จิ้งิเฟิงอาจสังหารศัตรูได้ในชั่วพริบตา แต่เื่ที่เกิดขึ้นอีกด้านกลับเกินคาดยิ่งกว่า!
ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยร้องคำว่า‘ฆ่า’ขึ้น บุคลิกมันก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จ้าวฉวนปะทุสายฟ้าอันเจิดจ้าขึ้นพร้อมกับดวงตาฉายแววตื่นตัว ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือขวาสกัดคมมีดที่ฟันเข้าหา
“เคร้ง!” อาวุธชั้นมนุษย์ในมือจ้าวฉวนถูกต้านรับไว้ด้วยปลอกแขนมีดเพลิง แล้วกระแสพลังสะท้อนกลับก็ถ่ายทอดมาตามแขนขวาของจ้าวฉวน แต่ก่อนที่มันจะทันได้เคลื่อนไหวไป๋หยุนเฟยก็สืบเท้าไปเบื้องหน้าพร้อมกับชกหมัดขวาใส่ทรวงอกจ้าวฉวนในทันที!
“พลังหมัดเก้าทบ!!”
“ปัง!” แทนที่จะเป็ทรวงอก กำปั้นไป๋หยุนเฟยกลับปะทะใส่ฝ่ามือที่ขวางหน้าอกเอาไว้ พลังหมัดบีบจ้าวฉวนให้โซเซล่าถอยกลับไปอีกครา
จ้าวฉวนต้องตื่นตะลึงจากการปะทะกันเมื่อครู่ มันไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นคู่ต่อสู้ที่ป้องกันอย่างสะเปะสะปะก่อนหน้านี้ จู่ๆก็พลันโต้กลับอย่างดุดัน เพียงสองกระบวนท่ามันก็ถูกกระแทกล่าถอยออกมา มันจึงได้แต่เปลี่ยนมีดสั้นในมือพร้อมกับโคจรพลังิญญาเพื่อเตรียมพร้อมป้องกัน แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมองคู่ต่อสู้กลับไม่พบเห็นผู้ใด
ไป๋หยุนเฟยไม่คิดจะไล่ตามไปจู่โจมตามหลังพลังหมัดเก้าทบ ทันทีที่หมัดปะทะถูกจ้าวฉวนมันก็พลิกกายอย่างกะทันหันโดยไม่เหลือบแลดูว่าจ้าวฉวนจะทำอันใดต่อ ไป๋หยุนเฟยถีบเท้าก็สาบสูญไปในพริบตา มันกลับพุ่งเข้าหาศิษย์สำนักเ้าอสูรที่เป็ภูติญญาระดับกลางผู้นั้นแทน!
คนผู้นั้นไม่ได้มีส่วนในการต่อสู้ั้แ่แรก ตรงกันข้ามมันเพียงโบกมือซ้ายไปมาคอยควบคุมอสรพิษให้คร่ากุมเทียนิ ไป๋หยุนเฟยใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นเร่งฝีเท้าสุดกำลังเพื่อทะยานเข้าหาอีกฝ่ายในคราเดียว
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของไป๋หยุนเฟยสร้างความตื่นตัวให้แก่มัน แต่เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเลือกใช้วิธีกระโจนเข้าใส่ จึงก็คลายใจลงก่อนจะยิ้มเหี้ยมเกรียม เพียงโบกมือขวา จู่ๆก็มี‘เมฆดำ’จากที่ใดก็ไม่ทราบปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า ที่แท้มันเรียกผึ้งสีเทาออกมาทั้งรัง!
