ไม่นานนักเธอก็ตกลงไปบริเวณเถาวัลย์ได้สำเร็จหลินลั่วหรานรู้สึกปวดเอวไปหมด เถาวัลย์เส้นหนึ่งพันรัดเข้าที่เอวของเธอพลังกระชากมากมายทำให้เธอรู้สึกราวกับมีคนเอาไม้กระบองมาทุบตีที่เอวแผ่นหลังของเธอปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา โดยทั่วไปเมื่อได้รับความเ็ปแบบนี้เพียงแค่ชั่ววินาทีก็จะกลับมารู้สึกสบายอีกครั้งแต่หลินลั่วหรานกลับรู้สึกว่าเธอจะสบายใจไม่ได้เด็ดขาด มันก็เป็เหมือนกับลูกเด้งหากใช้แรงตบลงไป เมื่อถูกพื้นผิวที่ไปกระทบขวางกั้นเอาไว้ มันก็จะเด้งกลับมาอย่างรุนแรง!
หลังจากที่หลินลั่วหรานถูกพันรัดเข้าที่เอว เธอก็ถูกสะบัดออกไปในตอนที่เด้งออกมา เธอยืดแขนทั้งสองของตัวเองออกไป และรีบจับลงบนบริเวณรากของเถาวัลย์เธอใช้มันพันข้อมือของตัวเองเอาไว้ จนแทบจะกลายเป็เกลียว!
ไม่นานนักความยืดหยุ่นเด้งไปมาก็หายไปแรงดึงดูดของพื้นโลกกำลังดึงตัวเธอให้ตกลงไปอีกครั้งโชคดีที่มือของเธอพันเกี่ยวอยู่กับเถาวัลย์ ไม่มีท่าทางแบบไหนที่มั่นคงไปกว่าแบบนี้แล้วดังนั้นหลินลั่วหรานจึงสามารถลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างใจหวัง
ปัญหาก็คือแม้ว่าตอนนี้จะมีเสื้อผ้าปกปิดอยู่แต่เธอก็เริ่มรู้สึกว่าข้อมือของเธอปวดชาขึ้นมาราวกับว่ามันจะไม่ใช่ของเธออีกต่อไป
แต่ว่าอย่างน้อยก็สามารถเอาชีวิตรอดมาได้!
เธอลอยเป็ว่าวอยู่กลางอากาศแบบนั้นสักพัก ก่อนที่เธอจะสงบใจขึ้นมาได้
แม้ว่าจะไม่มีพลังแล้ว แต่ร่างกายนี้ก็ยังแข็งแรงกว่าคนทั่วไปเธอมีความสามารถทางการปรับตัวสูงในระหว่างที่เธอกำลังจับเข้าที่เถาวัลย์ด้วยความระมัดระวัง เธอก็สามารถแกะข้อมืออีกข้างออกมาได้หลังจากแกว่งตัวไปมาหลินลั่วหรานก็สามารถทิ้งตัวลงไปยังเถาวัลย์ที่มีขนาดใหญ่เท่าข้อมืออีกเส้นได้สำเร็จ
เมื่อรักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้วอย่างแรกที่เธอต้องทำก็คือตรวจสอบสถานการณ์ในตอนนี้
พื้นที่ลึกลับของไข่มุกคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ดูราวกับฟ้าจะเห็นใจเมื่อหลินลั่วหรานใช้จิตความคิดลงไปตรวจสอบ ก็พบว่าเธอยังสามารถเข้าไปได้และนั่นก็ทำให้เธอดีใจขึ้นมา
สวนที่เธอสามารถพกติดตัวเอาไว้ได้นี้มีประโยชน์เป็อย่างมากนักปราชญ์ระดับพื้นฐานเองก็้ากินข้าวเหมือนกัน ก่อนที่จะหาทางออกไปได้เมื่อพบว่าตัวเองจะไม่ได้รับอันตรายจากการขาดข้าวขาดน้ำมันก็นับได้ว่าเป็โชคดีมากแล้วอีกทั้งในพื้นที่ลึกลับของเธอก็ไม่ได้มีเพียงแค่อาหาร แต่ยังมีอาวุธอยู่ด้วยแม้ว่าเจาเจี้ยนจะไม่มีพลังเติมเต็มอยู่ภายในแต่มันก็เป็อาวุธมีคมชนิดหนึ่งอยู่ดี
มันก็ดีกว่ามีแต่มือเปล่าไม่ใช่เหรอ? อืมจำได้ว่ายังมีพิษของแมงป่องและพิษงูอยู่ด้วย เ้าของพวกนี้ก็สามารถใช้สาดออกไปได้ของที่จะใช้ป้องกันตัวก็มีแล้ว ดังนั้นหลินลั่วหรานจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมา
ในตอนที่สถานการณ์กำลังดูดีขึ้น และหลินลั่วหรานก็กำลังจะวางใจ เธอก็ได้ยินเสียงร้องครางขึ้นมา
รู้สึกว่ามันดูคุ้นๆ นะ
“รุ่นน้องหรง ใช่เธอหรือเปล่า?”
