เป็ครั้งแรกที่พระชายาเสวี่ยนหนิงได้รับอิสระ ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกอีก นางเดินออกมารับลมด้านนอกพร้อมเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่ส่องประกายสีนวล สายลมอ่อนพัดโชยมาปะทะกายเป็ระยะ
‘ช่วยให้เขาเป็รัชทายาท แลกกับอิสระของข้างั้นเหรอ?’ ความคิดยังไม่ทันสงบ เสียงของใครบางคนก็เอ่ยขึ้น
“พระชายาประทับอยู่ที่นี่เอง หม่อมฉันตามหาตั้งนาน” เสียงของไป๋เจินทำให้พระชายาได้สติหันกลับมา ทั้งท่วงท่ากิริยา หรือแม้แต่แววตาล้วนอ่อนโยน แตกต่างจากที่ไป๋เจินเคยเห็น
“ตามหาข้า มีอะไรงั้นเหรอ”
“ได้เวลา ทายาที่ข้อเท้าแล้วเพคะ นั่งลงเถอะนะเพคะ” ว่าแล้วไป๋เจินก็หยิบยาขึ้นมาทาให้พระชายาด้วยกิริยาอ่อนน้อม
“พรุ่งนี้ เ้าช่วยพาข้าไปที่ตำหนักเหรินของฮองเฮาหน่อยได้หรือไม่” ไป๋เจินยิ้ม
“เป็หน้าที่หม่อมฉันเพคะ ต่อให้พระชายาไม่เอ่ยขอ หม่อมฉันก็ต้องติดตามดูและพระองค์อยู่แล้ว”
“เื่ที่ความจำของข้าไม่เหมือนเดิม อย่าบอกกับฮองเฮาและคนที่ตำหนักเหรินเด็ดขาด” ไป๋เจินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เหตุใดจึงไม่ให้บอกเพคะ เวลานี้คนที่ดีกับพระชายามากที่สุดเป็ฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่านางควรรู้ไว้ เผื่อจะได้ช่วยเหลือพระชายาได้” หลันหนิงในร่างพระชายานิ่งเงียบ พลันส่ายศีรษะช้า ๆ
“ให้ทำตามที่ข้าบอก เ้าทำได้หรือไม่?” ไป๋เจินพยักหน้ารับ แล้วก้มทายาที่ข้อเท้าให้กับพระชายาอย่างระวัง ท่ามกลางสายลมอ่อนพัดโชยมาเป็ระยะ
เมื่อร่างกายของพระชายาฟื้นฟูขึ้นระดับหนึ่ง นางจึงตัดสินใจเสด็จไปเยี่ยมฮองเฮาที่ตำหนักเหริน โดยมีไป๋เจินติดสอยห้อยตามไปด้วย ระหว่างทางเดิน เหล่านางกำนัลและทหารพากันน้อมกายเคารพนางด้วยความนอบน้อม หญิงสาวหยุดเดิน แล้วมองดูความยิ่งใหญ่ของวังหลวงที่กว้างสุดสายตา ตำหนักนับสิบตั้งตระหง่านเรียงราย แสดงความงดงาม พาให้ผู้พบเห็นหลงใหล
‘ทั้งงดงามและยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ มีผู้ใดบ้างที่จะปฏิเสธการเข้ามาอยู่ในวังหลวง ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีบ่าวรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง สิ่งเหล่านี้ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมาก พยายามทำทุกทางเพื่อให้ได้เข้ามา ไม่ว่าแลกด้วยอะไรก็ยอม’
“รีบไปกันเถอะเพคะ” คำพูดของไป๋เจินทำให้พระชายาละทิ้งความคิด ก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างเงียบ ๆ แม้ร่างกายของนางยังคงซูบผอม เหล่านางกำนัลพากันซุบซิบถึงความงามของนางที่ลดลงจนน่าใ
ก่อนฮองเฮามีรับสั่งให้พระชายาเสวี่ยนหนิงเข้าพบตามลำพังในห้องทรงอักษร สายตากลมเลื่อนมองรอบ ๆ สังเกตทุกอย่างเงียบ ๆ พลันย่อตัวนั่งลงตามที่ฮองเฮาเชื้อเชิญ
