ท่ามกลางเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เงาร่างจำนวนนับไปถ้วนที่กำลังร้องโหยหวนและกระเสือกกระสนอยู่บนพื้นก็ค่อยๆ เงียบหายไป พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่เริ่มหยุดชะงักลง
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตเป็สิ่งที่น่าอัศจรรย์เสมอ ท่ามกลางเปลวไฟสีแดงสุกปลั่งที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มีเงาร่างของเหล่าทหารม้าเกราะดำจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมีชีวิตรอด
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะถูกไฟเผาไหม้อย่างหนัก แต่ชุดเกราะบนร่างก็ยังคงช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้ แม้ว่าโลหะจะนำความร้อนได้ดี แต่มันก็ไม่ใช่วัตถุไวไฟ พวกเขาอาศัยคลื่นพลังอันตื้นเขินปกป้องร่างของตัวเองพลางกระทุ้งม้าศึกให้วิ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง และเสียงร้องคำรามด้วยความโมโหของหัวหน้าอัศวินที่อยู่ด้านหน้าก็เป็เหมือนเข็มทิศชี้ทางไม่ให้พวกเขาต้องสูญเสียเส้นทางในการวิ่งท่ามกลางควันไฟที่หนาทึบนี้ พวกเขาวิ่งทะยานไปยังเปลวเพลิงที่อยู่ด้านหน้า ก่อนจะกัดฟันกระทุ้งม้าให้ะโฝ่าทะเลเพลิงออกไป
เทียบกันแล้ว าาที่สวมมงกุฎทั้งสามคนค่อนข้างสบายกว่าเหล่าทหารธรรมดาอยู่มาก เพราะข้างกายของพวกเขามีราชองครักษ์ถึงสองคนคอยคุ้มกันให้ ถึงแม้ว่าราชองครักษ์จะมีระดับแค่สองดาว แต่เปลวเพลิงธรรมชาติแบบนี้ก็ไม่อาจทำอะไรพวกเขาได้ ราชองครักษ์ระดับสองดาวโคจรคลื่นพลังปกคลุมร่างของตัวเองและาา ก่อนจะพากันกระโจนฝ่าทะเลเพลิงและเขม่าควันไฟออกมา
ทุ่งหญ้าบนพื้นดินไม่อาจทำให้ไฟลุกไหม้ได้นานนัก สิบนาทีผ่านไป ไฟก็เริ่มมอดลงเรื่อยๆ
ตอนนี้ ทหารม้าจำนวนพันห้าร้อยกว่าคน มีเหลือรอดจากการะโฝ่าทะเลเพลิงมาได้แค่ห้าร้อยถึงหกร้อยคน
ในกองขี้เถ้าด้านหลังของพวกเขายังคงมีประกายไฟอยู่ นักรบบางคนที่ยังไม่ตาย ร่างของพวกเขากระตุกขึ้นมาเป็บางครั้ง บางร่างถูกเผาจนหงิกงอ แต่ก็ยังขยับตัวได้ตามสัญชาตญาณ ก่อนท้ายที่สุด ลมหายใจสุดท้ายจะค่อยๆ หลุดลอยไป
ฉากนี้เป็ฉากที่น่าเศร้าสลด ทั่วพื้นที่เต็มไปด้วยความมืดเข้าปกคลุม สภาพไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน ไม่มีใครกล้าหันไปมองภาพด้านหลังนั่น กลิ่นเนื้อย่างและกลิ่นไหม้ลอยอบอวลไปในอากาศ พวกเขาแทบจะแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่า ซากดำๆ ตัวแข็งทื่อที่กองสุมๆ กันอยู่บนพื้นนั้นเป็ร่างของคนหรือว่าม้าศึกที่ตายไป บางครั้งก็ได้ยินเสียงบางอย่างะเิดัง ‘ปังๆๆ’ ขึ้นมา นั่นเป็เสียงของอวัยวะภายในที่พองตัวจนะเิออกมาในร่างของม้าศึกหรือคนที่ตายไปแล้ว เพียงชั่วพริบตา เมือกข้นๆ สีขาวเจือสีแดงก็ะเิแล้วกระเด็นออกมาจากร่าง ประหนึ่งดอกไม้ไฟะเิ
