ส่วนการเติมคำว่า ‘สาขามหาวิทยาลัย’ ไว้หน้าชื่อร้านห้องเสื้อหลันเยว่นั้น เริ่มจากที่หมี่หลันเยว่สังเกตว่าเวลาคุยเื่งานกับพี่ชาย มักจะสับสนชื่อร้านทั้งสองแห่ง เธอเลยเติมที่อยู่ลงไปโดยไม่รู้ตัว และมันก็จุดประกายความคิดให้เธอ
การเติมที่อยู่ ไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาสื่อสารกันได้ชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ลูกค้าเองก็จะบอกที่อยู่ได้ถูกต้องเวลาจะไปร้านไหน ทำให้รู้ตำแหน่งร้านได้ทันที ซึ่งสะดวกกว่ามาก ดังนั้นหมี่หลันเยว่จึงตัดสินใจว่าจะเติมที่อยู่ลงในป้ายร้านทุกแห่งในอนาคต
"ว่าไม่ได้นะ ทำแบบนี้สะดวกขึ้นเยอะเลย"
ข้อเสนอของหมี่หลันเยว่ได้รับการตอบรับเป็อย่างดีจากพี่ชาย แน่นอนว่าเธอก็รับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายด้วย อย่างเช่น พี่ซวี่เหยาแห่งบ้านสกุลเจิ้ง หรือคุณพ่อบุญธรรม คุณแม่บุญธรรม และคุณปู่บุญธรรม
ในสัปดาห์แรกที่หมี่หลันเยว่กลับไปบ้านสี่ประสาน เธอก็แวะไปที่บ้านเจิ้งซวี่เหยาก่อน
"ยัยหนู นี่ลูกแอบไปเปิดร้านเงียบๆ อีกแล้วนะเนี่ย เก่งขนาดนี้ พี่ชายลูกแทบจะไม่มีที่ยืนแล้วมั้ง"
แม่เจิ้งโอบกอดลูกสาวบุญธรรมด้วยความเอ็นดูและภาคภูมิใจ เธอคิดว่าพอเปิดเทอม ลูกสาวคงเอาใจใส่แต่เื่เรียนเป็แน่ เพราะต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ แต่ใครจะคิดว่าเื่ใหญ่ขนาดเปิดเทอม จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจของลูกเลย
"แม่ครับ ผมลูกชายแท้ๆ ของแม่นะครับ มีเสื้อกันหนาวแล้วก็ลืมหม้อต้มน้ำร้อนสิ [1] ใจแม่ลำเอียงเกินไปแล้วมั้ง อย่างน้อยร้านของผมก็เปิดแล้วเหมือนกัน ทำไมไม่เคยได้ยินแม่ชมลูกชายคนนี้สักคำเลยล่ะครับ"
เจิ้งซวี่เหยาแกล้งทำท่าทีน้อยใจ แม่เจิ้งเลยตีเขาเบาๆ
"โตขนาดนี้แล้ว ยังมาแย่งความรักจากน้องสาวอีก ไม่อายบ้างรึไง"
แล้วก็หันไปโอบหมี่หลันเยว่ พาไปนั่งที่โซฟาด้านข้าง คุยกันอย่างสนิทสนม
"มาๆ ไม่ต้องสนใจเขา มาคุยเื่ร้านลูกดีกว่า"
พอพูดถึงเื่ร้านใหม่ของหมี่หลันเยว่ แม่เจิ้งก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เธอรู้สึกว่าลูกบุญธรรมทำเหมือนเธอเป็คนอื่น เื่ใหญ่ขนาดนี้ ไม่บอกให้เธอรู้ก่อน จะได้ปรึกษากันบ้าง เผื่อเธอในฐานะแม่ จะได้ให้คำแนะนำอะไรบ้าง เพราะยังไงลูกก็ยังเรียนอยู่ จะเอาใจใส่เื่ธุรกิจตลอดเวลาไม่ได้ เธอว่างๆ น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง
หลันเยว่เลยออดอ้อน
"คุณแม่คะ หนูมาปรึกษาคุณแม่แล้วไงคะ หนูจะทำป้ายร้านใหม่ เลยอยากถามว่าเติมคำว่า 'สาขามหาวิทยาลัย' ไปในป้ายด้วยดีไหมคะ?"