“พวกเ้าทั้งหมดออกไปก่อน” รับสั่งของฮองเฮาทำให้เหล่านางกำนัลพากันน้อมกายเคารพ แล้วแยกย้ายออกไป เหลือเพียงร่างของพระชายาเพียงลำพังที่นั่งอยู่ เป็ครั้งแรกที่หลันหนิงเห็นพระพักตร์หญิงสูงศักดิ์ชัดเจน ขณะที่นางยกชาขึ้นดื่ม พลันเลื่อนมองสภาพร่างกายซูบผอมของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยขึ้น
“สภาพเ้าเช่นนี้ แน่นอนว่าถูกองค์ชายสวี่เหวินจับได้แล้วว่าเ้าเป็ตัวปลอม คำขู่ของเขาในวันนั้น ข้ามองปราดเดียวก็รู้ว่าแผนการของเ้าล้มเหลวไม่เป็ท่า ยังมีหน้ามาพบข้าอีกงั้นรึ” ฮองเฮากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนพระชายาเสวี่ยนหนิงจะเอ่ยขึ้น
“หม่อมฉันมา เพื่อขอป้ายประจำกายขององค์ชายสวี่เหวินคืนเพคะ”
“บังอาจ! เ้ากล้าดียังไงมาทวงคืน”
“ฮองเฮาทรงทราบดีว่าป้ายประจำกายสำคัญเพียงใด ตอนนี้องค์ชายรู้แล้ว ว่าหม่อมฉันเป็คนขโมยป้ายประจำกายมา หากหม่อมฉันไม่สามารถนำกลับไปคืนองค์ชายได้ หม่อมฉันเกรงว่า หากองค์ชายเสด็จมาทวงคืนด้วยพระองค์เอง ถึงตอนนั้น เื่นี้อาจจะไม่ใช่เื่เล็ก ๆ แต่จะเป็เื่ใหญ่ให้เหล่าขุนนางกล่าวขานไปอีกนานแสนนาน”
“เสวี่ยนหนิง! เ้าบังอาจขู่ข้างั้นเหรอ”
“หม่อมฉันไม่ได้ขู่เพคะ แต่หม่อมฉันพูดตามความเป็จริง หากพระองค์ไม่ยินดีคืนป้ายประจำกายขององค์ชายสวี่เหวิน หม่อมฉันก็จะกลับไปรายงานองค์ชายตามตรงเพคะ” พูดจบ พระชายาก็เตรียมลุกขึ้นเดินจากไป ก่อนฮองเฮาจะเอ่ยรั้ง
“เดี๋ยวก่อน ข้ายอมคืนให้เ้าก็ได้” นางหยิบป้ายประจำกายองค์ชายสวี่เหวินคืนให้กับหญิงสาว แล้วยิ้มมุมปาก
“แล้วข้าจะรอดูความวิบัติของเ้า เมื่อองค์ชายสวี่เหวินรู้แล้วว่าเ้าไม่ใช่คนรักของเขา นับจากนี้ชีวิตเ้าจะไม่มีวันเหมือนเดิม ข้อตกลงของเราสองคนก่อนหน้า ข้าขอยกเลิกทั้งหมด สำหรับข้าในตอนนี้ เ้าก็เหมือนคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น ต่อไปไม่ต้องมาพบข้าอีก เข้าใจหรือไม่?” น้ำเสียงเ็าราบเรียบของเฮาทำให้หญิงสาวที่ยืนฟังอยู่ เข้าใจสัจธรรมหลายอย่าง นางไม่ตอบโต้ เพียงแต่รับป้ายประจำกายคืนแล้วเบี่ยงกายเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของคนในตำหนักเหริน
“พระชายาเพคะ อย่าได้สนใจนางกำนัลคนพวกนั้นเลย ปกติแล้วพวกนางก็อิจฉาท่านอยู่แล้ว จะนินทาลับหลังบ้างก็เป็เื่ปกติ” หลันหนิงในร่างพระชายาหยุดเดิน แล้วหันมายังไป๋เจิน พลันเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่ได้ใส่ใจพวกนาง เ้าไม่ต้องห่วง คำพูดของพวกนางทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” คำตอบของพระชายา ทำให้สาวใช้เอียงศีรษะแล้วตอบกลับ
“หากเป็เมื่อก่อน พระชายาจะไม่พูดเช่นนี้เพคะ” พระชายาเสวี่ยนหนิงยิ้ม แล้วก้าวเท้าเดินต่อช้า ๆ ท่ามกลางสายลมพัดโชยมาปะทะกาย แล้วถามกลับ
“เมื่อก่อนข้าเป็เช่นไร”
