เดิมทีที่แห่งนี้ไม่ใช่ทะเลทราย
แต่เป็มหาสมุทร
มหาสมุทรที่มัจฉาคุนแหวกว่ายไปทุกหนทุกแห่ง
จวบจนเกิดภัยพิบัติครานั้น ฟ้าดินจึงได้ถึงคราววินาศ
มัจฉาั์คุนจึงได้กลายร่างเป็วิหคั์เผิง สยายปีกโบยบินลงมาช่วยสหายของตนอีกนับไม่ถ้วน
มันไม่รู้ว่าตัวเองบินร่อนอยู่นานเท่าใด จวบจนคุนเผิงบินกลับมาก็พบว่าที่แห่งนี้ได้กลายเป็พื้นที่แห้งแล้งเสียแล้ว
คุนเผิงในร่างนกั์กรีดร้องเสียงแหลม ก่อนจะกระอักเืแล้วสิ้นใจ
ร่างของมันร่วงหล่นสู่เบื้องล่าง
ร่างของมันกลายเป็ส่วนหนึ่งของฟ้าดิน
จากนั้นแก่นกลางหัวใจของมันก็ได้ก็มีต้นอ่อนแตกหน่อขึ้นมา ต่อมาต้นอ่อนต้นนั้นเติบโตกลายเป็ต้นหญ้าต้นหนึ่ง ต้นหญ้าก็ค่อยๆ เติบโตเป็ต้นไม้ต้นเล็กต้นหนึ่ง
ผ่านกาลเวลานับหมื่นปี ต้นไม้ต้นเล็กก็ได้กลายเป็ต้นไม้ใหญ่แผ่สาขาคลุมแผ่นฟ้า
ต้นไม้ใหญ่แผ่ขยายร่มเงากว้างไกล เหล่าสัตว์น้อยใหญ่บริเวณรอบๆ ล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้
มีแมลง มีนก มีปลา มีสัตว์ป่า
ทุกหมื่นปีจะมีภัยพิบัติคราหนึ่ง
แม้คุนเผิงจะสิ้นใจแล้ว แต่ต้นไม้ยังอยู่
ต้นไม้ต้นนี้ถูกฟ้าผ่าจนไฟไหม้มานับครั้งไม่ถ้วน
ป่าที่เคยเขียวชอุ่มแห่งนี้ต่อมาก็ได้กลายมาเป็ทุ่งหญ้า
ต้นไม้ใหญ่ที่เคยคลุมแผ่นฟ้าก็ถูกไฟไหม้จนเหลือเพียงตอไม้ขนาดใหญ่
เมื่อผ่านมาอีกเกือบหมื่นปี
ก็มีสัตว์ป่าค่อยๆ เริ่มเดินสองขาแล้วกลายเป็มนุษย์ขึ้นมา
ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยความสุขสงบเช่นกัน
ภัยพิบัติก็ไม่มากล้ำกรายอีกต่อไป
ทว่ามนุษย์นับวันก็ยิ่งจะเพิ่มจำนวน ทั้งยังเริ่มทำาต่อสู้กันเอง ใช้กำลังยื้อแย่งให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตน้า จนผืนโลกจำต้องแตกแยกไม่เป็ผืนแผ่นดินเดียวกัน
บางวันมีคนเห็นตอไม้นี้เข้า คิดจะขุดมันขึ้นมาแล้วสับเป็ท่อนๆ เพื่อใช้จุดไฟ
ทว่าไม่คาดคิดว่าเพียงจามขวานลงไปแค่ครั้งเดียว ตอไม้จะมีเืสดๆ ไหลทะลักออกมา
เมื่อผู้คนเห็นเช่นนั้นก็พากันตื่นตระหนกรีบหนีไปทันที
ต่อมาเื่นี้ถูกเล่าปากต่อปาก ผู้คนก็มีแต่จะยิ่งมาตามหาตอไม้ที่มีเืสดๆ ต้นนี้มากขึ้น
ในที่สุดพวกเขาก็หามันพบ
ตอไม้ที่แน่นิ่งเมื่อฟันลงไปก็มีเืไหลออกมาจริงๆ ด้วยความหวาดกลัว พวกเขาจึงจุดไฟเผามันเสีย
เมื่อไฟนี้ถูกจุดขึ้นมาแล้วก็ราวกับจะไม่มีวันดับมอด ทั้งยังลุกลามไปทั้งท้องทุ่งหญ้า
ที่แห่งนี้จึงได้กลายเป็ทะเลทราย ทุ่งหญ้าก็กลายเป็พื้นที่รกร้าง เหล่าสัตว์ป่าดุร้ายก็ออกอาละวาด พื้นที่แห่งนี้จึงไม่เหมาะจะให้มนุษย์อยู่อาศัยอีกต่อไป
