“ประมุขเยี่ย ขอบคุณท่านมากที่มอบมันให้ข้า”
เยี่ยเฉินเฟิงลูบคลำท่อนไม้สีทองหม่นอย่างเบามือ รู้สึกราวกับว่ามันเป็เืส่วนหนึ่งของร่างกายตนเอง มีความเกี่ยวพันทางสายเืและสนิทชิดเชื้อเป็อย่างมาก
“เฉินเฟิง พูดอย่างไม่อายเลยนะ ท่อนไม้ท่อนนั้นข้าเคยศึกษาค้นคว้าอยู่สามปีเต็ม แต่ไม่ไม่เคยเจออะไรพิเศษเกี่ยวกับตัวมันเลย แต่พออยู่ในมือของเ้ากลับเกิดเื่มหัศจรรย์เช่นนี้ขึ้นได้ เห็นได้ชัดเลยว่าชาติกำเนิดของเ้าไม่ธรรมดา”
“ตอนนี้สมบัติก็กลับคืนเ้าของแล้ว หวังว่าเ้าจะไม่กล่าวโทษที่ข้าเพิ่งจะมาคืนเ้าเอาตอนนี้นะ” เมื่อเห็นว่าท่อนไม้สีทองหม่นมีตัวอักษรสีทองปรากฏขึ้นมา เยี่ยชิงชวนก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าวอย่างทอดถอนใจ
“ท่านยอมคืนมันให้ข้าได้ ข้าก็ซาบซึ้งมากแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย “จริงสิประมุขเยี่ย ที่ข้ากลับมาตระกูลเยี่ยในครั้งนี้เพราะมีเื่สำคัญที่อยากจะสอบถามท่าน”
“เ้าคงอยากถามเกี่ยวกับสาเหตุการตายของพ่อบุญธรรมเ้าสินะ” เยี่ยชิงชวนเอ่ยขึ้น
“ใช่ ข้าอยากรู้มากว่าพ่อบุญธรรมของข้าเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารัวๆ พลางเอ่ยถาม “ข้าไม่เชื่อโดยเด็ดขาด ว่าเขาจะสิ้นใจตายอย่างกะทันหันเช่นนั้น”
“เฮ้อ เกี่ยวกับการตายของพ่อบุญธรรมเ้า ตระกูลเยี่ยของข้าสืบสวนตรวจสอบอยู่หลายด้าน แล้วก็เคยเอาศพไปผ่าชันสูตรดูแล้ว เลยมีข้อสงสัยว่าเขาอาจจะถูกวางยาพิษจนตายน่ะ” เยี่ยชิงชวนถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ยาพิษ!” เยี่ยเฉินเฟิงพลันสีหน้าเคร่งเครียด แววตาทอประกายดุร้าย “ประมุขเยี่ย พ่อบุญธรรมของข้าถูกวางยาพิษชนิดใด แล้วพอจะทราบผู้ต้องสงสัยบ้างหรือไม่?”
