ชาร์ลส์จ้องร่างในชุดคลุมโดยไม่คลาดสายตา พลางค่อยๆ ถอยหลังออกห่างทีละก้าว เท้าย่ำลงบนพื้นโคลน
ตอนนี้เขาไม่คิดจะช่วยไมเคิลเลยแม้แต่น้อย ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีถึงขนาดที่ต้องแลกชีวิตเพื่อช่วยเหลือ อีกทั้งคนปริศนาผู้นั้นก็อันตรายเกินกว่าจะไปยุ่งด้วย
ร่างปริศนารับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวหันมามองเขาที่กำลังคิดหนี ชาร์ลส์หยุดชะงัก หัวใจเต้นแรง ดวงตาจับจ้องคนในชุดคลุมเขม็ง กลัวว่าถ้าละสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียว อาจตอบโต้การกระทำที่จะเกิดขึ้นไม่ทัน
่เวลาแห่งความสงบที่เต็มไปด้วยความกดดันดำเนินต่อไป ทั้งสองมองดูกันและกันอย่างไม่วางตา แม้อากาศจะชื้นและหนาวเย็น แต่เม็ดเหงื่อที่ขมับของชายหนุ่มก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ขาเริ่มสั่นเทาจากการหยุดนิ่งที่ผิดสรีระ
ชาร์ลส์รู้ดีว่าสายตาที่มองมานั้นเป็สัญญาณเตือน บอกให้เขาอย่าทำอะไรโง่ๆ ให้อยู่นิ่งๆ อย่าขยับไปไหน ก่อนที่ร่างในชุดคลุมจะหันไปสนใจไมเคิลอีกครั้ง
แต่มีหรือที่ชายหนุ่มจะยอมฟังคำเตือนนั้น 'จะให้นิ่งรอเป็เหยื่อรายต่อไปหรือไง ฝันไปเถอะ'
เขาเริ่มขยับร่างกายอีกครั้ง คราวนี้ย่างก้าวเงียบเชียบและแเีกว่าเดิมมาก แต่ละก้าวแ่เบา ก่อนที่เท้าจะแตะพื้น เขาระวังไม่ให้เหยียบก้อนหินหรือเศษหินที่อาจทำให้เกิดเสียง
ทุกย่างก้าวช้าแต่เงียบกริบ ต้นขาเริ่มล้าจากท่าเดินที่ผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อต้องทำงานหนักกว่าปกติ ผสานกับความหนาวเหน็บจากลมเย็นที่พัดผ่านเหงื่อตามร่างกาย บางครั้งตอนลงน้ำหนักเท้า รู้สึกเหมือนิัแตกถึงกระดูก แต่เขาต้องกัดฟันอดทน เพื่อโอกาสที่จะหนีรอดออกไป
คนในชุดคลุมหันมาอีกครั้ง ชาร์ลส์หยุดชะงักในท่าก้าวขา เท้าหลังยังไม่ทันแตะพื้น เขาจึงเหมือนค้างอยู่ในท่าย่างสามขุม น้ำหนักทั้งหมดของร่างกายถ่ายลงมาที่ขาข้างเดียว
กล้ามเนื้อต้นขาที่รับน้ำหนักเริ่มสั่นระริก ความเมื่อยล้าแล่นปราดจากหัวเข่าขึ้นไปถึงสะโพก เหงื่อเย็นผุดซึมตามแผ่นหลัง แรงสั่นจากขาส่งผลให้ร่างกายโคลงเคลงเล็กน้อย ชาร์ลส์พยายามกัดฟันทน รักษาสมดุลให้นิ่งที่สุด
แต่ยิ่งนาน วินาทีแห่งความเ็ปก็ยิ่งทวีคูณ กล้ามเนื้อเกร็งจนชา หัวใจเต้นรัวด้วยความเครียด ลมหายใจติดขัด เขารู้สึกเหมือนขาจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ จนในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขาที่รับน้ำหนักพับฟุบลงกับพื้นโคลน
ร่างปริศนาเคลื่อนไหวทันทีที่เห็นชายหนุ่มพลาด เพียงพริบตาเขาก็มายืนอยู่ตรงหน้า ชาร์ลส์แทบไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวด้วยซ้ำ
ชาร์ลส์รีบแก้สถานการณ์ ใช้พลังทำให้คนผู้นั้นเผลอ
"ฮฺเรโอดา!" คลื่นพลังพุ่งออกจากฝ่ามือ แต่กลับทะลุผ่านร่างนั้นไปราวกับเป็อากาศธาตุ ไร้การต้านทานใดๆ ชายหนุ่มรีบดีดตัวถอยหลังรักษาระยะห่าง เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีสวนกลับ
แต่ในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์ริบหรี่ที่ลอดผ่านหมอก ทัศนวิสัยรอบด้านแทบมองไม่เห็นอะไร เท้าของเขาสะดุดก้อนหินที่กระจัดกระจายอยู่ ร่างกายเสียหลักล้มลงกลิ้งไปกับพื้นโคลนเหลว