หลังจากไฟที่ลุกโหมผ่านพ้นไป ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา
ตอไม้นั้นยังคงอยู่
นับพันปี
นานาแคว้นต่างสงบสุข
วันหนึ่งตอไม้ก็มีต้นอ่อนแตกหน่อ
บางต้นอ่อนสีเขียวขจี
ทั่วทั้งทะเลทรายก็ค่อยๆ ฟื้นคืนชีวิต
พื้นที่รกร้างก็ค่อยๆ ปรากฏเงาของผู้คนที่เข้ามาอยู่อาศัย
แสงตะวันอาบไล้ลงบนต้นอ่อน
ต้นอ่อนต้นนี้ต่อไปย่อมต้องเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ปิดแผ่นฟ้าดังเช่นวันวานได้อย่างแน่นอน
แม้มนุษย์จะลืมไปแล้ว แต่ภาพของมันยังอยู่ในความทรงจำของสัตว์ทุกตัว
ต้นไม้ใหญ่ที่คอยคุ้มภัยเหล่านก สัตว์ป่า แมลงหรือกระทั่งต้นหญ้า
ดังนั้นผองสัตว์จึงได้ร่วมกันปกป้องต้นอ่อนนี้ไว้
ทว่าอยู่มาวันหนึ่ง ต้นอ่อนอยู่ดีๆ ก็เหี่ยวเฉา ทั้งยังเปลี่ยนเป็สีน้ำตาลคล้ำ
หากว่าต้นอ่อนตายลงจริงๆ เกรงว่าอีกไม่นานภัยพิบัติก็คงมาเยือนเช่นกัน
ผองสัตว์ล้วนแต่อกสั่นขวัญแขวน
ทว่าต้นอ่อนกลับไม่ตาย แม้จะดูแห้งเหี่ยว แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังมีชีวิตอยู่
มันกลับแตกหน่อขึ้นมาอีกหน่อเคียงข้างกันอย่างแปลกประหลาด
ต้นหนึ่งเป็สีเขียวขจี ทว่ากลับอ่อนปวกเปียกไม่อาจตั้งตรงได้ ลำต้นจึงได้แต่ไหวไปมา
อีกต้นยืนต้นแข็งแรง ทว่ากลับเป็สีน้ำตาลแห้งเหี่ยวั้แ่เพิ่งจะแตกหน่อ ลำต้นที่ตั้งตรงบางคราก็มีใบเล็กๆ งอกออกมา ชวนให้คนเห็นแล้วใ
ยามที่เฉินโย่วเข้าใกล้ต้นอ่อนสองต้นนั้น เ้าหมาป่าที่คอยคุ้มกันกลับเชื่องเชื่อนัก
ไม่มีทีท่าจะโจมตีนางแม้แต่น้อย
นางรู้สึกสนิทสนมกับพวกมันนัก เช่นเดียวกันกับที่รู้สึกต่อต้นอ่อนตรงหน้า
เฉินโย่วััต้นอ่อนสีดำเบาๆ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงได้เห็นว่าเ้าต้นอ่อนสีเขียวแท้จริงแล้วกิ่งก้านของมันกำลังแทงทะลุเ้าต้นอ่อนสีดำ ราวกับว่ามันกำลังสูบแย่งสารอาหารจากเ้าต้นสีดำอยู่ก็ไม่ปาน
เฉินโย่วพลันขมวดคิ้ว รู้สึกว่าร่างกายของตนรวดร้าวไปหมด
ราวกับว่านางคือเ้าต้นอ่อนสีดำที่อยู่ดีๆ ก็ถูกดูดพลังชีวิตอย่างไม่มีสาเหตุ กระทั่งตัวนางเองก็รู้ว่าพลังชีวิตของตนกำลังหลั่งไหล
นางกำลังจะขาดใจ
เมื่อนางััเ้าต้นอ่อนอีกครั้ง
ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่กำลังแผดเผา
ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโหม ทว่าเ้าต้นอ่อนสีเขียวกลับมิได้เกรงต่อเปลวไฟแม้แต่น้อย
เฉินโย่วปลดเชือกลงจากข้อมือ เชือกเส้นนี้คือเชือกเส้นยาวที่ท่านอาจารย์มอบให้ ทว่าเชือกเส้นนี้ยาวเสียจนสามารถม้วนได้หลายรอบ เฉินโย่วจึงจัดการตัดมันออกเป็สองเส้น เส้นหนึ่งนำมาทำเป็แส้ อีกเส้นก็ผูกข้อมือไว้ บางคราก็ใช้ผูกผม