ถึงแม้ว่าเหล่าทหารม้าที่หนีตายออกมาได้จะเคยเห็นฉากนองเืในสนามรบมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ตอนนี้พวกเขาไม่กล้าหันกลับไปดู แต่ก็มีบางคนที่ไม่ทันระวังตัวจนเผลอกวาดสายตาไปมองฉากที่เหมือนนรกนั่น ทันใดนั้นพวกเขาก็พากันก้มลงอาเจียนออกมาทั้งน้ำหูน้ำตา บางคนถึงกับสมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ร่างสั่นเทาไม่หยุด ราวกับว่าได้สูญเสียจิติญญาของตัวเองไปแล้ว น่ากลัวเกินไปแล้ว น่าเวทนาเกินไปแล้ว! นี่คือนรกบนดินใช่หรือไม่
เมื่อหัวหน้าอัศวินมองย้อนกลับไป สีหน้าของเขาก็ปรากฏอารมณ์ที่หลากหลายขึ้นมา
เขาผู้นี้ผ่านศึกามาแล้วเป็ร้อยๆ ครั้ง อายุเพียงสิบหกปีก็เริ่มจับดาบบุกตะลุยในา สิบกว่าปีต่อมา ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยากลำบาก ทำให้เขาได้เป็อัศวินระดับสูงคนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรเซนิท นอกจากจะมีรูปแบบชุดเกราะโลหะที่ไม่ซ้ำใครแล้ว เขายังมีรอยแผลเป็ที่เกิดจากการโดนไฟคลอกอีกด้วย คนอื่นอาจจะมองว่ามันน่าเกลียดน่ากลัว แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คือเหรียญตราเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา ตลอดมาเขาเชื่อมั่นว่าตัวเองได้เรียนรู้กลศึกและอุบายสำคัญๆ ในาอย่างถ่องแท้ ไม่มีทางที่ตัวเองจะพลาดท่าเสียทีให้กับอาณาจักรเล็กๆ แถวชายแดนนี้ได้อย่างแน่นอน...แต่ใครจะรู้ว่า เขาไม่เพียงแค่พลาดท่าเล็กๆ แต่ยังพลาดท่าตกหลุมพรางของพวกมันครั้งยิ่งใหญ่อีกด้วย
“ทหารทุกคน...รวมตัว!” หัวหน้าอัศวินะโสั่งรวมพลอย่างโมโห เสียงแตรถูกเป่าขึ้นอีกครั้ง
ในบรรดาทหารม้าจำนวนห้าหกร้อยคนที่เหลือรอด มีทหารม้าแค่สี่ร้อยคนที่ยังพร้อมรบอยู่ พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถรวมทัพได้อีกครั้งหนึ่ง เสียงม้าศึกร้องออกมา หัวหน้าอัศวินหน้าบากใช้ปลายดาบชี้ไปที่ด้านหน้าพลางตะเบ็งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราดว่า “แก้แค้น” เสียงนี้ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า จากนั้นเขาก็เป็คนแรกที่ควบม้าพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยออกมา หัวหน้าอัศวินควบม้าไปทางเนินเล็กๆ ที่อยู่ห่างไปไม่ถึงห้าสิบเมตร
ทหารม้าที่อยู่ด้านหลังทุกคนเริ่มควบม้าตามไปติดๆ
บนเนินเขาเล็กๆ ภายใต้ธงั์ที่ปักลายสุนัขสองหัวคาบดาบและขวาน มีร่างของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมืองแซมบอร์ดที่สวมชุดเกราะสีดำยืนอยู่ ข้างกายของเขามีทหารแซมบอร์ดไม่ถึงห้าสิบคนคอยยืนคุ้มกัน พวกเขามองเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างชัดเจน สีหน้าของทหารเมืองแซมบอร์ดพลันตื่นใ ถึงกับเกิดความวุ่นวายขึ้นในขบวนทัพ เห็นได้ชัดว่า พวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่าผู้บุกรุกจะยังเหลือรอดจากการโดนเผามากขนาดนี้ เกรงว่าต่อให้คิดที่จะหนีก็คงสายไปเสียแล้ว
ผู้บุกรุกใช้เวลาเพียงสิบลมหายใจก็สามารถย่นระยะห่างที่มีไม่ถึงห้าสิบเมตรเข้ามาใกล้จนจวนจะถึงตัวได้
“ฆ่าพวกมัน! ตัดหัวพวกมัน! แล้วบุกเข้าไปในเมืองแซมบอร์ด ทำให้พวกเมืองแซมบอร์ดลิ้มรสว่า การโดนเผาทั้งเป็มันเป็อย่างไร!”
