บทที่ 118 คนอำมหิต
“ศิษย์อยากจะแลกเตาหลอมโอสถสักลูก” ฉินชูบอกวัตถุประสงค์ในการมาของตนเอง
“เ้าจะฝึกฝนวิชาหลอมโอสถหรือ? ทำเช่นนี้ไม่ได้ พร์การฝึกฝนของเ้าดีขนาดนี้ ไม่สู้มุ่งมั่นในการฝึกฝนจะไม่ดีกว่าหรือ” ผู้าุโของคลังศัสตราส่ายหน้า เขาคิดว่าคนอายุน้อยไม่รู้จักแบ่งแยกความสำคัญ เขาในฐานะที่เป็ผู้าุโต้องสอนสั่งไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ฉินชูโค้งคำนับผู้าุโ “ขอบคุณผู้าุโที่ตักเตือน วิชาหลอมโอสถของศิษย์มีเปลวไฟบางส่วนแล้ว สามารถหลอมโอสถหลิงหยวนขึ้นมาได้ ข้อนี้ปรมาจารย์โอสถถางต่างก็ทราบดี”
ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะขัดขวาง แต่ฉินชูรู้ดีว่าท่านผู้าุโหวังดีต่อเขา สำหรับผู้าุโที่มีบุคลิกที่น่านับถือที่อยู่เบื้องหน้าท่านนี้ เขายินดีให้ความเคารพ
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็ขัดขวาง แต่จริงๆ แล้วคลังศัตราก็ไม่มีเตาหลอมโอสถระดับสูง ของระดับสูงล้วนถูกนำไปใช้ที่ห้องโอสถแล้ว” ผู้าุโกล่าว
ภายในคลังศัสตรา ฉินชูหาเตาหลอมโอสถระดับสูงไม่ได้ได้จริงๆ เขาจึงใช้คะแนนสะสมไปสองหมื่นคะแนน แลกเตาหลอมโอสถขั้นสี่มาได้หนึ่งลูก จากนั้นก็ออกไป
หลังจากที่ฉินชูออกจากคลังศัสตรา ผู้าุโในคลังศัสตรากลับพบเจอปัญหาข้อหนึ่ง ในเมื่อผลการฝึกตนของฉินชูคือขั้นสาม จะหลอมโอสถทิพย์ขั้นสี่ออกมาได้อย่างไร? ถูกหลอกเสียแล้วหรือ?
ภายในใจของผู้าุโไม่สบายใจเล็กน้อย จึงมาที่ห้องโอสถ เพื่อพบกับปรมาจารย์โอสถถาง
“ผู้าุโอวี๋มีเวลาว่างมาได้อย่างไร?” ปรมาจารย์โอสถถางเอ่ยปากทักทาย
“ข้าอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก!” ผู้าุโอวี๋เอ่ยปากกล่าว
“ฮ่าฮ่า ท่านอารมณ์ไม่ดีเื่อะไรกัน เล่ามาเถิด!”ปรมาจารย์โอสถถางเอ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เป็เพราะเ้าหนุ่มฉินชู ข้าเตือนเขาด้วยความหวังดี จิตใจและกำลังควรใช้ไปกับการฝึกฝน คาดไม่ถึงว่าเขาจะพูดว่าหลอมโอสถหลิงหยวนขึ้นได้ ตอนแรกข้าเชื่อไปแล้ว แต่ผลการฝึกตนของเขาคือขั้นสาม จะหลอมโอสถหลิงหยวนขั้นสี่ขึ้นมาได้อย่างไร? เขาจะฝึกฝนวิชาหลอมโอสถ ข้าจึงต้องมาที่ห้องโอสถของผู้าุโถาง ผู้าุโถางค่อยช่วยเกลี้ยกล่อมอีกที สำนักชิงหยุนของพวกเราปรากฏต้นกล้าพันธ์ุดีขึ้นมาสักต้นไม่ง่ายเลย จะทำให้เสียไม่ได้”ผู้าุโอวี๋เอ่ยปากกล่าว เขามาที่ห้องโอสถไม่ใช่มาหาปรมาจารย์โอสถถางเพื่อขอข้อพิสูจน์อะไร เพียงหวังว่าใน่เวลาที่จำเป็ จะห้ามปรามฉินชูเสียหน่อย
“อารมณ์ไม่ดีเพราะเหตุนี้หรอกหรือ?” ปรมาจารย์โอสถถางยิ้ม
“ตอนนี้เขาเป็ลูกศิษย์อายุน้อยที่โดดเด่นที่สุดของสำนักชิงหยุนของเรา เขาไม่ควรพูดปดจริงๆ นี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ในสำนักไม่มีคนอมรมและสั่งสอนเขาด้วยเช่นกัน”ผู้าุโอวี๋เอ่ยปากกล่าว