ยามท่านอาจารย์เห็นว่าเฉินโย่วตัดแบ่งมันเป็สองเส้น ก็ทำตาโตราวกับกบ
ยามนี้เฉินโย่วจึงใช้เชือกบนข้อมือนางพันรอบต้นอ่อนสีดำ
บัดนี้หน้าตอไม้จึงมีเด็กหญิงผมจุกคนหนึ่งกำลังยืนเขย่งเท้าออกแรงพันเชือกให้เ้าต้นอ่อนสีดำอย่างแ่า
สายลมอ่อนๆ พัดมาไม่หยุด
พัดเข้าดวงตาเฉินโย่วจนแดงก่ำ
ยามนี้ก้านสีดำของต้นอ่อนพันรัดไปด้วยเชือกสีฟ้า ด้านหน้ายังมัดเงื่อนผีเสื้อเอาไว้อีกด้วย
เ้าต้นอ่อนสีเขียวราวกับว่ากำลังหวาดกลัวเชือกของเฉินโย่ว เมื่อเฉินโย่วพันเชือกเสร็จ กิ่งก้านของเ้าต้นสีเขียวก็พลอยหดกลับไป ไม่กล้าแทงทะลุผ่านเ้าต้นอ่อนสีดำอีก
เมื่อพันเชือกเสร็จ เฉินโย่วก็เตรียมจะจากไป
ทว่ากลับได้ยินเสียงติ๋งๆ ดังขึ้นมา
เ้าต้นอ่อนสีดำพลันมีบุปผาน้ำแข็งงอกขึ้นมา
ก่อนจะร่วงลงมาบนมือนาง ทว่าครานี้มันกลับไม่หายไปทันที ยังคงตั้งอย่างสงบนิ่งบนมือนางดังเดิม
นางจึงเก็บบุปผาน้ำแข็งลงกระเป๋า
แล้วจึงโบกมือลาเ้าต้นอ่อน ก่อนจะะโขึ้นหลังม้า ตามหลังเ้าหมาป่าแล้วหันหลังจากไป
เพียงพริบตานางราวกับได้ก้าวข้ามวังวนออกมา
เมื่อหันกลับไปก็ไม่เห็นต้นไม้แล้ว
จากไกลๆ ยังเห็นพี่ชายและขบวนได้รางๆ
ทว่าตรงหน้านาง นางกลับเห็นว่าคนกลุ่มหนึ่งแอบอยู่หลังเนินทราย
แม้ว่าพวกเขาจะนับว่าแอบได้แเี
ทว่าสำหรับเด็กที่โตมาในรังโจรแล้วได้เห็นโจรมืออาชีพมาก็มาก กลุ่มคนตรงหน้านางนี้ดูคล้ายกับโจรชิงทรัพย์อยู่เหมือนกัน แต่กลับดูไม่เป็มืออาชีพเอาเสียเลย
ยามยังอยู่บนูเากระดูก ไม่รู้ตั้งกี่ราตรีที่เฉินโย่วเฝ้าฟังพี่ชายและท่านอาทั้งหลายหารือกันอย่างจริงจังว่าจะทำการปล้นอย่างไรจึงจะเป็มืออาชีพที่สุดและจะมีประสิทธิภาพที่สุด ฟังอยู่เช่นนั้นจนผล็อยหลับไป
พี่ชายคือคนหนึ่งที่นางเห็นว่าตั้งใจออกปล้นที่สุด
ไม่ว่าจะเป็การสวมเสื้อผ้าอย่างไร จะแทงมีดออกไปเช่นไร จุดไหนที่ควรพุ่งตัวออกไป ทำอย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด แต่ปล้นได้มากที่สุด
พี่ชายคิดว่านางฟังไม่เข้าใจ ทว่าทุกคืนที่นางเฝ้าฟัง นางก็คอยเรียนรู้อยู่ตลอด
เฉินโย่วความจำดียิ่ง ไม่ว่าสิ่งใดนางก็ล้วนจำได้
กลุ่มคนตรงหน้านางนี้มองอย่างไรก็ไม่เป็มืออาชีพ ดักซุ่มกลางทะเลทรายเช่นนี้ ยังจะกล้าสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเช่นนี้
ชายคนที่สวมเสื้อสีแดงยังกระดกก้นสูงขนาดนั้นอีก