“เื่นี้พวกเราก็ทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น ไม่มีวิธีไหนจะยืนยันได้ว่าเขาถูกวางยาพิษจริงๆ ส่วนผู้ต้องสงสัยก็มีอยู่เยอะทีเดียว แต่กลับไม่มีหลักฐานที่แ่าเพียงพอ” เยี่ยชิงชวนส่ายหน้าปฏิเสธ
“ประมุขเยี่ย ไม่ทราบว่าคนที่พวกท่านสงสัยมากที่สุดคือใครหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยถาม
“ตระกูลเจียง” เยี่ยชิงชวนเอ่ยตอบ
“ตระกูลเจียง!” ม่านตาของเยี่ยเฉินเฟิงหดเล็กลงอย่างฉับพลัน เอ่ยเสียงกดต่ำ “ประมุขเยี่ย ข้าทราบแล้ว”
“ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน”
จบประโยค เยี่ยเฉินเฟิงที่เหมือนมีเื่ขบคิดอยู่ในใจก็ลุกขึ้นเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ราตรีกาล ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเงียบสงัด
เยี่ยเฉินเฟิงขี่สัตว์อสูรนกเขาเขียวบินกลับมาที่สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์โดยที่จมอยู่กับห้วงความคิดตลอดทาง แม้ว่าเยี่ยชิงชวนอาจจะใช้โอกาสนี้ยืมดาบฆ่าคน แต่เยี่ยเฉินเฟิงรู้สึกว่าตระกูลเจียงดูน่าสงสัยมากจริงๆ
“ตระกูลเจียง พวกเ้าจงภาวนาให้การตายของบิดาบุญธรรมข้าไม่เกี่ยวข้องกับพวกเ้าเถอะ มิฉะนั้นข้าจะเอาเืของพวกเ้ามาชดใช้ ล้างบางให้ตระกูลเจียงหายไปจากแคว้นจื่อจิน” ดวงตาของเยี่ยเฉินเฟิงฉายแววเหี้ยมโหด เอ่ยขึ้นด้วยจิตสังหารคุกรุ่น
“ท่านประมุข ตามข่าวที่สามารถเชื่อถือได้ เยี่ยเฉินเฟิงผู้นั้นไปที่ตระกูลเยี่ยมารอบหนึ่ง พักอยู่ในนั้นราวๆ หนึ่งชั่วโมงกว่าก่อนจะจากไป”
เยี่ยเฉินเฟิงออกจากตระกูลเยี่ยไปได้ไม่นาน ตระกูลเจียงก็ทราบข่าวในทันทีและนำเื่ดังกล่าวไปรายงานประมุขตระกูลเจียงจงสยงเป็คนแรก
“อืม เขากลับมาทำไมกัน?” เจียงจงสยงขมวดคิ้วแน่นขณะพึมพำกับตัวเอง
“ท่านพ่อ ท่านคิดว่าตระกูลเยี่ยวางแผนจะลากตัวเยี่ยเฉินเฟิงกลับตระกูลหรือไม่” เจียงสืออวี่ผู้เป็บิดาของเจียงอี้จวินเอ่ยคาดเดา
“ใน่เวลาเช่นนี้ เยี่ยชิงชวนจะต้องอยากได้ตัวเยี่ยเฉินเฟิงกลับเข้าตระกูลอย่างแน่นอน หากมีเขาเป็หลักประกันต่อให้ตำแหน่งในราชวงศ์จะมีการเปลี่ยนแปลง ตระกูลเยี่ยก็จะไม่ได้รับผลกระทบสักเท่าไหร่ แต่เยี่ยเฉินเฟิงจะเต็มใจกลับไปจริงๆ หรือ? ตระกูลเยี่ยมีอะไรไปต่อรองกับเขากัน?” เจียงจงสยงเคาะนิ้วลงกับโต๊ะด้านหน้าเบาๆ จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
“สืออวี่ ่นี้อย่างเพิ่งลงมืออะไรกับตระกูลเยี่ยและตระกูลจีก่อน รอให้องค์ชายใหญ่ควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดและแย่งชิงบัลลังก์มาให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน” เจียงจงสยงเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งขรึม “แล้วก็ติดต่อกับอี้จวินด้วย ให้เขาพยายามฝึกฝนให้หนัก คอยมองหาโอกาสจะดึงคนของตระกูลยุทธ์โบราณมาเป็พรรคพวก รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วทุ่มหมดหน้าตักเพื่อกำจัดเ้าเยี่ยเฉินเฟิง”
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจะไปติดต่ออี้จวินเดี๋ยวนี้เลย” เจียงสืออวี่พยักหน้ารับคำ
เจียงจงสยงฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเจียงอี้จวิน โดยที่เขาไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเจียงอี้จวินพ่ายแพ้และถูกเยี่ยเฉินเฟิงเอาเปรียบไปมากขนาดไหน
รุ่งอรุณ แสงตะวันอ่อนโยนสาดส่องทะลุกระจกใสเข้ามาภายในห้อง ปลุกเยี่ยเฉินเฟิงที่กำลังฝึกฝนให้ลืมตาตื่นขึ้น
หลังจากตื่นขึ้นมา เยี่ยเฉินเฟิงก็หาอะไรกินรองท้องแค่พออิ่มก่อนจะหยิบท่อนไม้สีทองหม่นที่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของตนมาพิจารณาดู
“แล้วนี่มันเป็ท่อนไม้อะไรกันแน่นะ? ทำไมเข้ากับเืของข้าได้ล่ะ?” เยี่ยเฉินเฟิงลองตรวจดูท่อนไม้สีทองอย่างละเอียดแล้วปลดปล่อยพลังิญญาแทรกซึมเข้าไปด้านใน
“พลังิญญาแทรกซึมเข้าไปไม่ได้?”