“หยุดก่อน! ท่านอย่าได้กลัดกลุ้มไปเลย เขาไม่ได้หลอกลวงท่านเลยสักนิด เขาหลอมโอสถคืนชีวิตขั้นสี่ขึ้นมาต่อหน้าข้า เขาสามารถหลอมโอสถทิพย์ขั้นสี่ขึ้นมาได้จริงๆ” ปรมาจารย์โอสถถางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ผลการฝึกตนของเขาคือเจินหยวนขั้นสาม จะหลอมโอสถทิพย์ขั้นสี่ขึ้นมาได้อย่างไรกัน?” ใบหน้าของผู้าุโอวี๋เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เนื่องจากนี่ไม่ถูกต้องตามกฎ
ปรมาจารย์โอสถถางมองซ้ายมองขวา เมื่อพบว่าไม่มีผู้ใด จึงกดเสียงให้เบาลง “ผลการฝึกตนของเขาไม่ใช่เจินหยวนขั้นสาม เ้าหนุ่มน้อยนี่ซ่อนผลการฝึกตน การฝึกฝนของเขาคือหลิงหยวนขั้นสี่แล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจารย์โอสถถาง ั์ตาของผู้าุโอวี๋เต็มไปด้วยความประหลาดใจ นี่เป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อเกินไป
ระยะเวลาที่ฉินชูเข้ามาที่สำนักชิงหยุนสั้นมาก ยังไม่ถึงสองปี แต่ระยะเวลาไม่ถึงสองปีการฝึกฝนก็ถึงขั้นสี่ ถึงระดับขั้นของศิษย์สายหลักแล้ว ความเร็วระดับนี้ ยากมากที่คนทั่วไปจะเข้าใจ
“เป็ข้าเองที่เข้าใจผิด เดิมทียังมีความไม่สบายใจเล็กน้อย ตอนนี้ดูเหมือนว่า เป็ข้าที่คิดฟุ้งซ่านไปเอง” ผู้าุโอวี๋ถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง เดิมทีคิดว่าฉินชูพูดปด ภายในใจของเขามีความผิดหวังอยู่เล็กน้อย ผู้ใดจะชื่นชมและชื่นชอบคนที่พูดปดกันเล่า ตอนนี้คำพูดของปรมาจารย์โอสถถางพิสูจน์แล้ว ที่แท้เขาก็คิดมากไปเอง
ฉินชูที่กลับมาถึงยอดเขาชิงจู๋ นำเตาหลอมโอสถจัดวางอย่างดี นำวัตถุดิบสมุนไพรที่ใช้แช่สมุนไพรก่อนหน้านี้ หลอมขึ้นมาจนกลายเป็โอสถทิพย์ ต่อไปพกติดตัวไปด้วยก็จะสะดวกเป็อย่างมาก
ฉินชูชื่นชอบความรู้สึกของการหลอมโอสถเป็อย่างมาก นำวัตถุดิบกองหนึ่งหลอมจนกลายเป็ยาลูกกลอนสมุนไพรเม็ดเล็กที่พกพาได้ นี่ให้ความรู้สึกประสบความสำเร็จเล็กๆ ไม่น้อย
การฝึกฝนของฉินชูเป็ไปอย่างมั่นคง แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายในสำนักชิงหยุนที่มีต่อเขากลับไม่เคยหยุดหย่อน
ก่อนหน้านี้บรรดาลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนเฝ้ารอคอยเป็อย่างมาก ว่าผู้ใดจะสามารถเอาชนะฉินชูได้ แล้วได้รางวัลคะแนนสะสมหนึ่งแสนแต้มของสำนัก
แต่ตอนนี้ทุกคนคิดว่า คะแนนสะสมหนึ่งแสนคะแนนนี้คงไม่ได้มาง่ายๆ ศิษย์สายหลักขั้นหลิงหยวนระดับเจ็ดล้วนถูกจัดการจนพ่ายแพ้ นี่ก็อธิบายความเข้มแข็งของฉินชูได้แล้ว สิ่งสำคัญคือศิษย์สายหลักขั้นหลิงหยวนระดับเจ็ดนี้ไม่ได้นำพาความกดดันอะไรมาให้แก่ฉินชูเลยสักนิด
ศิษย์สายหลักที่นั่งอยู่ด้วยกันเริ่มพูดคุยกัน ถางอวี่ หลินเสวี่ยเจียงล้วนอยู่ด้วย จางฮู่ผู้ฝึกตนขั้นหลิงหยวนระดับเจ็ดผู้ที่ถูกฉินชูโจมตีจนพ่ายแพ้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ
“ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงรุนแรงยิ่งนัก ข้าควบคุมไม่ได้เลยสักนิด ไม่รู้ว่าช่องโหว่ของเขาอยู่ตรงไหน ก็ถูกจัดการแล้ว พละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งเป็อย่างมาก” ใบหน้าของจางฮู่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม คนไหนทุกข์ใจคนนั้นถึงเข้าใจ
