ตอนนี้เจียงเฉิงแทบไม่ได้คิดเื่หนิงเชินอีกต่อไปแล้ว เพราะหลี่อันหรานเคยขอร้องไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับหนิงเชินอีก นอกจากนี้ เขาก็พิจารณาแล้วว่าการขุดเื่นี้ออกมาพูดอีกครั้งไม่มีประโยชน์ต่อตัวหลี่อันหรานแต่อย่างใด
ดังนั้น ตอนนี้เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะตอบแทนบุญคุณไปแล้ว เปลี่ยนมาคิดว่าจะช่วยเหลือหลี่อันหรานด้วยวิธีอื่นแทน ทว่าเขาก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ไปหมดแล้ว
ความจริงเขาควรกลับเมืองหลวงไปพร้อมกับเสียนเฟยเหนียงเหนี่ยง แต่ไม่รู้เหตุใด สุดท้ายจึงยังอยู่ที่นี่ต่ออีก
เมื่อกลับถึงบ้าน หลี่อันหรานยังคงไม่ร่าเริงนัก
นางพยายามห้ามไม่ให้ตัวเองคิดเื่ที่เจียงเฉิงจะจากไป ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็พยายามไม่ใส่ใจนัก
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ปัญหาเื่การสำรองพริกที่นางต้องจัดการ
ยามนี้ผ่าน่การเก็บเกี่ยวประจำฤดูใบไม้ร่วงไปแล้ว นางได้รับที่ดินสองไร่คืนจากบ้านรองเป็ที่เรียบร้อยและเตรียมพร้อมจะปลูกพริก น่าเสียดายที่ฤดูหนาวเพาะปลูกอะไรไม่ได้ มีแต่ต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า นี่หมายความว่าจะเก็บเกี่ยวพริกที่ปลูกได้ในฤดูร้อน
นางมีพริกที่สำรองไว้สำหรับฤดูหนาว แต่หากถึงฤดูใบไม้ผลิจะทำอย่างไร
เื่นี้ทำให้นางร้อนใจอย่างยิ่ง
วันนี้ ขณะที่นางกำลังคิดว่าจะซ่อมแซมวัดร้างอย่างไรอยู่ตรงลานบ้าน นางพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้อย่างฉับพลัน จึงรีบวิ่งไปบ้านท่านป้าหวางอย่างรวดเร็ว
ครั้นเข้าบ้านมาแล้วก็เห็นท่านป้าหวางทำงานอยู่ภายในลานบ้านพอดี
ท่านป้าหวางเห็นนางมาหาก็หยุดงานในมือ “อันหราน เ้ามาแล้วหรือ! มีอะไรหรือไม่?”
“ท่านป้าหวาง ข้ามีเื่อยากถามท่านเ้าค่ะ” หลี่อันหรานเดินไปดึงให้ท่านป้าหวางนั่งลง จากนั้นเอ่ยถามอย่างจริงจัง “คราก่อนท่านบอกว่ามีคนขึ้นไปเก็บพริกบนูเา ไม่ทราบว่ารู้หรือไม่ว่าผู้ใดมาเก็บไป?”
ท่านป้าหวางฟังแล้วคิดอย่างละเอียด “มีแม่ม่ายหลี่ที่อยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน แล้วก็มี…” นางพูดชื่อมาราวห้าหกคนได้
หลี่อันหรานขมวดคิ้วโดยพลัน “มีคนไปเก็บพริกมากขนาดนี้เชียวหรือ? ท่านทราบหรือไม่ว่าพวกเขาเก็บไปมากเท่าไร?”
“ไม่ได้มากมายหรอก ความจริงพวกเขาแค่เก็บไปทำอาหาร แต่ละคนล้วนแต่มีฐานะยากจน ไม่มีเงินซื้อน้ำพริกหรือเต้าเจี้ยวเผ็ด”
ท่านป้าหวางตอบแล้วมองหลี่อันหรานด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ? เหตุใดอยู่ๆ จึงถามเื่นี้? มีเื่อะไรหรือไม่?”