ชาร์ลส์รีบตั้งสติ พยายามจัดท่ายันพื้นให้ลุกขึ้นวิ่งต่อ แต่คนปริศนากลับปรากฏตัวดักด้านข้างอย่างไร้สุ่มเสียง ในมือถือเข็มฉีดยาที่สะท้อนแสงจันทร์วาววับ ก่อนที่ชาร์ลส์จะทันยกแขนป้องกัน เข็มก็ถูกแทงเข้าที่คอในทันที
ความเจ็บแปลบจากเข็มที่เจาะทะลุิัแล่นปราดใน่ระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นความหนักอึ้งก็ค่อยๆ แทนที่ กล้ามเนื้อเริ่มชาและอ่อนแรงราวกับถูกดูดพลัง สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน ด้วยสัญชาตญาณสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขายกมือขึ้นดึงเข็มที่ปักคอออกมา
สิ่งที่เห็นในมือคือเข็มฉีดยาที่คุ้นตา รูปทรงและการออกแบบเหมือนกับที่เขาใช้กับสมาชิกองค์กรแปรอักษรในห้องใต้ดินคฤหาสน์แฮมิลตันไม่มีผิดเพี้ยน มันเป็เข็มของหน่วยพิเศษนั่นเอง ก่อนที่จะได้คิดวิเคราะห์อะไรต่อ ภาพตรงหน้าก็เริ่มพร่ามัว ความมึนงงรุนแรงขึ้นทุกขณะ ราวกับมีม่านหมอกหนาทึบค่อยๆ ปกคลุมจิตใจ
ชาร์ลส์ฝืนประคองร่าง ต่อสู้กับอาการง่วงที่กำลังครอบงำ แต่แรงที่มีก็หมดไปอย่างรวดเร็วราวกับน้ำที่ไหลออกจากภาชนะที่แตก ตัวหนักอึ้งทรุดลงกับพื้นโคลน ความเย็นชื้นเป็ความรู้สึกสุดท้ายที่รับรู้ได้ ก่อนที่เสียงฝีเท้าของคนในชุดคลุมจะค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด และเขาก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันมืดมิด
ร่างปริศนายืนมองร่างของชาร์ลส์ที่หลับใหลบนพื้นโคลน ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมจ้องมองด้วยความเยือกเย็นไร้การเคลื่อนไหว ขณะที่ไมเคิลยังคงถูกตรึงไว้กับต้นไม้แห้งตาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเ็ปและหวาดกลัว แต่ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะหนีไปไหนได้
คนในชุดคลุมละความสนใจจากชายหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้น หันกลับมาที่ไมเคิล หัวใจของไมเคิลเต้นรัวแรงขึ้นเมื่อถูกจ้องมอง ในความตื่นตระหนกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาได้พูดบางอย่างออกมา
"เป็ไปไม่ได้... ไม่มีทาง..." ไมเคิลพึมพำ ความคิดในหัวพยายามปฏิเสธความจริงที่ปรากฏตรงหน้า ขณะที่คนในชุดคลุมยังคงมองด้วยสายตานิ่งเฉย
"ถึงเวลาต้องชดใช้แล้ว ไมเคิล" เสียงบุรุษเอ่ยเยือกเย็นไร้ความปรานี
ไมเคิลหายใจหอบหนัก นึกถึงภาพครอบครัวที่จากมา ทั้งลูก ภรรยา และมารดาผู้ชรา ภาพเ่าั้ไหลย้อนเข้ามาในหัว ชีวิตครอบครัวที่เคยคิดว่าจะได้กลับไปหา แต่ตอนนี้ เขารู้ดีว่ามันจะไม่มีวันเกิดขึ้น
ลมหายใจขาดห้วง ความหวาดกลัวถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกปลงตก รู้ดีว่าดิ้นรนไปก็ไร้ประโยชน์ ยิ่งพูด ยิ่งขอร้อง โอกาสที่ชายผู้นี้จะไปทำร้ายคนที่เขารักก็จะยิ่งมีมากขึ้น
ไมเคิลหลับตาแน่น น้ำตาไหลเอ่อล้นออกมา ขณะที่เสียงของภรรยา ลูก และมารดาดังก้องในหัว รู้ดีว่าชะตากรรมต่อจากนี้คือความตาย ชายคนนี้คงไม่ปล่อยให้รอดชีวิต เขาจึงเลือกที่จะไม่พูด ไม่ร้องขอ เพียงแค่อธิษฐาน หวังว่าองค์มหาลิขิตจะประทานปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เพื่อตัวเขา แต่เพื่อครอบครัว 'ถ้าฉันต้องตาย แล้วครอบครัวปลอดภัย... ฉันก็พร้อมรับชะตากรรมนี้'
ชายในชุดคลุมเดินเข้ามาใกล้ จ้องมองใบหน้าที่เปียกชื้นด้วยเหงื่อและน้ำตา เขาหยุดนิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
"แกไม่คิดจะดิ้นรนหน่อยหรือ ฉันคิดว่าแกจะร้องขอให้ไว้ชีวิตเสียอีก?"