อีกทั้งคนเหล่านี้ยังกระจายตัวได้ไม่ถูกต้อง ออกจะแบ่งไปทางด้านข้างมากเกินไป หากว่าฝ่ายตรงข้ามเดินไปอีกทางหนึ่ง ทางนี้ก็ถือว่าเปลืองกำลังคนมาคอยเฝ้าระวังไปเปล่าๆ
เฉินโย่วเห็นแล้วก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
จึงได้ส่งสัญญาณมือให้เสี่ยวอวี้ที่บินวนอยู่บนฟ้า
นางเองก็ขี่ม้าพุ่งเข้าไปทันที
อินทรีเสี่ยวอวี้ก็ถลาลงหมายเอาชีวิตเช่นกัน
เ้าลูกหมาป่าเสี่ยวลวี่ก็พลันเกร็งหางอย่างไม่มีสาเหตุ เมื่อมันรู้สึกว่ากำลังจะมีเื่ร้ายเกิดขึ้น
ที่แท้ก็เป็เพราะเฉินโย่วบนหลังเ้ามืดที่กำลังควบมาทางมันกำลังยกแส้ขึ้นแล้วกวดให้มันวิ่งไปด้วยกัน
เสี่ยวอวี้ที่พุ่งลงมา กางกรงเล็บแหลมทั้งสองของมันพร้อมจู่โจมจับคนสองคนให้ลอยขึ้นแล้วสะบัดออกไป
ปีกที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้าของมันทำหน้าที่ราวกับพลั่วเหล็กกวาดต้อนคนเป็กลุ่ม
เ้ามืดก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดี ท่าะโถีบด้วยขาหลังของมันช่างทรงอานุภาพนัก เช่นนั้นทั้งขาหน้าและขาหลังของมันก็ล้วนแต่เตะคนลอยไปได้ไกล
เฉินโย่วเองก็เพียงสะบัดแส้ออกไปไม่กี่ที ก็จัดการคนได้กลุ่มใหญ่
เพียงพริบตา เด็กหญิงตัวคนเดียวก็สามารถจัดการโจรบนทะเลทรายที่มีกันราวยี่สิบสามสิบคนจนเกลี้ยง
รอจนเสี่ยวอู่ที่อยู่ท้ายขบวนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่าเมื่อเขารุดมาถึงก็เห็นว่าน้องสาวกำลังนั่งอย่างสบายอกสบายใจอยู่บนหลังม้า ใต้ร่างของเ้าลูกหมาป่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของนางยังมีคนพยายามต่อสู้อย่างเอาเป็เอาตายอยู่ บนพื้นทรายยังมีคนกลุ่มใหญ่นอนระเกะระกะ
แม่นางหลัวรีบพุ่งออกไปเป็คนแรกแล้วรีบอุ้มเฉินโย่วบนหลังม้าลงมาหมุนซ้ายหมุนขวาเพื่อตรวจดู
“เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม”
เฉินโย่วจึงตอบเสียงอู้อี้ขึ้นมา “ข้าไม่เป็ไร เพียงแค่ใเสียจนแทบจะเป็ลม”
ศีรษะน้อยๆ ของนางซุกลงไปในอกของแม่นางหลัว เมื่อได้สูดกลิ่นที่คุ้นเคย ในใจจึงค่อยๆ สงบลง
นางรู้สึกใจริงๆ ทว่ากลับเป็เพราะเ้าต้นอ่อนประหลาดนั่นต่างหาก
เหล่าโจรที่นอนอยู่บนพื้นทรายแทบจะร้องไห้ ร่างกายก็รู้สึกอ่อนปวกเปียกราวกับดินเหนียว คนที่ใควรจะเป็พวกเขาสิ…
ทั้งยังใกันแทบตาย ทั้งที่พวกเขาอุตส่าห์ตั้งใจเตรียมการปล้นมาแท้ๆ
อยู่ดีๆ เ้าเด็กหญิงผมจุกนี่ก็โผล่มาราวกับัอันธพาลก็ไม่ปาน พวกเขายังไม่ทันตั้งตัวว่าเกินอันใดขึ้นก็ถูกพวกนางรุมรังแกเสียจนมีสภาพเช่นนี้
กระทั่งโจรคนหนึ่งที่อุตส่าห์ฝังกลบตัวเองเพื่อหลบใต้ผืนทรายก็ยังถูกขุดออกมาจนได้…