นี่เป็สิ่งเดียวที่อยู่ในหัวของหัวหน้าอัศวินหน้าบากและเหล่าทหารม้าสีดำทุกคน
พวกเขาเริ่มคลั่งขึ้นมาแล้ว
......
ติ๊งๆๆๆ!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตอนนี้จะเป็เวลากลางวัน แต่ภายใต้ร่มเงากลับมีประกายไฟปลิวว่อนไปทั่ว
เงาร่างสองสายทะยานขึ้นไปในอากาศ จากนั้นก็เกิดแสงไฟวูบวาบสลับกันไปมากลางอากาศ
นี่เป็การต่อสู้ตัดสินกันระหว่างนักดาบ
เพียงชั่วพริบตาที่ลอยอยู่กลางอากาศ อัศวินดิ๊กได้ตวัดฟันดาบไปแล้วถึงยี่สิบสามครั้ง ในขณะที่แลมพาร์ดได้ฟันดาบออกไปแล้วยี่สิบหกครั้ง เมื่อพวกเขาผละออกจากกัน ผลของดาบที่แลมพาร์ดฟันออกไปถึงยี่สิบหกครั้งได้ปรากฏรอยแผลขึ้นมาสามที่ บริเวณไหล่ แขนและต้นขาของอัศวินดิ๊ก รอยแผลเหล่านี้ลึกถึงสองนิ้วและมีเืไหลซึมออกมาไม่หยุด
ตึงๆๆๆ!
จากนั้น ความเงียบก็ปกคลุมไปชั่วขณะ ต้นไม้หนาที่อยู่บริเวณรอบๆ พวกเขาทั้งสองคนนับสิบต้นก็พลันล้มตึงลงมา ลำต้นที่ถูกฟันปรากฏรอยฟันเนียนเรียบเสมอกัน นี่คือผลพวงของคลื่นดาบที่มองไม่เห็นที่เกิดขึ้นในระหว่างการปะทะกันของพวกเขา ในตอนแรกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งสายลมพัดโชยเข้ามา ทำให้ครึ่งท่อนบนของต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ค่อยๆ ไถลตัวตกลงมาที่พื้น
“ดาบดี!” ร่างผอมสูงของอัศวินดิ๊กค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ เขามองไปยังดาบั์สีดำที่อยู่ในมือของแลมพาร์ด ดวงฉายแววประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง “คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าในอาณาจักรแซมบอร์ดจะมียอดฝีมือแบบเ้าซ่อนตัวอยู่ ดาบของเ้าน่าจะหนักกว่าดาบของข้าประมานสี่สิบจิน (ยี่สิบกิโลกรัม) แต่ถึงอย่างนั้นกลับสามารถออกดาบได้มากกว่าถึงสามครั้ง ข้าต้องยอมรับว่าทักษะดาบของเ้าแข็งแกร่งกว่าข้า!”