ไม่ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะทดลองด้วยวิธีไหน พลังิญญาจากห้วงสมองของเขาก็ไม่สามารถแทรกซึมลงไปในท่อนไม้สีทองหม่นได้เลย
เมื่อพลังิญญาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ เยี่ยเฉินเฟิงจึงครุ่นคิดสักพักและตัดสินใจกัดปลายนิ้วของตัวเองกดมันลงไปบนท่อนไม้สีทองหม่นเพื่อทดลองดูว่าเืจะผ่านไปได้หรือไม่
“พลังกลืนกิน”
ครั้งนี้เยี่ยเฉินเฟิงััได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังงานกลืนกินปรากฏออกมาจากท่อนไม่สีทองและกำลังดูดกลืนเืที่ไหลออกมาจากปลายนิ้วของเขาเข้าไปในท่อนไม้อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งท่อนไม้สีทองหม่นดูดกลืนเืของเขามากขึ้นเท่าไหร่ การตอบสนองของทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งถี่มากขึ้นเท่านั้น
แต่เพราะเสียเืไปในปริมาณมาก เยี่ยเฉินเฟิงจึงเริ่มมีอาการวิงเวียนคล้ายจะหน้ามืด ถ้าหากไม่ใช่เพราะเขามีเืลมดุจสัญญาณควัน เขาคงไม่มีทางทนรับการดูดกลืนของท่อนไม้สีทองหม่นท่อนนี้ได้
ประมาณหนึ่งก้านธูปผ่านไป ท่อนไม้สีทองหม่นก็พลันเปล่งแสงสว่างสีทองเจิดจ้าออกมาแล้วหลอมรวมเข้าเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเยี่ยเฉินเฟิงทันที
ครู่ต่อมา สมองกลืนเทวะก็เริ่มจะเกิดปฏิกิริยาต่อท่อนไม้ท่อนนั้น ภายในสมองของเขาค่อยๆ ปรากฏเื่ราวเกี่ยวกับท่อนไม้สีทองหม่น
ต้นไม้เทพโกลาหลเป็หนึ่งในสามของต้นไม้ลี้ลับระหว่าง์และโลก มีพลังโกลาหลแฝงไว้อย่างเต็มเปี่ยม ตัวต้นไม้มีความสามารถในการดูดกลืนพลังได้ทุกชนิด ต้นไม้ที่เติบโตอย่างเต็มที่จะมีความสูงนับหมื่นจั้ง[1] หากต้นไม้เกิดการสั่นะเืขึ้นหนึ่งครั้ง จะมีอานุภาพสูงขนาดทำให้ฟ้าถล่มดินทลาย ดวงดาวสูญสิ้นพังพินาศไปจนถึงขั้นทำลายล้างเอกภพขนาดเล็กได้เลย
และต้นไม้เทพโกลาหลที่เยี่ยเฉินเฟิงได้มานี้ จากการวิเคราะห์และแยกแยะของสมองกลืนเทวะแล้วมันยังเป็เพียงต้นกล้าอ่อน เป็สุดยอดสมบัติล้ำค่าของทั้งโลกและ์ หากเล็ดลอดออกไปยังโลกภายนอก คงเพียงพอจะสั่นะเืไปทั่วทั้งทวีปโต้วหุน และยังสามารถก่อให้เกิดาแย่งชิงกันระหว่างนิกายเก่าแก่บนทวีปโต้วหุนได้อีกด้วย
“ชาติกำเนิดของข้าเป็ใครกันแน่นะ เด็กที่ถูกทอดทิ้งตั้งเพิ่งจะลืมตาดูโลกอย่างข้า ทำไมถึงได้มีสมบัติลี้ลับของโลกและ์ติดตัวมาได้” เยี่ยเฉินเฟิงบ่นพึมพำและรู้สึกว่าชาติกำเนิดของตนเองชักจะไม่ธรรมดาไปกันใหญ่แล้ว