"ทำไม เป็เพราะแกเปลี่ยนไป? หรือเป็เพราะ... ครอบครัวของแก?"
เมื่อคำว่า 'ครอบครัว' หลุดจากปากบุรุษผู้นั้น ความสิ้นหวังก็พุ่งขึ้นมาในใจไมเคิลทันที ความสะพรึงถาโถมเข้าใส่สมองจนแทบหายใจไม่ออก เขาลืมตาขึ้นทันที เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
บุรุษในชุดคลุมขยับเข้ามาใกล้พร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน พลางแง้มดาบขึ้นเหนือศีรษะ "คนอย่างแกยังกล้าคิดถึงคุณค่าของชีวิตอีกหรือ น่าขันนัก เมื่อคิดถึงสิ่งที่แกทำลงไปในอดีต"
น้ำเสียงของบุรุษปริศนาดังขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดสุด ขณะที่ดาบเตรียมฟันลงมา ร่างของไมเคิลสั่นเทา หลับตาลงอีกครั้ง รอความตายที่เข้ามาใกล้ทุกวินาที อย่างทรมานใจ เฝ้ารอการลงดาบนั้น หวังเพียงให้มันจบลงโดยเร็วที่สุด
"ฮ่าๆๆ" ดาบถูกฟันออกไป ตัดอากาศจนเกิดเสียง เงาศีรษะลอยขึ้นภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหมอก พร้อมกับคราบเืที่กระเด็นมาบนพื้นโคลน จนกระทั่งเสียงลมหายใจยาวของผู้ถือดาบดังออกมา
……
สายลมเย็นยามเช้าปลุกชาร์ลส์ให้ตื่นขึ้น ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ความมึนงงจากฤทธิ์ยาสลบยังคงหลงเหลืออยู่ แสงอาทิตย์อ่อนๆ ลอดผ่านหมอกลงมากระทบใบหน้า ทำให้ต้องยกมือขึ้นบังแสงที่แยงตา
เขาััได้ถึงความเ็ปที่คอ บริเวณที่ถูกแทงด้วยเข็มฉีดยา เมื่อลูบคลำดู พบว่ามีรอยบวมเล็กน้อย และเืที่แห้งกรังติดอยู่ ความรู้สึกชาและมึนงงยังคงหลงเหลือ ทำให้การขยับตัวเป็ไปอย่างยากลำบาก
ชาร์ลส์พยายามขยับร่างกายที่ชาและเมื่อยขึ้น เสื้อผ้าเปียกชื้นจากการนอนบนพื้นโคลนตลอดทั้งคืน เศษหินและโคลนที่ติดเสื้อผ้าร่วงหล่น ขณะที่พยายามลุกขึ้นยืน ความรู้สึกวิงเวียนก็แล่นปราดขึ้นมา ทำให้ต้องทรงตัวอยู่ครู่หนึ่ง
เขาสำรวจร่างกายตัวเองอย่างละเอียด นอกจากรอยเข็มที่คอและความมึนงงจากฤทธิ์ยา ก็ไม่พบาแร้ายแรงอื่นใด มีเพียงรอยฟกช้ำเล็กน้อยตามร่างกายจากการล้มลงบนพื้นโคลนเมื่อคืน
ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืนค่อยๆ หวนกลับมา การไล่ล่า การต่อสู้ และชายในชุดคลุมผู้นั้น เขาจำได้ว่าเข็มฉีดยาที่ใช้กับเขามีลักษณะเหมือนกับที่ใช้ในองค์กรแปลอักษร ความคิดนี้ทำให้เขาสะท้อนใจ ว่าคนในชุดคลุมผู้นั้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรด้วย