แลมพาร์ดร้องฮึ! ออกมา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“ฮึๆๆ แต่น่าเสียดายจริงๆ นะ ต่อให้ทักษะดาบของเ้าจะแข็งแกร่งกว่าข้า แต่มันก็ไม่ช่วยให้เ้ารอดไปได้หรอก เพราะเ้าได้เลือกสนามรบผิด...” ชายร่างผอมแสยะยิ้มออกมาอย่างเหี้ยมโหด ทันใดนั้น ประกายแสงสีเขียวก็ไหลออกมาจากต้นไม้ั์โดยรอบก่อนจะลอยเข้าสู่ร่างของเขา จากนั้นไม่นาน รอยแผลทั้งสามรอยที่แลมพาร์ดฝากไว้บนร่างของเขาก็ฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็วและหายเป็ปกติ เขายิ้มออกมาอย่างหยิ่งผยองก่อนจะโอ้อวดว่า “ข้าคือนักรบคลื่นพลังธาตุไม้ ซึ่งเป็ธาตุที่มีความสามารถในการฟื้นฟูสูงที่สุดในบรรดาธาตุต่างๆ ตราบใดที่มีต้นไม้ ข้าก็สามารถดึงจิติญญาของต้นไม้มารักษาาแของข้าได้ ต่อให้เ้าจะฟันข้าสามสิบครั้งหรือสามร้อยครั้ง ข้าก็ยังฟื้นฟูตัวเองได้ ส่วนเ้า ถ้าโดนข้าฟันเพียงครั้งเดียว พลังของเ้าก็จะค่อยๆ ลดลงทีละนิด ฮ่าๆๆ รอจนเ้าหมดแรงเมื่อไร ข้าก็จะตัดหัวเ้าทันที และหัวของเ้าคือรางวัลเกียรติยศอันดับที่สามสิบเจ็ดของข้า”
“พล่ามมาก!” แลมพาร์ดพูดออกมาอย่างเ็า เขายืนนิ่งๆ บนร่างของเขามีสายฟ้าแล่นปราดไปทั่วร่าง
“ฮึๆๆ เ็าจังนะ! ฮ่าๆๆ ข้าล่ะช้อบชอบ…ชอบที่จะตัดหัวพวกยอดฝีมือที่หยิ่งทระนงเ็าอย่างเ้าเป็ที่สุด...” แน่นอนว่าที่ดิ๊ก ชายร่างผอมที่ดูเหมือนคนป่วยเป็วัณโรคพูดออกมา ก็เพราะ้าบั่นทอนความมั่นใจของอีกฝ่ายทีละน้อย เขาหรี่ตาเล็กน้อย ประกายแสงสีเขียวเล็กๆ จากต้นไม้ที่อยู่รอบๆ ก็พุ่งเข้ามาปกคลุมร่างของเขาเรื่อยๆ ต้นไม้ที่อยู่รอบๆ เริ่มเหี่ยวเฉาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เปลวไฟคลื่นพลังสีเขียวบนร่างของดิ๊กกลับปะทุออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานคลื่นพลังของดิ๊กก็ขยายกว้างมากกว่าแลมพาร์ด เขาเลียริมฝีปากตัวเองอย่างช้าๆ “ต่อจากนี้ เ้าก็ลองรับมือข้าให้ได้ก็แล้วกัน...”
เขาพูดพลางขยับดาบในมืออย่างช้าๆ
ประกายแสงสีเขียวเข้าปกคลุมตัวดาบ และคลื่นพลังสีเขียวก็เริ่มก่อตัวเป็รูปหัวัเสมือนจริงขึ้นมา ปากของัเขียวอ้าออกกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่อยู่ด้านใน แรงกดดันทะลักออกมาไม่ขาดสาย ประหนึ่งว่ากำลังได้เผชิญหน้ากับัจริงๆ
“ทักษะคลื่นพลัง...คลื่น...ดาบ...มัง...กร...เขียว!!!”