“หากได้ยินนางกำนัลพวกนั้น นินทาถึงความไม่เหมาะสม พระชายาก็จะปรี่เข้าไปตบหน้าสั่งสอนพวกนางเพคะ ยังไม่พอ ยังลงโทษให้นางนั่งสำนึกผิดหลายชั่วยาม โดยที่ฮองเฮาก็ไม่กล้าว่าอะไรพระองค์สักคำ”
“เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของข้ากับฮองเฮาดีมากใช่หรือไม่” ไป๋เจินพยักหน้างึกงัก
“แแ่มากเพคะ ว่าแต่ วันนี้พระชายาเข้าไปพบกับฮองเฮาแล้วเป็อย่างไรบ้าง ฮองเฮาต้องดีพระทัยมากใช่หรือไม่ที่พระองค์ปลอดภัย” สีหน้าของพระชายาเสวี่ยนหนิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่านางฝืนยิ้มแล้วไม่พูดอะไรออกมา
ก่อนได้ยินเสียงตบตี และกรีดร้องของหญิงสาวดังขึ้นไม่ห่างจากที่ยืนอยู่มากนัก ทำให้พระชายาหันมองไปยังต้นเสียง พบกับหญิงสูงศักดิ์กำลังตบตีบ่าวไพร่อย่างไร้ความเมตตา พระชายาเสวี่ยนหนิงเอียงศีรษะแล้วเอ่ยขึ้น
“เหตุใดหญิงผู้นั้น จึงตบตีบ่าวไพร่เช่นนั้นล่ะ?” ดวงตากลมโตพยายามเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ภายในวังหลวง ก่อนไป๋เจินจะตอบกลับ
“นั่นคือชายารองซูเม่ย เป็ชายารององค์ชายเซวียนตี้เพคะ”
“องค์ชายเซวียนตี้ คือใคร?” สิ้นคำถามของผู้เป็นาย ไป๋เจินหันซ้ายหันขวา แล้วกระซิบ
“เป็องค์ชายที่เกิดจากฮองเฮาเพคะ แต่ว่าไม่สำคัญเท่าใดนัก เพราะคนที่ฮองเฮาอยากให้เป็รัชทายาทแทนที่องค์ชายสวี่เหวิน ก็คือองค์ชายเทียนฉี” พระชายาเสวี่ยนหนิงกระดิกนิ้วไปมาช้า ๆ อย่างใช้ความคิด
“ในวังหลวง นับเป็เื่ปกติเหรอ ที่บ่าวไพร่พวกนั้นจะถูกผู้เป็นายตบตี” ก่อนที่สาวใช้จะตอบกลับ
“เป็เื่ปกติเพคะ เพราะก่อนหน้าพระชายาเองก็เคยตบตีบ่าวไพร่ไม่น้อยเลย จนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้” คำตอบของไป๋เจินทำให้พระชายาชะงักนิ่ง ก่อนไป๋เจินจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“กับชายารองซูเม่ย พระชายาก็เคยปะทะกับนางมาบ้างแล้วเพคะ” หญิงสาวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วค่อย ๆ ละความสนใจจากทุกสิ่ง พลันก้าวเท้าเดินต่อช้า ๆ
“พระชายาเสวี่ยนหนิง จะไปไหนล่ะ?” เสียงเอ่ยเรียกดังขึ้นทำให้เสวี่ยนหนิงหยุดเดิน แล้วหันพระพักตร์กลับไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง ชายารองซูเม่ยตบหน้าสาวใช้เป็ครั้งสุดท้ายแล้วส่งยิ้มตรงมา
“ข้าได้ข่าว ว่าท่านไม่ได้เป็ที่โปรดปรานขององค์ชายสวี่เหวินแล้วมิใช่รึ? ทีแรกข้าไม่เชื่อข่าวลือพวกนั้นหรอกนะ แต่มาเห็นสภาพของท่าน ที่ผิวกายไม่ใคร่ผุดผ่อง รูปร่างผอมบางไปจากเดิม ก็ทำให้ข้าคิดได้ว่า ข่าวลือพวกนั้นอาจเป็ความจริง มองดูแล้ว เหตุใดสายตาหยิ่งยโสโอหังของท่านไม่มีหลงเหลือแล้วล่ะ” ชายารองซู่เม่ยเดินเข้ามาจับจ้องยังดวงตาของพระชายาเสวี่ยนหนิง แล้วทำท่าเยาะเย้ย พลันหยิบพัดสีแดงขึ้นมาพัดเบา ๆ ก่อนเสวี่ยนหนิงจะเลื่อนสายตามองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าแล้วยิ้มอ่อน
