ในเวลานี้เองมู่จื่อหลิงก็ตื่นขึ้นมา
ทันทีที่นางลืมตา ใบหน้าหล่อเหลาเป็หนึ่งไม่เป็สองก็ปรากฏขึ้นในม่านสายตา
ใบหน้านี้มีเครื่องหน้าทั้งห้าอันประณีต กรอบหน้าคมเป็สัน ั์ตางดงามสีดำขลับหยิ่งยโสที่ทอประกายอันเฉียบคม ท่ามกลางความเดียวดายนั่นก็แผ่ความน่าเกรงขามที่แฝงไปด้วยการดูิ่
ใบหน้าหล่อเหลาที่สรรพชีวิตหลงใหล ผู้ที่พบเห็นล้วนตกหลุมพรางอย่างไม่รู้ตัว เคลิบเคลิ้ม ราวกับมิอาจถอนตัว...
ดวงหน้าตายด้านที่งดงามนี้คือ...หลงเซี่ยวอวี่?
ในใจมู่จื่อหลิงไม่อยากจะเชื่อ หลงเซี่ยวอวี่มาปรากฏตัวที่ป่าสายหมอกได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นเย่จื่อมู่อยู่ที่ไหนเล่า เหตุใดจึงไม่เห็นแม้แต่เงา
หรือว่านางจะฝันไปอีกแล้ว?
ใช่ ต้องเป็ความฝันอย่างแน่นอน! นี่ไม่มีทางเป็ความจริงเด็ดขาด
พูดไว้แล้วว่าจะไม่คิดถึงแล้วมาคำนึงถึงอีกได้อย่างไร และยังฝันถึงอย่างสมจริงอีกต่างหาก
แต่ว่า...
ใบหน้านี้ดูดีเป็อย่างยิ่ง จนไม่ว่าคนหรือเซียนก็ยังโกรธเคือง
ไม่คิดถึงก็เสียเปล่า ไม่ดูก็เสียเปล่า นางคิดถึงเป็ครั้งสุดท้ายก็พอ ต่อไปจะไม่คิดถึงอีกเด็ดขาด
และยามนี้แม้แต่กลิ่นเหมยเย็นบนกายเขาก็ยังได้กลิ่น ราวกับความฝันที่ตามหลอกหลอน ความรู้สึกนี้ช่างดีจริงๆ
มู่จื่อหลิงมองใบหน้าหล่อเหลาอยู่นานด้วยความเผลอไผล ั์ตาพร่ามัว ในห้วงแห่งความไม่รู้ตัว ดวงตาก็เต็มไปด้วยความเคลิบเคลิ้มอันคลุมเครือ
นางยกมือขึ้นอย่างช้าๆ นิ้วขาวอ่อนนุ่มััเข้ากับใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่เปล่งประกายโดยไม่รู้ตัว
นิ้วอ่อนนุ่มวาดไปตามเส้นเค้าโครงอันสมบูรณ์แบบอย่างแ่เบา
ใบหน้าให้ความรู้สึกสมจริงนัก!
แล้วยังมีอุณหภูมิ ความอ่อนนุ่ม ความอบอุ่น สบายยิ่ง...
ใบหน้านี้สมจริงเกินไปแล้ว สมจริงจนมิอาจสมจริงไปได้มากกว่านี้ ไร้ที่ติจริงๆ ดวงตาของมู่จื่อหลิงเปี่ยมไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
มือของมู่จื่อหลิงที่เดิมทีลูบไล้อยู่บนใบหน้าหล่อเหลา ก็ถอยออกมาระยะหนึ่ง แล้วฝ่ามือก็เคลื่อนไปตบเข้าที่ใบหน้านั้นโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน
‘เปี๊ยะ’ เสียงฝ่ามือก้องกังวานดังขึ้นในความเงียบสงัดของป่าสายหมอกแห่งนี้
ในขณะนั้นเอง ความรู้สึกเจ็บที่ชาหนึบก็ส่งมาที่ฝ่ามือ
มู่จื่อหลิงเบิกตาโตขึ้นมาทันที มือที่ตบใบหน้าหล่อเหลาชะงักค้างอยู่ในอากาศ
ใบหน้านี้เป็ของจริง!