“ครั้งหน้าข้าจะลองดู แพ้ก็คือแพ้ ไม่ต้องเครียดไป!” หลินเสวี่ยเจียงยังคงตั้งใจจะทดสอบ
“ไม่รู้ว่าศิษย์พี่เหยียนอี้จะสู้หรือไม่สู้ ข้าคิดว่าเขาก็ไหวทั้งนั้น” ถางอวี่เอ่ยปากกล่าว
หลินเสวี่ยเจียงส่ายหน้าไปมา “ไม่มีทาง ตอนนี้สิ่งที่เขากำลังศึกษาคือการโจมตีขั้นเทียนหยวนระดับห้า การต่อสู้แบบศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ของเพื่อนร่วมสำนักเช่นนี้ เขาไม่ได้มีความสนใจเลย”
“ข้ารู้สึกไม่สบายใจนัก ในศิษย์รับใช้เหตุใดจึงได้มีพวกอำมหิตเช่นนี้โผล่ออกมา ศิษย์สายหลักอย่างพวกเราทำได้แค่แหงนหน้ามองลมหายใจของเขารึ” ถางอวี่เอ่ยปากกล่าว
“แล้วจะให้ทำอย่างไร? เราเอาชนะเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ!” จางฮู่ถอนหายใจ เขาเป็ผู้ฝึกตนขั้นหลิงหยวนระดับเจ็ด แต่กลับถูกฉินชูที่เป็ผู้ฝึกตนขั้นเจินหยวนจัดการ ฉินชูทำให้พวกเขากลัดกลุ้มใจเป็อย่างมาก
“พวกเ้าจิตใจคับแคบเกินไปแล้ว ถ้าหากเขามาที่ยอดเขาเชียนหลัวของพวกเราอีก ข้ายินดีต้อนรับ คนที่อยู่ข้างกายเขาก็มีพละกำลังไม่น้อย หากลองมองดูศิษย์รับใช้แห่งยอดเขาชิงจู๋ดีๆ แล้วจะพบว่ามีขั้นเจินหยวนระดับสามตั้งกี่ท่านแล้ว ศิษย์รับใช้ขั้นหนิงหยวนหอศิษย์รับใช้ก็มีไม่น้อย” หลิวเสวี่ยกล่าวขึ้น
“ศิษย์น้องหลิว เ้าค่อนข้างสนิทกับเ้าหมอนี่ แท้ที่จริงแล้วเขาฝึกฝนอย่างไรกันแน่ เป็เพราะกินโอสถกระตุ้นอะไรใช่หรือไม่?” ถางอวี่จ้องมองหลิวเสวี่ย
“ข้าเองก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเขาเพียรพยายามฝึกฝนเป็อย่างมาก ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมเขาที่เรือนใหญ่ศิษย์รับใช้ที่ยอดเขาชิงจู๋ ก็เห็นเขากำลังฝึกฝนอยู่ตลอด”หลิวเสวี่ยส่ายหน้าไปมา
“ถ้าหากว่ากันตามสติปัญญา คาดว่าเขาไม่ต่างจากศิษย์น้องซ่างซูที่จากไป ที่คนอื่นๆ ไม่ไหวจริงๆ เพราะเขามีเจตจำนงกระบี่คุ้มครอง แรงกดดันต่อการฝึกฝนกระบี่มากเกินไปแล้ว” จางฮู่เอ่ยปากกล่าว
“ไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรกับศิษย์น้องซ่างซู ไม่มีข่าวคราวเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็ไปได้ว่าจะไม่กลับมาแล้ว อย่างไรเสียพวกเราก็ลองคิดดูว่าจะจัดการกับเ้าหมอนี่อย่างไร” ถางอวี่เอ่ยปากกล่าว
ในขณะที่ลูกศิษย์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ผู้าุโของสำนักชิงหยุนก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่เช่นกัน ตอนที่ผู้าุโบางพวกกำลังดื่มน้ำชาอยู่ พวกเขาก็กำลังดีดลูกคิดว่าผู้ใดมีความสามารถพอจะจัดการฉินชูได้ แต่คำนวณไปคำนวณมา ก็ยังคำนวณผู้ที่เหมาะสมออกมาไม่ได้เลยสักคน
โม่เต้าจื่อเองก็กำลังครุ่นคิดถึงปัญหา ยังมีอีก่เวลาหนึ่ง ก็คือตอนที่ท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดเรียงกัน เวลานั้นเขาถึงจะดำเนินการโหราพยากรณ์ได้ ตอนนี้สิ่งที่เขาเป็กังวลคือ หลังจากที่รู้เื่ราวบางอย่างแล้วฉินชูจะเลือกอย่างไร