สถานที่แห่งนี้คือหน้าผาที่ลึกเสียจนไม่สามารถเห็นด้านล่างได้เมื่อเธอะโออกไป คลื่นเสียงก็กระแทกไปมาที่กำแพงหินและสะท้อนกลับไปมา “ใช่เธอหรือเปล่า...ใช่เธอหรือเปล่า...ใช่เธอหรือเปล่า” มันส่งเสียงกึกก้องเสียงจนเธอปวดขึ้นมาในหู
“รุ่นพี่หลิน...” ที่แท้ก็เป็หรงตงหลินนี่เองน้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังมาก มันเต็มไปด้วยเสียงลมหายใจ เธอต้องนึกขอบคุณในเสียงสะท้อนของกำแพงหินที่มันทำให้เสียงเรียก‘รุ่นที่หลิน’ ดังสะท้อนขึ้นมาหลายครั้งหากหลินลั่วหรานยังฟังไม่ได้ยินชัดก็คงจะเป็ไปไม่ได้
เขาคงไม่ได้รับาเ็ใช่ไหม?
เมื่อคิดดูแล้ว ก็มีความเป็ไปได้อยู่ ขนาดตัวของเธอมีสภาพร่างกายแบบนี้ตอนที่ตกลงมาก็ยังเต็มไปด้วยความมึนงงดังนั้นอย่าได้พูดถึงคนที่ทำเป็เพียงแต่อ่านหนังสืออย่างหรงตงหลินเลย
“รุ่นพี่...ทำไมคุณถึงลงมาที่นี่ล่ะ?” หรงตงหลินดูอ่อนแรงท่าทางของเขาดูเหมือนว่ากำลังพยายามอดทนกับความเ็ปเอาไว้ หลินลั่วหรานได้รับเสียงสะท้อนกลับมาอีกครั้งเธออยากจะปิดหูแล้วเหลือบตาขึ้นมองบนจริงๆ ทำไมถึงลงมาน่ะเหรอก็เพื่อที่จะมาตามหานายยังไงเล่า!
แต่ว่าก็ถือได้ว่าเป็โชคดีของหรงตงหลินหลินลั่วหรานพบว่าทั้งสองนั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากเธอมองไปยังเถาวัลย์ที่อยู่บนมือของตัวเอง ก่อนที่จะหย่อนมันลงไป
เธอขยับเถาวัลย์ให้สั่นไหว พร้อมกับถามขึ้น “เถาวัลย์นี่ไปถึงตรงที่เธออยู่หรือเปล่า?”
หรงตงหลินพยักหน้าลง ก่อนที่จะพูดว่า “อืม” ออกมา ภายในความมืดมิด รุ่นพี่หลินจะสามารถเห็นเขาพยักหน้าได้อย่างไร
เมื่อหลินลั่วหรานได้ยินเขาตอบรับกลับมาว่า ‘อืม’เธอก็ดึงเอาเถาวัลย์ขึ้นมา เธอดึงอยู่นานดูเหมือนว่าจะมีความยาวหลายร้อยเมตรไม่รู้ว่าที่นี่เป็สถานที่แบบไหนถึงได้มีเถาวัลย์ที่ดูแข็งแรงเกินกว่าเหตุอยู่แบบนี้...มันต้องใช้คำพูดแบบนี้ใช่ไหม?