หัวัสีเขียวขนาดั์ที่อ้าปากกว้างก็พ่นคลื่นพลังออกมา ก่อนที่คลื่นพลังจะรวมตัวกันกลายเป็ดาบขนาดั์สีเขียว ตัวดาบยาวสี่เมตรและดูเหมือนจริงมาก เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างชัดเจน ทุกที่ที่มันลอยผ่าน ก้อนหินบนพื้นจะแตกกระจุย ต้นไม้จะโค้งงอ แม้กระทั่งฝุ่นก็ยังลอยคลุ้งขึ้นมาจากพื้น ปลายดาบที่แหลมคมพลันพุ่งไปทางแลมพาร์ดอย่างรวดร็ว!
นี่เป็ทักษะคลื่นพลังระดับสูง
มันคือข้อได้เปรียบของนักรบที่เป็อัศวินในราชอาณาจักร พวกเขาได้รับทรัพยากรและม้วนคัมภีร์คลื่นพลังที่ล้ำค่ามาฝึกฝนได้อย่างง่ายดาย ไม่เหมือนกับนักรบระดับสี่ดาวไร้สังกัด พวกเขาจะลำบากมากในการหาทรัพยากรมาเพิ่มพูนพลังตัวเอง
ทักษะคลื่นพลัง 'คลื่นดาบัเขียว' นี้สามารถเพิ่มพลังการโจมตีให้แก่ดิ๊กถึงหนึ่งเท่า การโจมตีนี้เทียบเท่ากับพลังของนักรบระดับสี่ดาวขั้นปลาย...ช่างเป็การเพิ่มพลังที่น่ากลัวมาก!
สีหน้าของแลมพาร์ดยังคงนิ่งสงบ
เขาปักดาบในมือลงกับพื้น ก่อนที่กระแสไฟฟ้าบนร่างของเขาจะะเิออกมา ด้านหลังของเขาปรากฏภาพหัวสิงโตสีทองที่เกรี้ยวกราดขึ้น เขายืนอยู่ที่เดิมพลางขยับนิ้วอย่างช้าๆ เขากำหมัดด้านขวามือไว้ที่ระหว่างเอวและท้อง การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของเขา ดูเหมือนจะมีเวทมนตร์มาปกคลุมจางๆ อย่างไม่น่าเชื่อ สายฟ้าบนร่างของเขาหดลงไปที่หมัดข้างขวาอย่างรวดเร็วราวกับปลาวาฬกำลังดูดน้ำ จากนั้นแสงสว่างสีเงินสดใสก็ปรากฏขึ้นมาบนหมัดของเขา แสงสว่างสีเงินเจิดจ้าจนแสบตา...
พระอาทิตย์บนท้องฟ้าถูกแสงสว่างสีเงินที่เจิดจ้านี้บดบัง
แม้แต่ยอดฝีมือระดับสี่ดาวอย่างดิ๊กยังต้องหลับตาลงเพราะทนแสงเจิดจ้านี้ไม่ไหว จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเ็าของฝ่ายตรงข้ามะโขึ้นมาว่า...
“หมัด...สาย...ฟ้า!!!”
นี่เป็ทักษะคลื่นพลัง? ยอดฝีมือจากอาณาจักรบ้านนอกแบบนี้ ยังมีทักษะคลื่นพลังกับเขาด้วยเหรอ?
ดิ๊กแทบไม่อยากจะเชื่อ
วินาทีต่อมา เขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันตรายที่รุนแรง พลังธาตุสายฟ้ามหาศาลกำลังพุ่งทะยานเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ในใจก็เริ่มนึกหวาดกลัวขึ้นมา เขาอัดคลื่นพลังในร่างของตัวเองทั้งหมดเข้าไปในคลื่นดาบัเขียว เพียงพริบตา คลื่นดาบัเขียวก็พลันขยายใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัว
ตูมๆๆ!