พอรู้ว่าลูกสาวกลับมาขอคำปรึกษาจริงๆ แม่เจิ้งก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
"ร้านที่ถนนจงซินของลูกก็ไม่ได้เขียนที่อยู่ แต่เวลาเราไป ก็ติดปากเรียก 'ห้องเสื้อหลันเยว่ อาคารหงจี' แสดงว่าการเติมที่อยู่ไว้ จะช่วยบอกตำแหน่งได้ง่ายขึ้น แม่ว่าก็ดีนะ"
ไม่คิดว่าคุณแม่จะให้ความเห็นมาทันที แถมไม่ลังเลเลย ดูเหมือนว่าความคิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของเธอจะใช้ได้ผลจริงๆ
"แล้วพี่ซวี่เหยาล่ะคะ พี่คิดว่าเขียนป้ายแบบนี้ดีไหมคะ?"
"ฉันก็ว่าดีนะ พอมีที่อยู่ คนที่มาเดินเล่นจะได้ไม่สับสนกัน อย่างเช่น ถ้านัดใครไว้ แล้วบอกว่า 'ไปเดินเล่นที่ห้องเสื้อหลันเยว่กัน' แล้วเธอไปที่ร้านอาคารหงจี ส่วนฉันไปที่ย่านมหาวิทยาลัย มันก็วุ่นวายน่ะสิ แต่พอเติมที่อยู่สั้นๆ ไว้ข้างหน้า ก็จะช่วยให้หาร้านได้ง่ายขึ้นเยอะเลย"
"ค่ะ ในเมื่อคุณแม่กับพี่ชายก็ว่าดี งั้นป้ายร้านใหม่ของหนูจะเติมที่อยู่ค่ะ"
จริงๆ แล้วหมี่หลันเยว่ตัดสินใจไปแล้ว แต่เธอก็อยากให้มีคนสนับสนุนความคิดของเธอเยอะๆ เพื่อให้เธอรู้ว่าการตัดสินใจของเธอถูกต้องแล้ว
"คุณแม่คะ นี่เป็ของขวัญให้คุณแม่ค่ะ"
หมี่หลันเยว่หยิบผ้าพันคอไหมสวยงามผืนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
"อีกไม่นานก็ใส่ได้แล้วค่ะ เป็ผ้าโปร่งเนื้อละเอียด พออากาศเย็นลง หนูค่อยเปลี่ยนผืนใหม่ให้ค่ะ"
แม่เจิ้งหยิบผ้าพันคอที่ลูกสาวบุญธรรมให้มา แล้วเอามาพันคอ ไปส่องกระจกดู
"สวยจังเลย หลันเยว่ แม่ชอบมาก แต่คงจะแพงน่าดูเลยสิ เด็กคนนี้มีน้ำใจก็พอแล้ว คราวหน้าไม่ต้องซื้ออะไรให้แม่อีก ลูกยังเรียนอยู่นะ"
แม่เจิ้งหันหลังกลับมานั่งข้างๆ หมี่หลันเยว่ จับมือเธอแล้วตบเบาๆ