มันชี้มือไปยังไป๋หยุนเฟย สั่งการให้ผึ้งหกเจ็ดร้อยตัว‘ม้วน’เข้าใส่ไป๋หยุนเฟยที่อยู่ในอากาศดุจดังพายุหมุนสีเทา
ผึ้งพิษพฤกษาเหล่านี้เป็เพียงอสูริญญาระดับสองเท่านั้น แต่เมื่อรวมกำลังกันหกร้อยตัวภายใต้การควบคุมของภูติญญา พลังของพวกมันก็เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตัว! คนจากสำนักเ้าอสูรหัวเราะต่อความโง่เขลาของไป๋หยุนเฟย เมื่ออยู่กลางอากาศมันย่อมไม่อาจหลบหลีกได้! ในสายตามันไป๋หยุนเฟยต้องไม่มีทางหลบเลี่ยงได้แต่ถูกผึ้งเหล่านี้ต่อยจนตาย เมื่อไม่มีแม้แต่โอกาสจะหลบหลีก สิ่งเดียวที่จะร่วงลงสู่พื้นก็มีเพียงซากศพเท่านั้น!
“เฮอะ! สามารถบรรลุถึงด่านภูติญญาได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้นับว่าพร์น่าชื่นชม แต่น่าเสียดายที่เ้ายังด้อยประสบการณ์นัก! การกระทำอันโง่เขลาเช่นนี้ช่าง---” ศิษย์สำนักเ้าอสูรลอบยินดีที่ได้เห็นฝูงผึ้งพุ่งเข้าหาไป๋หยุนเฟย แต่พริบตาต่อมาสิ่งที่มันเห็นก็ทำให้ความคิดมันหยุดลงด้วยความตะลึงงัน
ไป๋หยุนเฟยไม่ได้แสดงท่าทีแตกตื่นแม้แต่น้อยจากฝูงผึ้งพิษที่รุมล้อม มือขวามันเหยียดออกจากนั้นคลื่นพลังธาตุไฟก็ผนึกรวมกัน พร้อมกับความคิดแวบขึ้นมันร้องออกมาว่า “มีดปีกเพลิง!”
“ปัง!”
คลื่นเปลวเพลิงยืดออกจากแขนท่อนล่างคราหนึ่งพร้อมกับอุณหภูมิรอบกายกลายเป็ร้อนระอุ พริบตาต่อมาคมมีดเปลวเพลิงยาวร่วมวาก็ก่อตัวเป็รูปร่าง ไป๋หยุนเฟยวาดคมมีดเพลิงรอบเอวพลางหมุนตัว อาศัยการหมุนตัวกวาดใบมีดเพลิงรอบกายเป็วงแหวนกวาดทำลายใส่ผึ้งพิษที่บินอยู่รอบกาย!
ได้ยินเสียง‘ซี่ซี่’ดังขึ้นพร้อมกับฝูงผึ้งถูกตัดบังเกิดไฟลุกไหม้ขึ้น จากนั้นก็ราวกับอัคคีได้เชื้อไฟ เปลวเพลิงลุกลามใส่ผึ้งตัวอื่นที่เหลืออย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวผึ้งพิษพฤกษาก็ถูกเผาตายไปหกเจ็ดส่วน! ที่เหลืออยู่มีเพียงผึ้งไม่ถึงร้อยตัวที่บินวนอยู่เหนือศีรษะศิษย์สำนักเ้าอสูรราวกับหวาดหวั่นด้วยสัญชาติญาณจนไม่กล้าบินเข้าหาไป๋หยุนเฟยอีก
แต่ทว่า! การโต้กลับของไป๋หยุนเฟยยังไม่จบสิ้น!
คมมีดเพลิงเพียงใช้พลังไปบางส่วนยามหมุนควงรอบกายไป๋หยุนเฟย ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยเตรียมพร้อมที่จะลงมือต่อฝ่ายตรงข้าม คมมีดเพลิงเหนือแขนมันก็ยืดออกอีกครึ่งวา เปลวเพลิงที่โชติ่ขนาดใหญ่พอจะฟันใส่ศัตรูมันแล้ว!
บรรยายมาอย่างยืดยาว ทว่าั้แ่ศัตรูปล่อยผึ้งออกมาจู่โจมไป๋หยุนเฟยกระทั่งสีหน้าเปลี่ยนเป็แตกตื่น กลับผ่านไปยังไม่ทันครบสามลมหายใจ พริบตานั้นมีดปีกเพลิงอันไร้เทียมมานก็ฟันมาถึงเบื้องหน้ามันแล้ว!