สายฟ้าสีเงินนับไม่ถ้วนโจมตีไปที่คลื่นดาบัเขียวที่ยาวกว่าห้าเมตร
จากนั้น...
แกร๊ก...แกร๊ก...แกร๊ก...!
เสียงปริแตกดังออกมาเบาๆ ในใจของดิ๊กก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที เขารับรู้ได้ว่าคลื่นดาบัเขียวของเขากำลังจะแตกสลายเพราะทนการโจมตีของสายฟ้าสีเงินนี้ไม่ได้ สุดท้ายดาบั์ที่อัดแน่นไปด้วนคลื่นพลังธาตุไม้จำนวนมหาศาลก็ะเิออกมาทันที ดวงตาของเขาเบิกโพลงขณะที่จับจ้องไปที่ 'คลื่นดาบัเขียว' ที่เป็ทักษะคลื่นพลังระดับสี่ของตัวเองะเิต่อหน้าต่อตา!
จากนั้นแสงสว่างสีเงินก็พุ่งเข้ามาหาเขาทันที
“ปะ....เป็ไปไม่ได้!?”
ดวงตาเบิกกว้างขึ้น เขาไม่อาจจับการเคลื่อนไหวใดๆ ได้
“เร็วมาก! ข้ามองไม่เห็นวิถีหมัดสายฟ้าของมันเลย แม้แต่กำปั้นของมันก็มองไม่เห็น...สมควรตาย...” ดิ๊กรู้สึกเหมือนิญญากำลังหลุดออกจากร่างของตัวเอง เขายกดาบขึ้นมา แล้วสร้างคลื่นดาบสีเขียว จากนั้นก็ตวัดฟันออกไปสกัดกั้น ในขณะเดียวกันก็ถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อหลบหนีการโจมตีที่น่ากลัวนี้...ทว่า คลื่นดาบนั่นกลับไม่สามารถต้านทานพลังของแลมพาร์ดได้แม้แต่วินาทีเดียว มันแตกสลายไปทันทีที่ได้ัักับแสงสีเงิน เพียงชั่วพริบตา ประกายแสงสีเงินก็พุ่งเข้ามาที่ร่างของเขา...
หลังจากนั้น ความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง
“ถ้าหัวใจของเ้าถูกบดขยี้ เ้าจะยังใช้คลื่นพลังธาตุไม้ของเ้าฟื้นฟูตัวเองได้ไหม?”
แลมพาร์ดถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเ็า ขณะที่มองไปยังใบหน้าซีดเซียวปนไม่อยากจะเชื่อของอีกฝ่าย แลมพาร์ดยังคงอยู่ในท่าปล่อยหมัด ทว่าหมัดขวาของเขากลับทะลวงหน้าอกของดิ๊กจนเป็รู หมัดนี้ทะลุไปถึงด้านหลังของเขา อีกทั้งหัวใจของอีกฝ่ายก็เต้นตุบๆ อยู่ในมือของแลมพาร์ด
“ไม่...” ดวงตาของดิ๊กฉายแววสิ้นหวังออกมา พลังในร่างของเขเริ่มรั่วไหลออกไป
“เ้าวางใจเถอะ ข้าไม่มีรสนิยมชอบสะสมหัวของศัตรูเช่นเ้า” น้ำเสียงของแลมพาร์ดดังขึ้นมา
ใบหน้าของดิ๊กก็เผยสีหน้าเหมือนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ปากของเขาอ้าพะงาบๆ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
“แต่ว่า...ข้าชอบบดขยี้หัวใจของอีกฝ่ายมากกว่า” เมื่อแลมพาร์ดพูดจบ มือของเขาก็กำแน่น หัวใจในมือแหลกเหลวในพริบตา ก่อนที่เืจะไหลเยิ้มท่วมมือของเขาแล้วหยดลงสู่ผืนดิน
-----------------------------------