เธอจับเถาวัลย์เอาไว้ ก่อนที่จะะโลงไปครั้งนี้ไม่ใช่การถูกดึงให้ตกลงไป ร่างกายของเธอนั้นเบาสบายและว่องไวสายลมพัดผ่านหูของเธอไปหลินลั่วหรานรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังะโบันจี้จัมพ์อยู่
ความจริงเมื่อเถาวัลย์ถูกทิ้งลงมาได้ประมาณครึ่งหนึ่งด้วยสายตาที่เหนืุ์ของหลินลั่วหรานก็ทำให้เธอพบเห็นหรงตงหลินได้แล้ว
จะว่าอย่างไรดี เมื่อเห็นหรงตงหลิน เธอก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันทีบริเวณที่หรงตงหลินกำลังนอนอยู่คือแหเถาวัลย์ที่สลับซับซ้อนกันดูดีเสียยิ่งกว่าเปลญวนและมันก็ลอยอยู่กลางหุบเหวในบริเวณที่สูงไม่ถึงฟ้า แต่ก็ไม่ต่ำลงไปถึงดิน
เสี่ยวหลินจึแสดงความไม่พอใจออกมา ถ้าหากรู้ว่าจะเป็แบบนี้ทำไมเธอจะต้องยอมทนให้เอวของเธอถูกกระแทกจนกลายเป็สีบวมช้ำแบบนั้นด้วยแถมข้อมือยังถูกพันรัดเอาไว้จนกลายเป็เกลียวเสียอีก หากเธอตกลงมาดีๆเถาวัลย์ที่เหมือนกับเปลญวนที่อยู่บริเวณกลางอากาศของหน้าผาก็น่าจะสามารถรองรับเธอเอาไว้ได้?
เถาวัลย์ในมือของเธอถูกปล่อยลงจนหมดและตัวของเธอก็สามารถลงมายืนบนแหเถาวัลย์ได้อย่างมั่นคงเธออยู่ห่างจากหรงจงหลินเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น
หลังจากทดลองดูแล้ว เธอก็พบว่าเถาวัลย์แห่งนี้หนาแน่นพอที่จะรับน้ำหนักของทั้งสองได้โดยไม่มีปัญหาเมื่อเข้าไปใกล้ หลินลั่วหรานก็สามารถเห็นมองเห็นสีหน้าที่ไม่สู้ดีของหรงตงหลินได้
“เป็อะไรไป?”
ใบหน้าของหรงตงหลินเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ “รุ่นพี่หลินผมเกรงว่า...ขาอาจจะหักแล้ว”
กระดูกขาหัก? ไม่แปลกว่าทำไมเขาถึงนอนอยู่นิ่งไม่ขยับไปไหน
“ต้นขาหรือว่าน่องล่ะ?”
“น่องข้างซ้ายครับ” หรงตงหลินพยายามพูดออกมา เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถ่วงหลินลั่วหรานอยู่ด้วยความไร้กำลังของตัวเอง
แต่หลินลั่วหรานกลับส่งรอยยิ้มออกมา “ก็แค่น่องไม่ใช่เหรอฉันคิดว่าจะเป็เื่ใหญ่ เธออย่าร้อนใจเลย ให้ฉันดูหน่อยนะ” แน่นอนว่าการที่กระดูกหักไม่ใช่ข่าวดีแต่ว่าเมื่อเทียบกันกับกระดูกต้นขาหักแล้วการที่กระดูกน่องหักไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการขยับเคลื่อนไหวมากนักดังนั้นสำหรับสถานการณ์ในตอนนี้ของพวกเขาแล้ว มันก็ถือว่าดีมากแล้วเช่นกันแต่ด้วยพลังของหลินลั่วหรานถูกจำกัดเอาไว้ เธอจึงไม่สามารถใช้ ‘เวทรักษา’ ออกมาได้
เธอถกกางเกงของหรงตงหลินขึ้นไปอย่างระมัดระวังก่อนจะพบว่าที่น่องของเขาดูมีองศาที่ผิดปกติไป มันอ่อนปวกเปียกขยับไม่ได้กระดูกคงหักแล้วจริงๆ
หลินลั่วหรานเองก็ไม่ใช่หมอทางด้านนี้ แต่เพื่อที่จะทำยาแล้วเธอก็ได้ศึกษาเื่การแพทย์มาไม่น้อยเดิมทีเื่แพทย์แผนยาก็ไม่ใช่เื่ที่จะแบ่งเป็ตระกูลพื้นที่ลึกลับของไข่มุกคือต้นทุนที่เธอใช้ในการตั้งตัวหากจะนำเอาพวกสมุนไพรวิเศษที่อยู่ด้านในออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับหลินลั่วหรานแล้วเธอก็ควรที่จะต้องแยกแยะสถานการณ์โรคของผู้เจ็บป่วยได้เป็ธรรมดา