เห็นเพียงแก้มขาวผ่องไร้ที่ติ เหมือนจะปรากฏรอยนิ้วทั้งห้าขึ้นมารางๆ
การไหลเวียนของอากาศราวกับหยุดนิ่งลงอยู่ ณ ขณะนี้ ความอบอุ่นรอบตัวลดลงต่ำในชั่วพริบตา
ฝีเท้าของหลงเซี่ยวอวี่หยุดชะงัก ตกตะลึงในทันที!
เขานึกไม่ถึงว่าสตรีในอ้อมแขนจะอาจหาญลูบใบหน้าของเขา ทว่า เขากลับไม่หยุดยั้งมืออยู่ไม่สุขของนาง ปล่อยให้นางลูบ
แต่เขายิ่งไม่คิดเลยว่า สตรีผู้นี้จะขวัญกล้าเทียมฟ้า ลูบไปลูบมาก็ตบหน้าตนเองหนึ่งฝ่ามือ
กุ่ยหยิ่ง กุ่ยเม่ย และองครักษ์เงาที่รีบติดตามมาเห็นฉากนี้เข้าพอดี ก็ใจนโง่งมอย่างมิอาจโง่งมได้อีก ใจนคางแทบยานถึงพื้น เกือบจะพลัดตกจากหลังม้าที่สูงใหญ่
ฉีอ๋องผู้ยโสโอหังและสูงศักดิ์ระดับใด? และน่าเกรงขามระดับใด? ทำให้คนในใต้หล้าจำนวนไม่น้อยยืนเคารพนอบน้อมอยู่ห่างๆ ด้วยความกลัวเกรง
ใบหน้าของฉีอ๋องไหนเลยจะเคยถูกคนัั? เคยถูกลูบไล้?
และยามนี้เล่า? ทั้งไม่ัั และไม่ลูบไล้!
แต่เป็
ถึง...ถึงขั้นถูกคนตบหน้า! และยังเป็สตรีบอบบางผู้หนึ่งที่เป็คนตบ
ทำให้ผู้อื่นใเกินไปแล้ว!
ั์ตาดำขลับและเย็นเยียบของหลงเซี่ยวอวี่ กวาดไปทางพวกกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยที่อยู่บนหลังม้าเบื้องหน้าอย่างเ็ารอบหนึ่ง
ยามปกติพวกกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยฝึกฝนหฤโหดระดับใด? ผ่านความเป็ตายมาในระดับใด? ใจแข็งในระดับไหนกัน?
แต่เมื่อได้รับสายตาอำมหิตเช่นนี้ของหลงเซี่ยวอวี่ จิตสังหารที่ราวกับ้าทำลายล้างให้สิ้นซาก ก็ทำให้พวกเขาใจนได้สติกลับเข้ามาในทันที
“นาย...นายท่าน ข้าน้อยขอตัวก่อน” ในใจกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยยังคงอกสั่นขวัญแขวน หัวใจทั้งดวงถูกแขวนไว้สูง
‘หวางเฟย ท่านดูแลตนเองให้ดี!’ กุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยโอดครวญในใจแทนมู่จื่อหลิง
หลงเซี่ยวอวี่ไม่ได้มีท่าทีอื่นใดอีก แต่พวกเขาก็ไม่กล้าอยู่นานไปอีกแม้แต่หนึ่งวินาที
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความซวยมาเยือน!