"ถ้าจะซื้อของขวัญ ก็ต้องเป็แม่เตรียมให้ลูกสิ ลูกเป็นักศึกษา จะมาคิดแต่จะซื้อของขวัญให้แม่ได้ยังไง ยิ่งตอนนี้เปิดร้านใหม่ด้วย ยิ่งต้องใช้เงินเยอะ ห้ามใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีกนะ แม่จะโกรธจริงๆ ด้วย"
หมี่หลันเยว่รีบอธิบาย
"คุณแม่คะ อันนี้โรงงานของหนูทำเองค่ะ ไม่ได้แพงอะไร หนูบังเอิญไปเจอโรงงานผ้าไหมตอนไปซื้อผ้า"
"ผ้าไหมของเขาคุณภาพดี เหมาะกับการทำผ้าพันคอของเรา ไม่ใช่ผ้าไหมเนื้อดีเป็พิเศษ แต่ลายสวยเป็พิเศษ ราคาถูก โรงงานของหนูผลิตมาเยอะเลย กะว่าจะเอาไปขายคู่กับเสื้อผ้า นี่หนูเอามาให้คุณแม่ลองดูก่อน คุณแม่ชอบก็ดีใจค่ะ"
นานๆ ทีหลันเยว่จะมีน้ำใจขนาดนี้ แถมยังได้ยินว่าไม่ได้ซื้อมาจากข้างนอกในราคาแพงๆ แม่เจิ้งก็ดีใจ
"ก็ยังดีหน่อย แม่ต้องเอาไปใส่ให้เพื่อนๆ อิจฉา ไปเลือกซื้อที่ร้านลูกสักหน่อยแล้ว ลูกเลือกสีให้ดีๆ ทำลายให้เยอะๆ นะ แม่รับรองว่าผ้าพันคอลูกขายดีแน่ ฮิฮิ นี่เป็ผืนแรกของแม่นะ อิจฉาตายเลย"
เห็นแม่มีความสุข เจิ้งซวี่เหยาก็อิจฉาตาร้อน
"เวลาให้ของขวัญแม่ ช่วยอย่าให้พี่เห็นได้ไหม พี่จะอิจฉานะ ยัยหนู ทำไมไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือบ้างเลย"
เห็นลูกชายทำท่าทางอยากได้ แม่เจิ้งก็พอใจแล้ว ไม่สนว่าลูกชายจะอึดอัดแค่ไหน ของขวัญของตัวเองได้มาแล้ว แถมยังเป็ชิ้นแรกที่ออกมาจากโรงงานอีกด้วย ความสุขแบบนี้มันพิเศษจริงๆ เลย
"อะไรกัน แม่ได้ของขวัญแล้ว แล้วของปู่ล่ะ?"
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังเล่นกัน เสียงของคุณปู่เจิ้งก็ดังมาจากหน้าประตู ทั้งสามคนรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ เห็นคุณปู่เจิ้งกับคุณพ่อเจิ้งกลับมาด้วยกัน
"คุณปู่คะ คุณพ่อคะ"
หมี่หลันเยว่เรียกอย่างสนิทสนม ยื่นมือไปรับกระเป๋าเอกสารของทั้งสองคน เอาไปวางไว้บนตู้เก็บของข้างห้องนั่งเล่น แล้วเชิญทั้งสองคนเข้ามาในบ้าน
"ของขวัญอะไรกัน ทำให้พี่ชายหลานอิจฉาขนาดนั้น?"