น่องของหรงตงหลินบวมปูดขึ้นมาราวกับเค้กบริเวณจุดที่บวมม่วงและเกิดเป็สีแดงขึ้นตรงนั้นคือบริเวณที่กระดูกหัก
“ฉันจะให้กินลูกท้อนะ หรือว่าเธอชอบกินแอปเปิ้ลมากกว่า หรือว่าจะเอาองุ่นดี?”หลินลั่วหรานหยิบเอาลูกท้อลูกใหญ่ออกมาจากพื้นที่ลึกลับและส่งมันให้กับหรงตงหลิน
เมื่อมองไปยังลูกท้อที่ทั้งใหญ่ทั้งแดงก่ำ หรงตงหลินก็กลืนน้ำลายลงไปเขาทนเ็ปมานานแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกคอแห้งขึ้นมาแม้จะไม่รู้ว่าหลินลั่วหรานใช้วิธีอะไรในการเก็บซ่อนลูกท้อเอาไว้แต่รสชาติของผลไม้ที่บ้านหลินก็ยังทำให้เขาจำได้ไม่ลืมเลือน
หรงตงหลินรับมาด้วยความมึนงง ช่างเป็คนที่ใส่ใจมากจริงๆตอนนี้ยังสนใจอาการคอแห้งของเขา หรงตงหลินกัดลงไปยังลูกท้อ เขารู้สึกว่ามันมีรสชาติที่ดีกว่าของที่บ้านหลินเล็กน้อยแต่ว่าตอนนี้พวกต้นท้อไม่ใช่ว่าเพิ่งจะออกดอกไปเหรอเมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังเห็นว่าพวกลูกท้อเ่าั้กลีบเพิ่งจะร่วงโรยและมีขนาดเท่ากับเล็บมือเท่านั้นเอง ทำไมตอนนี้ถึงสามารถกินได้แล้วล่ะ?
ลูกท้อนั้นมีรสชาติที่อร่อยมาก ทำให้หรงตงหลินมัวเมาไปกับการกินความคิดของเขาไหลไปเรื่อยๆ ในปากของเขายังคงเต็มไปด้วยเนื้อลูกท้อความเ็ปที่ยากจะทนบริเวณน่องทำให้ใบหน้าของเด็กน้อยหรงเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อเขาคาบเมล็ดลูกท้อเอาไว้ในปาก พร้อมกับจ้องมองไปยังหลินลั่วหราน
“เรียบร้อยแล้ว ฉันต่อกระดูกให้เรียบร้อยแล้วนะ อย่าขยับล่ะเดี๋ยวจะทายาให้”
รุ่นพี่หลินนี่สุดยอดไปเลย! ที่แท้เธอก็ให้เขากินลูกท้อเพื่อจะเบี่ยงเบนความสนใจนี่เอง
หลินลั่วหรานนำเอาสมุนไพรวิเศษออกมาจากพื้นที่ลึกลับพร้อมกับบีบคั้นน้ำของมันและทาลงไปบริเวณที่หรงตงหลินได้รับาเ็เธอหาเอาแผ่นไม้มาดามขาของเขาเอาไว้ด้วย
หรงตงหลินััได้ถึงความเย็นบริเวณรอยแผลมีเพียงแค่ความเ็ปในตอนที่ต่อกระดูกเท่านั้น และนั่นก็ทำให้เขารู้ได้เลยว่าสมุนไพรที่หลินลั่วหรานนำมาให้เขาใช้จะต้องไม่ใช่ของธรรมดาทั่วไปแน่เขารู้สึกอยากจะพูดอะไรออกมาสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา
“่นี้อย่าเพิ่งทำอะไรรุนแรงก็แล้วกัน ไม่น่าจะเป็อะไรหรอก”
สมุนไพรทั้งสองต้นที่เธอนำออกมาคือสมุนไพรที่สามารถใช้ทำยาระดับสามได้การลดอาการบวมเป็เพียงฤทธิ์ยาเล็กๆ น้อยๆ ของมันเพราะว่าตอนนี้หลินลั่วหรานไม่สามารถจะกลั่นมันได้ ทำให้ฤทธิ์ยาสูญเสียไปมาก
แต่หากจะต้องนำมาใช้รักษาหรงตงหลินแล้ว เธอเองก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายอะไร
สถานที่แห่งนี้ไม่ได้สูงขึ้นไปถึงฟ้า แต่ก็ต่ำลงไปไม่ถึงดินมันลอยเคว้งอยู่ในอากาศ และไม่เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกลางวันและกลางคืนหลินลั่วหรานไร้ซึ่งพลัง แม้จะส่งจิตความคิดลงไปสำรวจ แต่ก็ไม่พบจุดปลายทางสิ่งที่ทั้งสองพอจะใช้ฆ่าเวลาได้ก็เหลือเพียงแค่การพูดคุย