เร็ว --- เร็วเกินไปแล้ว! ศัตรูไม่ทราบเลยจริงๆว่าไฉนการจู่โจมของไป๋หยุนเฟยที่บรรลุเพียงด่านภูติญญาจึงได้น่าหวาดหวั่นถึงเพียงนี้! จะหลบเลี่ยงก็ไม่ทันการ มิหนำซ้ำต่อให้หลบก็ไม่พ้น! ที่ทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือยกแขนทั้งสองข้างขึ้นด้วยความหวังว่าจะสามารถป้องกันคมมีดได้...
“ปัง!!”
ยามที่คมมีดเพลิงกระทบถูกพื้น รอยแตกกว้างราวหนึ่งฝ่ามือก็แยกพื้นออกเป็สองส่วน เปลวเพลิงส่งแสงเจิดจ้าจนตาพร่าเลือนจึงไม่มีผู้ใดมองเห็นได้ว่าศิษย์สำนักเ้าอสูรผู้นั้นเป็อย่างไร
ไป๋หยุนเฟยลงสู่พื้นอย่างปลอดโปร่งพร้อมกับวาดแขนขวาเรียกมีดเพลิงกลับคืนมา มีดเปลวเพลิงหมุนวนรอบแขนขวาชั่วครู่ก่อนจะถูกดูดกลับเข้าไปในปลอกแขนของไป๋หยุนเฟย
จากที่ซึ่งคนจากสำนักเ้าอสูรยืนอยู่ กลับไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่ผู้เดียว ที่หลงเหลือมีเพียงกองเถ้าถ่าน...
สังหารชั่วพริบตา!!
ภูติญญาระดับกลางยังไม่ทันได้แสดงพลังของตนว่าร้ายกาจเพียงใดก็ถูกไป๋หยุนเฟยทำลายกลายเป็เถ้าถ่านไป!
นี่เป็พลังอันน่ากลัวของวัตถุิญญาระดับ +12 !!
นี่เป็ครั้งที่สองที่ไป๋หยุนเฟยเปิดเผยไม้ตายนี้ คราแรกใช้เพื่อต่อสู้กับผู้บรรลุด่านเอกะิญญาสวมหน้ากากทองที่ไล่ล่ามันในเมืองเหยียนหลิน! พลังฝีมือคนผู้นั้นกับศิษย์สำนักเ้าอสูรนี้แตกต่างกันเกินไป ทว่าแม้แต่ชนชั้นเอกะิญญายังไม่อาจรับมือโดยไร้รอยขีดข่วน! แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่พลังฝีมือใกล้เคียงกับไป๋หยุนเฟย เมื่อใช้มีดปีกเพลิงออกย่อมสังการอีกฝ่ายได้ในพริบตา!
นี่เป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและคาดคิดไม่ถึงมาก่อน แม้แต่กับตัวไป๋หยุนเฟยเองคิดไม่ถึง ทั้งบริเวณกลายเป็ชะงักงัน คล้ายกับเวลาก็หยุดลงด้วยเช่นกัน...
จ้าวฉวนอยู่ห่างออกไปเพียงสิบวา เดิมทีคิดจะลอบจู่โจมใส่ไป๋หยุนเฟยขณะที่มันต่อสู้กับคนจากสำนักเ้าอสูร แม้แต่มันก็ยังต้องชะงักไม่กล้าเคลื่อนไหวเพียงเหม่อมองดูกองเถ้าถ่านที่ค่อยๆถูกพัดพาไปตามสายลม...