ดังนั้น
คนและม้ากลุ่มหนึ่งที่นำโดยกุ่ยหยิ่งและกุ่ยเม่ย ก็จากไปโดยไม่นำพาต่อสายลม และไม่เอาเศษฝุ่นไปด้วยแม้สักเม็ด
ในขณะนั้น คนและม้าทั้งกลุ่มก็หายไปในป่าสายหมอกหนาทึบ วิ่งไปอย่างสะอาดเอี่ยม ไร้ร่องรอย ราวกับไม่เคยปรากฏตัวขึ้นมาก่อน
และเสี่ยวไตกูที่หมอบอยู่บนตัวของมู่จื่อหลิงอย่างสงบก็รู้สึกได้ถึงอันตรายอันเข้มข้นจากเหนือศีรษะ จึงใจนเปล่งประกายสีม่วงออกมาเจิดจ้ากว่าเดิม ดีดสามขาออกะโขึ้นสูง หนีเข้าไปในป่าเพื่อหลบเลี่ยงอันตรายในชั่วพริบตา
ในชั่วพริบตานี้เองมู่จื่อหลิงก็ได้สติกลับมา ในแวบแรกนั้นรู้สึกราวกับหัวใจทั้งดวงติดอยู่ที่ลำคอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หายใจไม่ได้ เกือบทำให้นางขาดใจ
นางสะบัดฝ่ามือใส่ฉีอ๋องผู้สูงศักดิ์เกินกว่าใครจะเทียบไปหนึ่งฝ่ามือ
น่าตื่นตระหนกนัก!
์!
นี่มันน่าหวาดผวาและสยดสยองเสียยิ่งกว่าเหยียบจมูกผู้มีอำนาจ กระตุกหางเสือ!
ตายแน่ นางตายแน่!
มู่จื่อหลิงพลันเกลียดมือไม่รู้ความของตนเองขึ้นมา เหตุใดมือข้างนี้ถึงลื่นเพียงนี้? เหตุใดจึงได้ตบเข้าไปโดยไม่ตระหนัก?
หลงเซี่ยวอวี่หลุบตามองสตรีร่างเล็กในอ้อมกอดที่เหมือนนกตื่นเกาทัณฑ์ [1]
ดวงตาของเขาลุ่มลึกไร้จุดสิ้นสุด ยากคาดเดา มืดมนน่าพิศวง ทว่าแวววาวกระจ่างใสราวกับไข่มุกราตรี จ้องมู่จื่อหลิงอยู่เป็เวลานาน
มู่จื่อหลิงถูกดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่จับจ้องจนขนลุก เสมือนว่าถ้าดวงตาคมกริบของเขายังมองต่อไป ก็สามารถตัดสินโทษปะาให้นางได้เลย
“ปล่อย...ปล่อย...ปล่อยข้าลง!” มู่จื่อหลิงใจนพูดติดอ่าง ในใจยิ่งตื่นตระหนกกระวนกระวาย
หลงเซี่ยวอวี่ที่อุ้มมู่จื่อหลิงในท่าเ้าหญิงมาแต่เดิมก็ปล่อยเท้านางลงจริงๆ มือที่โอบท่อนบนของนางคลายออกเล็กน้อย
มู่จื่อหลิงผลักหลงเซี่ยวอวี่ออกโดยไม่คิดแม้แต่น้อย ร่างกายอ่อนปวกเปียกซวนเซ แต่ใครจะรู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่กลับยื่นมือข้างเดียวมาดึงข้อมือเล็กของนาง ดึงนางกลับไปอย่างสบายๆ
‘ปึก’ ศีรษะของมู่จื่อหลิงชนเข้ากับอกแกร่งของหลงเซี่ยวอวี่โดยไม่ทันตั้งตัว
มู่จื่อหลิงกุมจมูกที่ถูกชนจนเจ็บ ทว่ากลับไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมา
นิ้วมือเรียวยาวที่กระดูกโปนของหลงเซี่ยวอวี่บีบคางเล็กเกลี้ยงเกลาของมู่จื่อหลิง ยกศีรษะที่ก้มต่ำของนางขึ้น บังคับให้นางสบตา
มือขาวผ่องอีกข้างของเขาลูบไล้แก้มของมู่จื่อหลิงอย่างแ่เบา ทำให้มู่จื่อหลิงอดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้
ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติปรากฏรอยนิ้วมือทั้งห้าขึ้นมารางๆ มู่จื่อหลิงมองหลักฐานที่ยืนยันความผิดของนางอย่างตกตะลึง ใจนไม่กล้าขยับเขยื้อน!