ที่แท้ก็เป็เพราะหรงตงหลินเองก็รู้สึกว่าลวดลายที่อยู่บนพื้นดูแปลกประหลาดไปและเมื่อเขาััลงไปก็ตกลงมาที่นี่ทันที เขาไม่สามารถจะควบคุมความเร็วได้ตอนที่ตกลงมาบนแหเถาวัลย์ ตัวของเขาก็เด้งไปโดนก้อนหินกระแทกเข้าทำให้ขาหัก
เมื่อหรงตงหลินได้รู้ว่าตอนนี้พลังของหลินลั่วหรานถูกจำกัดเอาไว้ทำให้เธอไม่สามารถใช้พลังที่วิเศษเ่าั้ได้ เขาก็อดที่จะกังวลใจขึ้นมาไม่ได้แต่ว่าความสงบเยือกเย็นที่หลินลั่วหรานมีอยู่เสมอก็สามารถมอบพลังกับเขาได้อยู่ไม่น้อย
คนที่เห็นกล้องโทรทรรศน์นั่นมีเพียงแค่ตัวเธอคนเดียวเหรอ? หลินลั่วหรานไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอกำลังคิดไปถึงจุดที่แปลกๆ ด้วยความเงียบสงบ
“รุ่นพี่หลิน ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนเหรอครับมันไม่มีบันทึกอยู่ในบันทึกซึกไม้ไผ่นี่นา” หลังจากพูดคุยกันอยู่นานจนหลงตงหลินเกือบจะเล่าเื่น่าละอายใจออกมาจนหมดแล้ว
หลินลั่วหรานหัวเราะออกมา “จะเป็ที่ไหนได้ล่ะดูเหมือนว่ามันก็คงจะเป็สถานที่ที่ราชวังัเอาไว้ใช้ควบคุมตัวคนทำผิดเอาตัวมากักขังไว้ และทำให้ไม่มีทางหนีออกไปได้อีก”
อีกฝั่งหนึ่งนั้น หรงตงหลินได้หลับใหลไปด้วยความอ่อนล้าก่อนแล้ว
ยิ่งคิดเท่าไรหลินลั่วหรานก็ยิ่งรู้สึกว่าที่นี่ดูเหมือนกับคุกมากขึ้นไปเรื่อยๆไม่อย่างนั้นทำไมแม้แต่มวลพลังก็ยังถูกจำกัดเอาไว้ถ้าไม่ใช่เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้คนหนีไป
โชคร้ายจริงๆ เลย
และเพราะว่าไม่สามารถแยกแยะกลางวันกลางคืนได้จึงไม่รู้ว่าทั้งสองอยู่ที่นั่นมากี่วันแล้ว อย่างไรเมื่อเวลาหิวก็กินผลไม้เข้าไปบางครั้งหากอยากจะเปลี่ยนรสชาติภายในพื้นที่ลึกลับของหลินลั่วหรานก็ยังมีปลาแซลมอนอยู่
เมื่อง่วงก็นอนหลับ ในกายของหลินลั่วหรานไม่หลงเหลือพลังอยู่ไม่ว่าจะนั่งสมาธิอย่างไรก็ไม่มีการตอบรับ เธอเองจึงรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้าและเธอก็ไม่สามารถจะใช้การฝึกศาสตร์ขจัดความเหนื่อยล้าเหล่านี้ออกไปได้เธอจึงได้เพียงแต่ใช้วิธีการเก่าๆ อย่างเช่น การนอนหลับ
หลังจากกินแล้วก็นอน พอตื่นขึ้นมาแล้วก็กินอีก ทุกๆวันผ่านไปเหมือนกับการเลี้ยงหมู และเพราะว่าพวกเขาไม่สามารถจะอาบน้ำได้ทำให้ตอนนี้เนื้อตัวของทั้งสองเริ่มจะส่งกลิ่นเหม็นหืนขึ้นมาแล้ว
หรงตงหลินตื่นขึ้นมาก่อนจะพบว่าดวงตาของหลินลั่วหรานเป็ประกายอยู่ในความมืดมิดช่างดูน่ากลัว เขาตัวสั่นขึ้นมาทันที
“รุ่นพี่หลิน”
“รุ่นน้องหรง เราทำแบบนี้ต่อไปไม่ได้ พรุ่งนี้พวกเราลองลงไปข้างล่างดูดีไหม?”
ลงไปข้างล่าง? หรงตงหลินลองใช้ก้อนหินก้อนหนึ่งโยนลงไปแต่แม้จะผ่านไปนานแล้วก็ยังคงไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา สถานที่ที่ลึกลงไปขนาดนี้พวกเราจะลงไปได้อย่างไร?