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือศิษย์สำนักเ้าอสูรสองคนที่ยังแตกตื่นตะลึงลานจนไม่รู้สึกตัวว่าท่าจู่โจมอันน่าแตกตื่นของจิ้งิเฟิงชะงักค้างไป มันทั้งคู่มองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาหวาดหวั่นสมองขาวโพลนคิดอันใดไม่ออก ทั้งสองคนไม่คิดว่าหัวหน้าที่บรรลุด่านภูติญญาจะถูกไป๋หยุนเฟยฆ่าโดยไม่ทันได้ร้องออกมาด้วยซ้ำ
แม้แต่จิ้งิเฟิงที่มีโอกาสได้เป็พยานรู้เห็นก็ตาเป็ประกาย มันจับจ้องดูเปลวเพลิงอันน่าพิศวงที่อยู่รอบแขนขวาของไป๋หยุนเฟย
“ฟุ่บ” ยามที่เพลิงกลุ่มสุดท้ายถูกดูดกลับเข้าสู่ปลอกแขนมีดเพลิงด้วยเสียงแ่เบา ไป๋หยุนเฟยก็สะบัดแขนขวาทดสอบดูว่าได้รับพลังธาตุไฟกลับคืนมาเท่าใด นับว่าสร้างความประหลาดใจต่อมันยิ่งนักที่สูญเสียพลังธาตุไฟไปเพียงน้อยนิดเท่านั้น หลังจากใช้ท่าไม้ตายออกไปกลับไม่รู้สึกว่าเหนื่อยล้าจากการสูญสิ้นพลังแม้แต่น้อย
ไป๋หยุนเฟยหันไปมองจ้าวฉวนด้วยสายตาดุดัน เมื่อไป๋หยุนเฟยหันไปเวลาก็คล้ายจะเริ่มเดินอีกครั้ง จ้าวฉวนเบิ่งตากว้างเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยมองมาที่ตน มันรีบทะยานร่างถอยหลังโดยไม่ลังเล มันรู้สึกเพียงว่าหากชักช้าเกินไปจะต้องพบจุดจบเช่นเดียวกับศิษย์สำนักเ้าอสูรนั้น หลงเหลือเพียงกองเถ้าถ่าน
ขณะเดียวกับที่จ้าวฉวนล่าถอยไป ไป๋หยุนเฟยก็เคลื่อนไหว มันสะบัดมือขวาเรียกทวนเปลวอัคคีออกมาจู่โจมใส่จ้าวฉวนในบัดดล “ฆ่าพวกมันให้หมด!” ไป๋หยุนเฟยร้องออกมา
จากนั้นจิ้งิเฟิงก็เคลื่อนไหวเช่นกัน มันเหินร่างเข้าหาศิษย์สำนักเ้าอสูรที่บังคับอสูริญญาพยัคฆ์ทั้งสองคน ฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายถูกดึงดูดความสนใจลงมือจู่โจมใส่ ศิษย์สำนักเ้าอสูรทั้งสองคนนี้หากไม่นับอสูริญญาก็ถือว่าอ่อนด้อยกว่าผู้ฝึกปรือิญญาอื่นที่มีพลังเท่ากัน อาศัยจิ้งิเฟิงที่มีพลังเหนือกว่าหนึ่ง่ชั้นพวกมันไม่มีโอกาสรอดชีวิตแม้แต่น้อย
จิ้งิเฟิงคล้ายสายลมกระโชกพัดจู่โจมใส่ศัตรูทั้งสอง โลหิตพุ่งกระฉูดจากลำคอของหนึ่งในสองก่อนที่มันจะกับล้มลงกับพื้น พร้อมกับที่ดวงตาหม่นประกายลงมีละน้อยพลังชีวิตมันก็สูญสิ้นไป
วีรชนิญญาคนสุดท้ายเรียกอสูริญญากลับมาได้ทัน มันใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายเพื่อหลบหนีไปขณะที่อสูริญญาของมันกระโจนเข้าหาจิ้งิเฟิงราวกับคลุ้มคลั่ง
“ฉึก!”
เสียงลมกระโชกดังขึ้นตามมาด้วยอีกเสียงหนึ่ง ศิษย์สำนักเ้าอสูรคนสุดท้ายก็ร่างแข็งทื่อ ปากมันอ้าค้างด้วยความตระหนก แล้วจึงล้มลงกับพื้นด้วยสายตาว่างเปล่าเลอะเลือน ที่ท้ายทอยมีมีดสั้นเล่มหนึ่งปักค้างอยู่จนมิดด้าม!