เมื่อได้รับรู้ที่มาที่ไปของต้นไม้เทพโกลาหลแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ลองสงบจิตสงบใจแล้วทดลองหลอมต้นกล้าดู
ถ้าหากว่าเขาสามารถหลอมรวมต้นกล้าโกลาหลกับร่างกายของตนเองได้ เช่นนั้นเขาก็อาจจะมีโอกาสได้พลังโกลาหลที่ลี้ลับมหัศจรรย์ของโลกและ์ อีกทั้งยังอยู่เหนือธาตุทั้งห้ามาแล้วสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับตนเองได้
แม้ความคิดของเยี่ยเฉินเฟิงจะฟังดูดี แต่เมื่อต้นกล้าโกลาหลเข้าสู่ร่างกายของเขาไป มันก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองในทันที เยี่ยเฉินเฟิงทดลองใช้สารพัดวิธีที่มีก็ไม่สามารถติดต่อกับต้นกล้าโกลาหลได้เลย สุดท้ายจึงไม่สามารถจะหลอมมันได้
“เฮ้อ ดูเหมือนพลังของข้าในยามนี้คงจะยังไม่เพียงพอสำหรับการหลอมต้นกล้าโกลาหล” หลังจากทดลองอย่างหนักแล้วก็ยังไม่ได้ผล เยี่ยเฉินเฟิงจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญาและต้องยอมแพ้ไปอย่างช่วยไม่ได้
ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เขาเชื่อว่าต้องมีสักวันที่ตนเองจะสามารถหลอมกลั่นต้นกล้าโกลาหลที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อกับตนเองได้และได้รับความรู้แจ้งเกี่ยวกับพลังโกลาหลที่แสนจะลี้ลับมหัศจรรย์
“พลัง ข้าจะต้องรีบเพิ่มพลังที่แท้จริงให้ไวที่สุด”
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะจารึกประวัติศาสตร์ใหม่ให้สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ครั้งแล้วครั้งเล่า และมีพลังเพียงพอจะต่อกรกับจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้แล้ว แต่เขาก็รู้ดีว่าแค่นี้มันยังไม่เพียงพอหรอก เขายังต้องใช้ทรัพยากรของสำนักในการฝึกหนักอย่างต่อเนื่อง
ทว่าหลังจากฝึกฝนอยู่ในถ้ำแรงโน้มถ่วงมิติชั้นที่แรงโน้มถ่วงสูงกว่าเจ็ดเท่าเป็เวลายี่สิบห้าวัน เยี่ยเฉินเฟิงก็ผลาญผลึกิญญาระดับต่ำไปเป็จำนวนมาก ณ ตอนนี้เขามีผลึกิญญาระดับต่ำเหลืออยู่เพียงสามร้อยกว่าก้อนเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะให้เขาใช้จ่ายอย่างมือเติบได้เลยสักนิด
หลังครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ เยี่ยเฉินเฟิงก็ตัดสินใจออกจากเรือนหลังเล็กและมุ่งหน้าไปยังตึกภารกิจเตรียมจะหาภารกิจที่ให้ค่าตอบแทนสูงๆ เพื่อเพิ่มจำนวนผลึกิญญาระดับต่ำให้กับตนเอง
---------------------------------------------------------------------
[1] หน่วยวัดความยาวของจีน 1 จั้งจะเทียบเท่ากับความยาวประมาณ 3.33 เมตร