หลี่อันหรานไม่อยากโกหกท่านป้าหวางเท่าไรนัก นางเอ่ยตอบไปตามความจริงว่า “ตอนนี้ยอดขายของน้ำพริกและเต้าเจี้ยวเผ็ดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ข้า้าพริกมากขึ้น พริกที่กักตุนในตอนนี้มีพอแค่สำหรับฤดูหนาว หากถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าน่าจะไม่เพียงพออีกต่อไป ส่วนพริกบนูเาก็ต้องรอจนฤดูร้อนปีหน้าจึงจะเก็บได้”
นั่นทำให้ท่านป้าหวางใเป็อย่างมาก “ป้าก็เก็บให้เ้าตั้งมากมิใช่หรือ?”
เดิมทีแล้ว พริกวันละหนึ่งตะกร้าของท่านป้าหวางก็เพียงพอให้หลี่อันหรานใช้ได้นานมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีแค่ท่านป้าหวางที่ช่วยเก็บ แต่ยังมีคนอื่นๆ ด้วย
ถึงแม้จะมีคนอื่นในหมู่บ้านไปเก็บเช่นกัน แต่พริกส่วนใหญ่ก็อยู่กับหลี่อันหราน จะไม่เพียงพออีกได้อย่างไร
หลี่อันหรานเผยยิ้มบางๆ “เมื่อก่อนขายน้อย แต่ตอนนี้ขายเยอะ ดังนั้น จึงต้องใช้เยอะขึ้นเ้าค่ะ”
แม้ท่านป้าหวางจะคิดเลขไม่เป็ แต่นางก็พอจะคิดคร่าวๆ ได้อยู่ว่าหากนำพริกจำนวนนั้นมาแปรรูปแล้วจะได้เงินเท่าไร
ทว่าหลี่อันหรานไม่เคยคุยเื่เงินสักครั้ง เอาแต่ยุ่งกับงานของตัวเอง
สายตาที่ท่านป้าหวางมองหลี่อันหรานเปลี่ยนไปโดยพลัน
“เช่นนั้น… เ้ายังขาดอีกเท่าไร? คนในหมู่บ้านเก็บไปไม่น้อย ไปขอซื้อต่อจากพวกเขาได้”
หลี่อันหรานพยักหน้า นางคิดแบบนี้เช่นกัน “วันนี้ข้ามาหาท่านก็เพราะเื่นี้เ้าค่ะ รบกวนท่านช่วยไปสอบถามพวกเขาให้ทีว่ายินดีขายหรือไม่ ราคาต่อรองกันได้”
ท่านป้าหวางตอบตกลงแบบไม่ต้องคิด “เื่เล็กนิดเดียว เ้าวางใจเถิด ป้าจะไปถามเดี๋ยวนี้”
ครั้นได้ยินดังนี้ หลี่อันหรานจึงค่อยลุกขึ้นยืน “ขอบคุณท่านป้าหวางมากเ้าค่ะ”
“ขอบคุณอะไรกัน อย่างกับว่าเ้าไม่เคยช่วยครอบครัวป้าอย่างไรอย่างนั้น หากไม่ใช่เพราะเ้า เถี่ยตั้นจะได้ไปเล่าเรียนตำราในเมืองหรือ? หากไม่ใช่เพราะเ้า ป้าจะมีชีวิตอย่างไรก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ นอกจากนี้เ้าก็ไม่ได้ช่วยแค่ครอบครัวของป้า แต่ยังช่วยพี่สามีของป้าด้วย พวกป้าต่างหากที่ควรขอบคุณเ้า”
ท่านป้าหวางพูดพลางถอดผ้ากันเปื้อนของตัวเองออก “เ้ารอเดี๋ยวนะ ป้าจะไปถามให้เดี๋ยวนี้ ป้าจำได้ว่าผู้ใดมาเก็บไปบ้าง จำได้ด้วยว่าผู้ใดเก็บไปเยอะที่สุด”
หลี่อันหรานจึงกลับไปรอฟังข่าวที่บ้าน
ไม่นาน ท่านป้าหวางก็กลับมาจากด้านนอก ทว่าสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก หลี่อันหรานเดินออกไปรับทันทีที่อีกฝ่ายก้าวพ้นรั้วบ้านเข้ามา “ท่านป้าหวาง ได้ความว่าอย่างไรบ้างเ้าคะ? พวกเขายินดีขายพริกหรือไม่?”