ไป๋หยุนเฟยรั้งมือซ้ายกลับพร้อมกับพยักหน้าให้แก่จิ้งิเฟิงคราหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มไล่ตามจ้าวฉวนไป
จิ้งิเฟิงก็ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าไปในป่าก่อนจะหายลับไป...
จ้าวฉวนยามนี้ถูกครอบงำด้วยความตื่นตระหนกโดยสิ้นเชิงหลังจากได้เห็นศิษย์สำนักเ้าอสูรคนสุดท้ายถูกสังหารด้วยฝีมือชายหนุ่มทั้งสอง แก้วตามันหดลงจนแทบจะเท่าปลายเข็ม แสงสีม่วงสว่างวาบได้ฝ่าเท้าช่วยให้มันหลบหนีได้รวดเร็วขึ้นไปอีก ยามนี้มันเพียงคิดจะหลบหนีเข้าไปในป่า
มันเชื่อมั่นว่าการลักพาตัวในครั้งนี้จะสำเร็จโดยง่าย! แต่กระนั้น ชายหนุ่มทั้งคู่กลับพลิกแผนการในครั้งนี้จนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่คนจากสำนักเ้าอสูรจะถูกสังหารจนหมดสิ้น แม้แต่ตัวมันเองก็พาชีวิตเข้ามาเสี่ยง!
ไม่ว่าความมั่นใจหรือท่างท่าใหญ่โตก่อนหน้านี้ของมันก็ไม่หลงเหลืออีกแล้ว ในยามนี้ที่เหลืออยู่ในความคิดมันมีเพียงสิ่งเดียว หนี!
“มารดามันเถอะ มันเป็ท่าจู่โจมประเภทใดในโลกกัน!? หรือจะเป็เคล็ดิญญา? ภูติญญาเช่นใดกันจึงเคล็ดิญญาที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้!! อีกทั้งทวนเล่มนั้นของมันก็ต้องไม่ใช่วัตถุิญญาธรรมดาแน่! บัดซบ! ั้แ่เมื่อใดที่บุตรชายบ้านตระกูลเย่คบหาสหายที่ฝีมือสูงส่งเช่นนี้! หากพวกมันทั้งคู่สอดมือยุ่งเกี่ยวในการต่อสู้ของสองตระกูลต้องเกิดหายนะแน่! ข้าต้องรีบเตือนนายท่านและรวมกำลังกับสำนักเ้าอสูรเพื่อกำจัดมันสองคนในคราเดียว!”
ระหว่างที่หลบหนี ความคิดของจ้าวฉวนก็แจ่มใสขึ้น เห็นไป๋หยุนเฟยไล่ตามมาด้านหลังไม่ลดละ มันก็กัดฟันรีดเร้นพลังิญญายิงลำแสงสีม่วงเข้าใส่ไป๋หยุนเฟย จ้าวฉวนไม่รอดูว่าการจู่โจมของตนจะสำเร็จหรือไม่ รีบพลิกตัวะโเข้าป่าไป
ะโไปได้ครึ่งทาง ไป๋หยุนเฟยที่หลบเลี่ยงคมมีดพ้นก็ร้องขึ้นเสียงดัง “ลงมือ!”
จ้าวฉวนแตกตื่นยิ่ง มันนึกออกในทันทีว่ายังมีศัตรูอยู่อีกคนที่ก่อนหน้านี้วิ่งหายเข้าไปในป่า ดูท่าอีกฝ่ายคิดจะซ่อนตัวรอที่จะลอบจู่โจม จ้าวฉวนรีบมองรอบกายเตรียมพร้อมรับมือการลอบทำร้าย
ยามเหลียวมอง ก็ไม่พบเห็นผู้ใดทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะมีสิ่งใดผิดปกติ
“บัดซบ! หลงกลมันแล้ว!” พริบตาต่อมา จ้าวฉวนก็ตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันตกหลุมพรางอันตื้นเขินเพราะความตื่นตระหนกของตนเอง!