สีหน้าของคุณพ่อเจิ้งยังคงเคร่งขรึมเหมือนเดิม แต่ในดวงตาก็แสดงออกถึงความอบอุ่น ส่วนคุณปู่เจิ้งใจดีกว่าเยอะ ไม่มีท่าทีวางอำนาจเหมือนคนใหญ่คนโต วางกระเป๋าเอกสารลง แล้วก็ใจดีเหมือนคุณปู่บ้านอื่นๆ ทั่วไป
"หลานสาวของปู่สั่งทำผ้าพันคอให้ เ้าเด็กนี่ก็อิจฉาแล้ว เป็หนุ่มเป็แน่น จะเอาผ้าพันคอไปใส่ทำไมกัน ของแบบนี้ยังอิจฉา"
แม่เจิ้งจับผ้าพันคอที่พันคออยู่แล้วชูขึ้น แล้วใช้นิ้วแตะที่หัวลูกชาย
"ผ้าพันคอสวยดี"
คุณพ่อเจิ้งชมออกมาอย่างไม่คาดฝัน ปกติคุณพ่อเจิ้งเป็คนจริงจัง การชมแบบนี้ทำให้คนในบ้านตกตะลึง แม้แต่แม่เจิ้งก็ยังชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย
"คุณพ่อคะ หนูมีของขวัญให้คุณพ่อด้วยค่ะ"
หมี่หลันเยว่หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋า ยังคงเป็ผ้า แต่ขอบกระเป๋าสตางค์และมุมด้านล่างใช้ขอบโลหะ พื้นผิวกระเป๋าใช้ผ้าทอลายดอกไม้สีน้ำตาลเข้ม ดูสง่างามและอบอุ่น
เป็การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความนุ่มของผ้าและธาตุเย็นของโลหะ ดูแล้วสะดุดตามาก คุณพ่อเจิ้งรีบยื่นมือไปรับกระเป๋าสตางค์ สีหน้าที่เ็าและสงบ ก็แต้มด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย แม้จะไม่ชัดเจน แต่หมี่หลันเยว่ก็สังเกตเห็นได้ แสดงว่าคุณพ่อชอบของขวัญชิ้นนี้มาก
"อะไรกัน มีของคุณพ่อแล้วไม่มีของคนแก่ๆ อย่างปู่เหรอ คนแก่ๆ ก็อิจฉาเป็นะ"
คุณปู่เจิ้งแกล้งแซวหมี่หลันเยว่ เขาไม่ได้อยากได้ของขวัญจริงๆ หรอก แต่หมี่หลันเยว่เป็เด็กดีเสมอ ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะแกล้งเธอ
"มีแน่นอนค่ะ จะลืมคุณปู่ได้ยังไงคะ"
หมี่หลันเยว่ยื่นมือไปหยิบกระเป๋าสตางค์อีกใบออกมาจากกระเป๋า รูปแบบไม่ต่างจากของคุณพ่อเจิ้งมากนัก เพียงแต่เปลี่ยนสีของโลหะ และเปลี่ยนผ้าเป็สีทองเข้ม ทำให้กระเป๋าสตางค์ใบนี้ดูหรูหราอย่างเรียบง่าย
"อันนี้ถูกใจปู่มาก หลานสาวฉัน รู้ใจฉันที่สุดเลย"
ถ้าเอาไปอวดต่อหน้าพวกคนแก่ๆ เ่าั้ แล้วบอกว่าเป็ของขวัญจากหลานสาว คงจะทำให้พวกเขาอิจฉาจนตาบอดไปเลย ปล่อยให้พวกเขาอิจฉาตายไปเลย ฮ่าๆ...
เห็นคุณปู่และคุณพ่อได้ของขวัญกันหมดแล้ว มีแต่ตัวเองที่ไม่ได้ เจิ้งซวี่เหยารู้สึกกระวนกระวายใจมาก แต่ก็ไม่กล้าไปแย่งของขวัญจากคุณปู่และคุณพ่อ เลยได้แต่จ้องหมี่หลันเยว่อย่างเคียดแค้น ถ้าหมี่หลันเยว่ลืมเขาไปล่ะก็ ฮึ่มๆๆ... แต่พอฮึ่มเสร็จแล้ว เขาก็ยังทำอะไรยัยหนูไม่ได้อยู่ดี
สามคนที่ได้ของขวัญ ต่างก็ถือของตัวเองแล้วชื่นชม แต่ก็แอบเหลือบมองพี่น้องคู่นั้น อยากจะรู้ว่าพี่น้องคู่นี้ใครจะลงให้กันก่อน ต้องบอกว่าผู้ใหญ่ทั้งสามคนนี้ก็มีเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่สมกับวัยเหมือนกัน
"ไม่มีจริงๆ เหรอ?"