“ตอนนี้พวกเขาไม่เหลือพริกแล้ว ไปถามกี่คนก็ตอบเหมือนกันหมด” ท่านป้าหวางตอบด้วยความลำบากใจยิ่งยวด
หลี่อันหรานกลัดกลุ้มใจมากที่ได้ยินข่าวร้าย “ท่านบอกว่าพวกเขาเก็บมาเยอะมากมิใช่หรือเ้าคะ? หรือว่าจะกินกันหมดแล้ว?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” ท่านป้าหวางจับมือหลี่อันหรานพลางกระซิบถามเสียงแ่ “แม่เ้าไม่อยู่ใช่หรือไม่? มีคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่มีเ้าค่ะ ท่านป้ามีอะไรก็ว่ามาเถิด” สีหน้าของหลี่อันหรานราบเรียบ นางมองท่านป้าหวางอย่างใจเย็น
“เกิดเื่แล้วละ! แต่เ้าฟังแล้วต้องสงบสติอารมณ์ไว้นะ ห้ามโมโห”
หลี่อันหรานกะพริบตาปริบๆ ท่าทีตื่นตระหนกของท่านป้าหวางทำให้นางใจไม่ดีตามไปด้วย “ท่านป้ามีอะไรก็ว่ามาเลยเ้าค่ะ เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ?”
“เื่มันเป็อย่างนี้ เดิมทีพวกเขาเก็บพริกกันไปไม่น้อยเพื่อนำกลับไปกินกันเอง ทว่าเมื่อ่ก่อนนี้ พริกของพวกเขาก็ถูกคนมารับซื้อไป ฉะนั้น ตอนนี้จึงไม่เหลือพริกอีก ป้าไปสอบถามมาหลายบ้าน ทุกคนตอบเหมือนกันหมดว่าถูกรับซื้อไปเกือบหมด แต่ละคนเหลือติดบ้านเพียงเล็กน้อย ใช้ทำอะไรไม่ได้”
หลี่อันหรานสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที “ผู้ใดกัน? ผู้ใดกันที่ซื้อพริกของพวกเขา?”
ท่านป้าหวางลดเสียงเบาลงอีกระดับ “หนิงเชิน”
หลี่อันหรานขมวดคิ้วโดยพลันที่ได้ยินชื่อนี้ ส่วนลึกภายในดวงตามีประกายเกลียดชังปรากฏ นางกัดฟันกรอดพลางว่า “เขาอีกแล้ว เขาจงใจเป็ศัตรูกับข้า”
ท่านป้าหวางเคยได้ยินมาว่าหนิงเชินมีความเกี่ยวข้องกับเื่ที่หลี่อันหรานถูกข่มเหง ทว่าไม่มีผู้ใดมีหลักฐาน อีกทั้งสกุลหลี่ก็นับว่าเป็ผู้มีอันจะกินในหมู่บ้าน ทุกคนจึงไม่กล้านินทา
ทำได้แค่คิดในใจ แต่พูดออกมาไม่ได้
ยิ่งได้เห็นสีหน้าของหลี่อันหรานก็ยิ่งมั่นใจว่าเป็ความจริง ท่านป้าหวางจึงขยับเข้าไปพูดใกล้ๆ หลี่อันหราน “ได้ยินว่าหนิงเชินจ้างคนจำนวนไม่น้อยมาเก็บพริกไปกักตุนเอาไว้ ต่อมายังมารับซื้อจากคนที่มีอยู่ก่อนแล้วอีก ไม่รู้ว่าเขาจะเอาพริกมากมายขนาดนั้นไปทำอันใด”
หลี่อันหรานเคยได้ยินท่านป้าหวางเล่าเื่ที่หนิงเชินจ้างคนไปเก็บพริกมา
ทว่าตอนนั้นนางไม่ได้ใส่ใจเื่นี้นัก ดูจากตอนนี้แล้วเหมือนจะช้าไปหนึ่งก้าว
ท่านป้าหวางอาจไม่เข้าใจ แต่หลี่อันหรานมีหรือจะไม่เข้าใจ นางรู้ว่าหนิงเชินทำเช่นนี้เพราะ้าผูกขาดตลาด เขารู้ว่านาง้าพริก รู้ว่าบนูเาจะไม่มีพริกในฤดูหนาว ด้วยเหตุนี้จึงนำพริกทั้งหมดไปกักตุน