หลงเซี่ยวอวี่โน้มตัวลงเล็กน้อย ลมหายใจร้อนรินรดใบหน้าขาวนวลของนาง น้ำเสียงเรียบนิ่ง “ฉีหวางเฟยตบเปิ่นหวาง ควรลงโทษเช่นใดดี?”
ลมหายใจร้อนแผดเผารินรดอยู่บนใบหน้ามู่จื่อหลิง ไม่ได้ให้ความรู้สึกชาหนึบเช่นเมื่อก่อน ทว่าเหมือนเงาของยมทูตที่ครอบนางไว้!
ล่วงเกินฉีอ๋องแห่งแว่นแคว้น ควรลงโทษเช่นใด? สะบัดฝ่ามือใส่หลงเซี่ยวอวี่ ควรลงโทษเช่นใด?
ย่อมเป็โทษตาย แล้ววิธีตายเช่นใด? นางไม่รู้
ปะาเก้าชั่วโคตร? ทอดในน้ำมันทั้งเป็? แร่เนื้อเลาะกระดูก? หรือว่า...
ในสมองมู่จื่อหลิงกำลังคิดว่าตบหน้าหลงเซี่ยวอวี่จะตายด้วยวิธีใด
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็วิธีตายที่นางไม่้านี่!
นางอยากมีชีวิตอยู่ นางไม่อยากตาย!
ทันใดนั้น ในสองตามู่จื่อหลิงก็สว่างวาบ นึกขึ้นมาได้ประโยคหนึ่ง ‘ฉีหวางเฟย จำเอาไว้เปิ่นหวางไม่เคยเสียเปรียบ’
ดังนั้น
ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องเทหมดหน้าตัก
“ก่อนหน้านี้ท่านอ๋องพูดว่าไม่เคยเสียเปรียบ เช่น...เช่นนั้นท่านตบกลับก็ได้” ในใจมู่จื่อหลิงลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย น้ำเสียงติดขัดกับใบหน้าเล็กที่ตื่นตระหนก เผยให้เห็นความกังวลและไม่มั่นใจ
เอาเถิด ครั้งนี้นางทำไม่ถูกจริงๆ
แต่ใครจะไปรู้ว่าฉีอ๋องที่งานยุ่งจะมาที่ป่าสายหมอกกันเล่า และไม่ว่าจะพันความผิดหมื่นความผิดก็เป็ความผิดของเ้า ‘มือ’ อาชญากรข้างนั้น
แม้นี่จะไม่ยุติธรรมนัก แต่ก็เป็สิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่พูดเอง และยังเตือนนางอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้นางจำได้
จากนั้นก็ไม่ง่ายดายเลยที่นางจะจำได้ในตอนนี้
ถ้อยคำเหล่านี้ที่หลงเซี่ยวอวี่เตือนนาง ยามนี้ได้แต่นึกประโยคนี้ขึ้นช่วยชีวิต
“อ้อ? ตบตรงนี้ใช่หรือไม่?” หลงเซี่ยวอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ ฝ่ามือร้อนๆ ลูบแก้มขาวนวลของมู่จื่อหลิงอย่างอ่อนโยน และคลึงเป็วงกลม
ััที่อ่อนโยน ทำให้ตัวของมู่จื่อหลิงสั่นขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง
ทว่าดูจากตอนนี้แล้วท่าทางนี้ของหลงเซี่ยวอวี่ก็ราวกับ้าจะตีกลับไปจริงๆ
“อืม ตบเถิด!” มู่จื่อหลิงกัดฟันเผชิญหน้า เชิดคางที่ถูกหลงเซี่ยวอวี่เชยขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง หลับตาทั้งสองข้างแน่น ท่าทางเตรียมรับการถูกทุบตี