เจิ้งซวี่เหยายื่นมือไปดึงผมของหมี่หลันเยว่ แล้วข่มขู่ หมี่หลันเยว่ทำท่าทางกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
"ไม่มีค่ะ"
"นึกว่าตัวเองเป็หลิวหูหลัน [2] รึไง ทำท่าทางเหมือนพร้อมจะตายเพื่อใครกัน ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ก็หวง เป็น้องสาวประสาอะไร ขี้เหนียว ใช้พี่ชายคนนี้ตามใจสั่งตลอดเวลา แต่กลับหวงแม้แต่ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ"
เจิ้งซวี่เหยาทำปากยื่นออกมา เหมือนเด็กอายุยี่สิบแปดที่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเด็กๆ แต่ท่าทางแบบนี้ของเขากลับทำให้หมี่หลันเยว่พอใจ ไม่แปลกใจเลยที่เขาบอกว่าผู้ชายไม่รู้จักโต คนที่อยู่ตรงหน้าเธอคือตัวแทนเลยล่ะ
"ใครกันแน่ที่ขี้เหนียว เจอหน้าใครก็เอาแต่ขอของขวัญ ไม่เคยเห็นพี่เอาของขวัญมาให้เลยสักครั้ง"
ถึงปากจะบ่น แต่หมี่หลันเยว่ก็ยังหยิบกระเป๋าสะพายข้างผ้าใบออกมาจากกระเป๋าที่ขนของขวัญทุกอย่างมา มันเป็แบบลำลองล้วนๆ
"กระเป๋าสตางค์ของคุณพ่อและคุณปู่ไม่เหมาะกับพี่หรอก อันนี้เหมาะกับพี่มากกว่า"
เจิ้งซวี่เหยารีบคว้ากระเป๋าไป เขาชอบ...ชอบมาก สีเหลืองนวล ทำให้คนดูสดใสขึ้นเยอะเลย ไม่เหมือนกับกระเป๋าสตางค์ของคุณปู่และคุณพ่อเลย
กระเป๋าใบนี้เป็ของสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างเห็นได้ชัด เปล่งประกายความสดใสที่ไม่สามารถอธิบายได้
"พอใจแล้วรึยังคะ?"
เห็นสีหน้าของเจิ้งซวี่เหยา หมี่หลันเยว่ก็เปิดปากแซวเขา
"พอใจ พอใจมาก"
เขาสะพายกระเป๋าไว้บนบ่า ส่องกระจกดูซ้ายดูขวา แทบจะคลั่งเลย ในปักกิ่งยังไม่เคยเห็นแบบนี้เลย พอสะพายออกไปข้างนอก ต้องเท่แน่ๆ แล้วก็หันกลับมายิ้มให้หมี่หลันเยว่ ของขวัญของตัวเองทำให้ผู้ใหญ่และพี่ชายชอบ เธอก็ดีใจมาก เธอชอบบรรยากาศที่ครื้นเครงและมีความสุขแบบนี้
เชิงอรรถ
[1] มีเสื้อกันหนาวตัวน้อยแล้วก็ลืมหม้อต้มน้ำร้อน (有了小棉袄就不要我这个暖水壶) เสื้อกันหนาวตัวน้อย มักใช้เปรียบถึง ลูกสาวหรือหญิงสาวคนใกล้ชิด ที่อบอุ่นใจดั่งเสื้อกันหนาว หม้อต้มน้ำร้อน เปรียบถึง คนที่เคยให้ความอบอุ่น เอาใจใส่ แต่ถูกมองข้ามเมื่อมีความอบอุ่นใหม่เข้ามา
[2] หลิวหูหลัน (刘胡兰) คือบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีน่ยุคากลางเมือง โดยเป็วีรสตรีเยาวชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากรัฐบาลจีนในภายหลัง
