ปีใหม่กำลังจะมาถึง ทั้งเมืองหยุนจงดังไปด้วยเสียงกลอง ภาพความสนุกสนานและรื่นเริง เหล่าสำนักน้อยใหญ่ ตระกูลทั้งหลาย สมาชิกในเมืองต่างก็รื่นเริง ทว่าเมืองอู่ตี้กลับครื้นเครงเป็ที่สุด เพราะตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในเผ่าของตระกูลอู่ตี้จะคัดเลือกคนเข้า
คาดว่าทุกคนต่างก็รอคอยเวลานี้ เฝ้าดูว่าเหล่าเด็กหนุ่มทั้งหลายในปี ใครจะเป็ผู้ถูกเลือกเข้าตระกูล
ผ่านการคัดเลือกจำนวนห้าสิบคน สุดท้ายจะเหลือเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้เข้ารอบ การแข่งขันนี้เป็การแข่งขันที่ดุเดือดอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนผู้ที่อยากสืบทอดอาวุธของตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์ กระบี่เหมันต์เจ็ดพิษ มันมีรูปทรงคล้ายจันทร์ครึ่งเสี้ยว ประกายลำแสงที่แข็งกร้าว มันคือกระบี่ที่โชกไปด้วยเื คนที่อยู่ถึงท้ายที่สุดเท่านั้นที่จะได้ชัยชนะ
วันที่หนึ่งเดือนสิบสอง สี่สำนักใหญ่ของชั้นนอกตระกูลอู่ตี้ ได้แก่สำนักตงฟาง สำนักซีเหมิน สำนักหนานกง และสำนักเป่ยเยี่ยน ผู้นำทั้งสี่สำนักคือ ผู้ปกครองตงจวิน ผู้ปกครองซีหมัว ผู้ปกครองหนานตี้ และผู้ปกครองเป่ยจง
ด้านหลังพวกเขาคือหนุ่มอัจฉริยะที่ถูกคัดเลือกจากสำนักต่างๆ เหล่ายอดอัจฉริยะมาพร้อมเพรียง ช่างเป็ภาพที่ตระการตาและครึกครื้นยิ่งนัก
ใต้เท้าผู้นำจากที่ต่างๆ ก็มากันพร้อมเพรียง เมืองอู่ตี้ ลานขนาดใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึงสองแสนคน
จนถึงวันนี้ หลงเหยียนเพิ่งได้เห็นพละกำลังที่แท้จริงจากสี่สำนักใหญ่ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ คนส่วนใหญ่ล้วนเป็ยอดฝีมือระดับชีพธรณีทั้งนั้น ศิษย์ที่ได้รับการคัดเลือกใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าภายในใจเต็มไปด้วยรังสีสังหาร
ส่วนหลงเหยียนอยู่เื้ัมารดาเว่ยเวย เว่ยเวยอยู่ใกล้ท่านผู้ปกครองตงจวินที่สุด เมื่อหลงเหยียนปรากฏ ศิษย์จำนวนมากจากสามสำนักต่างก็หันมามองด้านนี้ เพราะหลงเหยียนใช้ระยะเวลาเพียงไม่ถึงสองเดือน ศิษย์ที่เข้าสำนักใหม่ ปีนป่ายมาจนถึงตำแหน่งนี้ หลังจากเทียนหลางจากไปแล้ว หลงเหยียนก็คือยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งที่คนทั้งสำนักตงฟางยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เขาอายุน้อยสุดในบรรดาผู้เข้าแข่งขัน คนส่วนใหญ่จึงมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ
เห็นสายตาที่ร้อนแรงของหลงเหยียน รังสีพลังที่แข็งแกร่ง กลับไม่มีค่าในสายตาชายหนุ่ม ทว่าตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็ทางด้านนิสัยหรือทางด้านพร์ หลงเหยียนล้วนแกร่งกว่า
เ้าสิงโตน้อยกลับไปในถุงผ้าเฉียนคุน ส่วนหลงหลิงก็ถูกเ้าสำนักแห่งสำนักหยุนเฟิงเรียกกลับสำนัก ในเมื่อนี่เป็วันดี ทุกคนที่ออกไปท่องด้านนอกต้องกลับสู่บ้านตัวเองทั้งนั้น
‘ห้าสิบคน’ คือจำนวนคนที่ถูกเลือกออกมาจากคนจำนวนนับล้านคน แค่คิดก็รู้แล้วว่าห้าสิบคนนี้ต้องมีพละกำลังไม่เลว
“เหยียนเอ๋อ ทำใจให้สบาย อย่าได้ตื่นตระหนก การแข่งขันเข้าสู่ชั้นในตระกูลครั้งนี้คือเส้นทางที่ผู้เข้าคัดเลือกต้องผ่านให้ได้ คือการทดสอบว่าใครใช่หรือไม่ใช่อัจฉริยะตัวจริง”
“ท่านแม่วางใจเถิด ยิ่งอยู่ในสถานการณ์นี้ ข้ายิ่งควบคุมอารณ์ตัวเองได้ดี…” เมื่อหลงเหยียนพูดจบ เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ส่วนตงจวินหันกลับมามอง “เหยียนเอ๋อ เ้าต้องจำไว้นะ ชีวิตสำคัญที่สุด หากการแข่งขันล้มเหลว เ้าอายุยังน้อย ยังมีโอกาสอีกมากมาย หากเสียไปแม้กระทั่งชีวิต เช่นนั้นอีกหน่อยคงไม่เหลืออะไรแล้ว”
หลงเหยียนพยักหน้าแรงๆ “ท่านตาวางใจเถิด ข้าจะระวังเอง”
ตอนนี้ศิษย์ที่เข้าร่วมมากันเกือบครบแล้ว ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็เหล่าฉลาดหลักแหลมทั้งสิ้น
สามารถเป็ตัวแทนของสำนักตงฟางมาเข้าร่วมการคัดเลือก แน่นอนว่าต้องโดดเด่นจนเป็ที่จับจ้องของคนมากมาย ตงจวินให้ความสำคัญกับหลงเหยียน และยังมั่นใจในตัวเขามาก เชื่อว่าเขาต้องทำสำเร็จ ถึงกระนั้น เป้าหมายที่เขาให้หลงเหยียนก็คือ ต่อให้สุดท้ายเขาไม่สำเร็จ เพียงแค่ผ่านด่านแรกเท่านั้น เขาก็พอใจแล้ว
บนลานขนาดใหญ่ ที่เวทีมีผู้าุโจากชั้นในของตระกูล หนึ่งในนั้น หลงเหยียนมองเพียงแวบเดียวก็เห็นผู้าุโฉินกว่างแล้ว
เมื่อสายตาของผู้าุโฉินกว่างหันมาสบตากับหลงเหยียน เขาแสดงสายตาเป็มิตร ทั้งยังพยักหน้าให้หลงเหยียนด้วย คาดว่าในสายตาเขา หลงเหยียนก็ไม่เลวเหมือนกัน
“เอ๋! ไม่ธรรมดาเลยนะเ้าหนุ่ม พละกำลังของเ้าเลื่อนขึ้นมาระดับชีพธรณีแล้ว!” นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมาก
“พร์ของเ้าหนุ่มนั่นไม่เลว ถึงกระนั้น เขามีพลังระดับชีพธรณีเริ่มแรกเท่านั้น หวังว่าเขาจะไม่ถูกฆ่าตาย ในบรรดาคนทั้งหลาย เขาคือคนอายุน้อยที่สุด หากตายไปเช่นนี้คงน่าเสียดายแย่”
ไม่นานนัก ในบรรดาผู้าุโที่เป็ผู้นำสิบท่าน ฉินกว่างอ่านเงื่อนไขของการเข้าสู่ตระกูลวิหคศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้ พละกำลังต้องอยู่ระดับชีพธรณีเป็อย่างน้อย อีกทั้งการทดสอบนี้แบ่งออกเป็สองส่วน ส่วนแรก ขอแค่ออกจากเขาเหล่าเทพได้อย่างราบรื่น ก็เท่ากับสำเร็จในด่านแรก ด่านที่สอง เมื่อผ่านหุบเขาเหล่าเทพก็ต้องเข้าสู่แดนมรณะ นั่นคือการต่อสู้ที่แท้จริง ก่อนอื่นคือเลือกคู่ต่อสู้ ฝ่ายไหนที่มีพละกำลังแกร่งกว่าก็จะได้เข้าสู่ชั้นในเผ่า
“หุบเขาเหล่าเทพหรือ?” หลงเหยียนมองไปทางมารดาเว่ยเวย
เว่ยเวยพยักหน้า “หุบเขาเหล่าเทพอยู่ทางใต้ ห่างจากเมืองอู่ตี้ประมาณหนึ่งพันลี้ ผู้เข้าแข่งขันจะนั่งวิหคไปยังเป้าหมาย ในนั้นเปรียบดั่ง์ของปีศาจอสูร ปีศาจอสูรระดับต่ำสุดก็คือมายาขั้นสาม ในนั้นยังมีอสูรเทศกาล อสูรเทศกาลเป็ปีศาจอสูรที่ดุร้ายและพลุ่งพล่านมาก เมื่อก่อน อสูรเทศกาลมักปรากฏตัวใน่นี้หนึ่งครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ก็ถูกสังหารแทบหมดแล้ว ไม่เช่นนั้น ประชาชนต้องพบกับภัยพิบัติอีก เล่ากันว่าอสูรเทศกาลเหล่านี้กลัวเสียงดังเป็ที่สุด เพราะเหตุนี้ ประชาชนในเมืองจึงปล่อยะเิพลุไฟเมื่องถึงเทศกาลนี้ เป็การขับไล่อสูรเทศกาล”
หลงเหยียนพยักหน้าแล้วพูดด้วยความเข้าใจ “ที่แท้ก็มีเื่ราวแบบนี้เองหรือ”
“เหยียนเอ๋อ หากเ้าพบอสูรเทศกาลในหุบเขาเหล่าเทพ จำไว้ว่าอย่าเสี่ยงตายกับมัน อสูรเทศกาลที่พลังต่ำสุดอยู่ในระดับมายาขั้นที่สี่”
หลงเหยียนจำคำของมารดาไว้
ไม่นานผู้าุโฉินกว่างก็พูดต่อ “หุบเขาเหล่าเทพตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เสี่ยงอันตราย ในนั้นอันตรายมาก ถูกเรียกว่าเป็แหล่งเทพ ความหมายก็คือ กระทั่งเทพเซียนที่เข้าไปถึงในนั้นยังต้องขนลุก มีเพียงพวกเ้าผ่านหุบเขาเหล่าเทพได้ จึงจะเข้าสู่แดนมรณะได้”
“แดนมรณะแห้งแล้งยิ่งนัก ต้นหญ้าไม่เกิด ทว่ามีอสูรเทศกาลที่ดุร้ายมาก ในนั้น พวกเ้าสามารถเข่นฆ่ากันเอง ที่นั่นจึงจะเป็สนามรบของพวกเ้าที่แท้จริง”
หุบเขาเหล่าเทพและแดนมรณะ เพียงแค่สองชื่อนี้ก็ทำให้คนที่ได้ยินแทบหายใจไม่ออก ดูเหมือนตระกูลอู่ตี้จะเลือกสถานที่เก่งจริงๆ
“ต่อจากนั้นก็คือปัญหาของการแบ่งกลุ่ม ศิษย์ที่คนเข้าร่วมเข้าสู่หุบเขาเหล่าเทพ จากนั้นก็แบ่งออกเป็ยี่สิบหกกลุ่ม กลุ่มละสองคน ทุกคนจะได้ธนูทะลุฟ้าและเถาวัลย์เจ็ดสี”
“คิดว่าทุกคนคงรู้จักธนูทะลุฟ้าสินะ หากระหว่างนั้นมีคนยอมถอยหรือไม่อาจต้านทานอันตรายได้ รีบปล่อยะเิธนูทันที แล้วจะมียอดฝีมือจากตระกูลมาช่วยพวกเ้า แน่นอนว่าเมื่อไรที่ยิงธนูทะลุฟ้า ศิษย์ผู้นั้นก็จะหมดสิทธิ์ในการเข้าแข่งขันทันที”
“ส่วนเถ้าวัลย์เจ็ดสีนั้นเปรียบเสมือนของที่แสดงตัวตนของพวกเ้า เราสามารถรู้ทุกการเคลื่อนไหวและอาการาเ็ของพวกเ้าผ่านเถ้าวัลย์เจ็ดสี ทว่าครั้งนี้ต่างจากตอนแรกที่พวกเ้าร่วมแข่งขันเข้าชั้นนอกตระกูล เพราะพวกเ้าทุกคนต้องชิงเถาวัลย์เจ็ดสีของฝ่ายตรงข้าม ทั้งหมดมีห้าสิบคน เท่ากับเถาวัลย์เจ็ดสีห้าสิบชิ้น หากสุดท้ายกลุ่มใครได้มากที่สุด โอกาสเข้ารอบต่อไปก็สูงขึ้น เพราะเราจะคัดเพียงสามกลุ่มที่ชิงเถาวัลย์เจ็ดสีได้มากที่สุดเท่านั้น แล้วสามกลุ่มนี้ก็มีสิทธิ์เข้าสู่แดนมรณะในด่านต่อไป”
ฉินกว่างยืนอยู่บนเวที บนตัวปกคลุมด้วยรังสีที่เข้มขรึม หลังเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น “ยังมีสิ่งสำคัญอีกเื่ นั่นก็คือสี่กลุ่มสุดท้ายที่ได้เถาวัลย์เจ็ดสีมากที่สุด ต้องรับรองสหายผู้เป็พันธมิตรของตัวเองไม่ให้เขาถูกทำร้าย อย่างน้อยก็ไม่ส่งผลกระทบกับการแข่งขันต่อสู้ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกตัดสินเช่นกัน จากสี่กลุ่มสุดท้าย คัดเหลือเพียงสามกลุ่มเท่านั้น”
--------------------