ขอเพียงรักษาชีวิตไว้ได้ ตบเท่าไรนางก็ยอม ต่อให้จมูกเขียวหน้าบวมจนใบหน้าเสียโฉมนางก็ยอม
หลงเซี่ยวอวี่จ้องใบหน้าเล็กที่ไม่ยี่หระต่อความตายตรงหน้านิ่งด้วยแววตาที่คลุมเครือ ทำให้คนคาดเดาไม่ออก
จากนั้น เขาก็ย้ายสายตาไปที่ริมฝีปากบางสีชมพูที่พองขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูชุ่มชื้น แวววาว และอ่อนนุ่ม ทำให้อยากจะ ‘กินให้หนำใจ’ อย่างห้ามไม่อยู่
มู่จื่อหลิงรอฝ่ามือของหลงเซี่ยวอวี่ที่ไม่มาสักทีอยู่นาน จึงเตรียมจะลืมตา
และในเวลานี้เอง หลงเซี่ยวอวี่ก็ย้ายมือที่เดิมทีลูบอยู่บนใบหน้าของนางออก
ดังนั้นขนตาที่งอนราวปีกจักจั่นของมู่จื่อหลิงจึงหยุดสั่นไหวจากการจะลืมตา
นางคาดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะตีจริงๆ แล้ว
ทว่า
“จำเอาไว้ เปิ่นหวางไม่ตบสตรี เปิ่นหวางเพียง...” หลงเซี่ยวอวี่พูดออกมาอย่างสบายๆ โน้มเข้าไปใกล้ใบหูของมู่จื่อหลิงอย่างกะทันหัน พ่นลมหายใจร้อนผ่าวออกมาอย่างเอื่อยเฉื่อย “กัด สตรี!”
อะไรนะ? กัดสตรี?
มู่จื่อหลิงเบิกตาโตในทันที ยามที่นางตอบสนองขึ้นมาก็ไม่ทันกาลแล้ว
หลงเซี่ยวอวี่จับที่ท้ายทอยมู่จื่อหลิงอย่างเผด็จการ พยุงร่างอรชรของนางให้มั่นคง แล้วโน้มตัวลงไป เงาดำเข้มครอบลงมาในชั่วพริบตา
พูดว่ากัดก็กัดเลย!
“อุ๊ป” รุนแรง ไร้เค้าลาง กลีบริมฝีปากอ่อนนุ่มของมู่จื่อหลิง ก็ถูกยึดเอาไว้ในชั่วพริบตา
มู่จื่อหลิงอยากดิ้นรนตามสัญชาตญาณ ทำอย่างไรก็ถูกตรึงไว้แน่นกว่าเดิม สองแขนของหลงเซี่ยวอวี่แข็งราวกับคีม ยึดมู่จื่อหลิงไว้อย่างแ่า ทำให้นางดีดดิ้นไม่ได้
“ปล่อย...” มู่จื่อหลิงเพิ่งจะอ้าปากพูด
แต่ว่า นี่ไม่เพียงให้นางปล่อยอากาศที่กักเก็บไว้ในปากออกมา แต่ยังทำให้หลงเซี่ยวอวี่ฉวยโอกาสเข้าไป
ลิ้นที่เหมือนอสรพิษลื่นเข้าไปในปากนาง ย่ำยีริมฝีปากและลิ้นของนางตามอำเภอใจ โอบล้อมโจมตีอย่างหนักหน่วง
หลงเซี่ยวอวี่ขบกัดอย่างลงโทษ ถ่ายทอดจูบไปที่ริมฝีปากอ่อนนุ่มของมู่จื่อหลิงอย่างเผลอไผล
ััอันเย็นเยียบ จูบแผดเผา ท่วมท้น พัวพันไม่หยุด โหมกระหน่ำราวกับพายุที่บ้าคลั่ง
ไม่รู้ว่าต่อเนื่องไปนานเพียงใดในที่สุดก็มีโอกาสได้หายใจ!
มู่จื่อหลิงใช้โอกาสในการหายใจนี้เค้นออกมาสามคำรวดเดียว
------------------------------
เชิงอรรถ
[1] นกตื่นเกาทัณฑ์ แปลว่า คนที่เคยประสบเหตุการณ์บางอย่างมาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันก็หวาดกลัวขึ้นมา