ขณะที่ความมึนงงค่อยๆ จางหาย สมองของเขาก็เริ่มทำงานได้ดีขึ้น ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ สภาพพื้นที่ยามเช้าช่างแตกต่างจากความมืดมิดน่าสะพรึงกลัวเมื่อคืน แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้เขาชะงัก ร่างไร้ชีวิตของเหล่าผู้ไล่ล่าเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นโคลน บางศพมีรอยฟันคมกริบที่ลำคอ บางศพถูกแทงทะลุหัวใจ โลหิตที่แห้งกรังผสมกับแร่กำมะถันเป็สีน้ำตาลแดง
แต่สิ่งที่ทำให้เขาใที่สุดคือ ที่โคนต้นไม้แห้งตาย จุดที่ไมเคิลถูกตรึงไว้ เหลือเพียงหมุดเหล็กที่ปักค้างอยู่กับลำต้น และคราบเืที่ไหลย้อยลงมา แต่ไร้วี่แววของร่างนักวิจัย
ชาร์ลส์ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ขาที่อ่อนแรงจากฤทธิ์ยาทำให้การทรงตัวลำบาก เขาเดินเซไปที่ต้นไม้ต้นนั้น มือแตะลงบนคราบเื
'ตาย... หรือถูกพาตัวไป?' ชายหนุ่มครุ่นคิด สายตากวาดมองพื้นโดยรอบ พยายามหาร่องรอยการต่อสู้หรือการลากศพ แต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากรอยเท้าที่สับสนวุ่นวายจากการต่อสู้เมื่อคืน บนพื้นโคลนเหลว
สมองของเขาพยายามประมวลผลเหตุการณ์ทั้งหมด คนในชุดคลุมผู้นั้นใช้เข็มฉีดยาของหน่วยพิเศษ
'นี่มันเื่อะไรกันแน่? คนคนนั้นเป็ใคร แล้วทำไมถึงมีเข็มฉีดยาของหน่วยพิเศษ... อีกอย่างทำไมถึงต้องตามล่าไมเคิลด้วย?' ข้อสงสัยมากมายผุดขึ้นในใจ
เขาล้วงมือลงกระเป๋า หยิบนาฬิกาพกออกมาดู หน้าปัดแตกร้าวเล็กน้อยจากการล้มเมื่อคืน แต่เข็มยังคงเดินอยู่ เก้าโมงเช้า
'ต้องรีบกลับไปรายงานเื่นี้' ชาร์ลส์คิด พลางมองไปทางที่เขาทิ้งม้าไว้ หวังว่ามันจะยังอยู่ที่เดิม
แต่แล้ว สายลมเปลี่ยนทิศพัดมาจากด้านหลัง ชาร์ลส์สังเกตเห็นเศษขี้เถ้าลอยมาตามลม กลิ่นไหม้จางๆ ผสมกับกลิ่นกำมะถันลอยมาในอากาศ
ชายหนุ่มหันขวับไปตามแหล่งที่มา ผ่านแนวหินและต้นไม้แห้งตาย ควันสีเทาลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้า มาจากทิศทางของโบสถ์
หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น แต่จะให้กลับไปที่นั่นก็คงจะไม่ได้ เพราะตอนนี้น่าจะมีเหล่าเ้าหน้าที่อยู่ในที่โบสถ์กันหมดแล้ว เขาจึงรีบสาวเท้าผ่านพื้นโคลนกลับไปยังที่ซ่อนม้า แม้ร่างกายจะยังอ่อนแรง แต่ความกังวลทำให้ต้องฝืนตัวเองเดินต่อ
'เกิดอะไรขึ้นที่นั่น? คนในชุดคลุมเป็คนทำหรือเปล่า?' คำถามมากมายผุดขึ้นในหัว ขณะที่เร่งฝีเท้าไปตามเส้นทางที่จำได้ หวังว่าม้าของเขาจะยังปลอดภัย
เมื่อมาถึงจุดที่ซ่อนม้า ชาร์ลส์พบว่ามันยังคงยืนอยู่ที่เดิม พักผ่อนหลับตาใต้ร่มเงาของต้นไม้แห้งตาย สายบังเหียนยังคงผูกแน่นกับต้นไม้ เสบียงและสัมภาระไม่ได้ถูกแตะต้อง
ชายหนุ่มรีบขึ้นหลังม้า มุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงในทันที
