ฉาวจิ่วในอดีตรูปงามยิ่ง
แม้ทุกวันนี้จะหน้าตาราวกับปีศาจ เขาก็ยังไม่สนใจคนหน้าตาดีอยู่ดี
ด้วยเพราะคนเ่าั้ล้วนไม่อาจสู้เขาได้
ทว่าเ้าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าประตูช่างรูปงามจริงๆ งดงามยิ่งกว่าเขาในตอนนั้นด้วยซ้ำ
รอยยิ้มอบอุ่นยิ่งทำให้เ้าเด็กนี่หน้าตางดงามราวกับถูกปีศาจเลี้ยงมา
ทั้งมีมารยาท ทั้งอบอุ่น
ทำให้คนที่พบเห็นรู้สึกสนิทสนมได้ไม่ยาก
“นี่ใช่เรือนลำดับอู้หลังที่ห้าหรือไม่” อีกฝั่งถามด้วยน้ำเสียงเสนาะหู
น้ำเสียงไพเราะราวกับเด็กคนหนึ่ง
อีกฝั่งน่าจะยังเยาว์นัก เสียงจึงยังไม่เปลี่ยน
ฉาวจิ่วอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
จากนั้นก็เห็นอีกฝ่ายยกห่อสัมภาระไปวางบนเตียง แล้วเดินวนรอบหนึ่งด้วยความสงสัย
หอพักแห่งนี้เรียบง่ายนัก โดยเฉพาะหอพักของบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมที่เพิ่งจะเปิดหอใหม่หลายหอขึ้นมาไม่นานนี้ เดิมทีบัณฑิตดีเด่นจะได้พักในเรือนสำหรับสองคน ส่วนบัณฑิตที่มีสถานะพิเศษจะได้พักในเรือนสำหรับคนเดียว ส่วนบัณฑิตชั้นเรียนเตรียมความพร้อมสามารถพักได้เพียงเรือนสำหรับสี่คนเท่านั้น อีกทั้งเรือนของพวกเขายังไม่ใหญ่นัก
ด้านในนอกจากเตียง ก็มีโต๊ะหนังสือ และกล่องใต้เตียงที่สามารถใส่ของได้
“ท่านมาเร็วจริงๆ เตียงก็ปูแล้ว กระทั่งเครื่องแบบของสำนักเชินก็ยังเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว”
เฉินโย่วมองซ้ายมองขวา ที่นี่ช่างซอมซ่อเสียจนไม่มีอะไรให้ดู จึงได้หันมาทางบัณฑิตที่กำลังปูเตียงอยู่ แล้วกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย
“เดิมทีข้าก็เป็บัณฑิตของที่นี่อยู่แล้ว เพียงแค่ถูกย้ายไปชั้นเรียนเตรียมความพร้อมอย่างกะทันหันเท่านั้น” ฉาวจิ่วอธิบาย
“ที่แท้ก็เป็ศิษย์พี่ ข้ามีนามว่าลู่เฉินโย่ว ศิษย์พี่จะเรียกข้าว่าเสี่ยวโย่วหรืออาโย่วก็ได้”
ฉาวจิ่วที่กำลังตั้งใจทำงานของตน นอกจากคราแรกที่หันไปมองเด็กหนุ่มก็ไม่ได้หันไปมองอีก
ทว่าเมื่อได้ยินนามที่เด็กคนนั้นเพิ่งจะบอกเขามา ร่างกายของเขาก็ชะงักงันทันที
เฉินโย่วหรือ…
ราวกับเขาพลันนึกถึงความทรงจำที่ผ่านมานานแสนนานได้
ความทรงจำที่ถูกปิดตายเอาไว้
เขาลงมือจัดข้าวของต่อ
เพียงแต่มือที่ถือผ้านวมเอาไว้ยังคงสั่นเครือ
เขามีความรู้สึกหนึ่งที่ไม่อาจไปััหรือกล่าวถึงมันได้ ราวกับว่าในหัวใจมีูเาไฟลูกหนึ่งซ่อนอยู่ ูเาไฟลูกที่ปะทุเปลวไฟและของเหลวร้อนออกมาไม่หยุด
เฉินโย่วเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายค่อนข้างจะนิ่งเงียบ ดูเหมือนไม่อยากกล่าวอะไร ทั้งยังไม่ได้แย่งนางพูด
เหล่าพี่ชายเอาแต่บ่นนางทุกวี่ทุกวัน นางฟังไปก็รู้สึกทรมานเหลือทน ดังนั้นจึงได้รีบขอไปหาหอพักของตนเอง
ไม่ง่ายนักกว่านางจะเด็ดเดี่ยวขึ้นมาได้ เช่นนั้นในใจจึงรู้สึกตื่นเต้นเหลือเกิน
นางเลือกเตียงหลังที่ติดหน้าต่าง เตียงนี้สะอาดแถมยังมีแดดส่อง
เตียงทั้งสี่ตัวเรียงติดกัน ระหว่างเตียงมีที่ว่างพอให้คนเดินได้หนึ่งคน
แม้เฉินโย่วจะถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ ทว่าเื่พื้นฐานทั่วไปนางล้วนทำเป็
ระหว่างที่นางกำลังจะลงมือปูเตียง ก็มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเดินเข้ามา
“ฉาวจิ่ว เ้าก็อยู่หอนี้หรือ ช่างซวยจริงๆ” เสียงแหลมดังขึ้นมา
เมื่อเฉินโย่วเงยหน้าก็เห็นเด็กหนุ่มในอาภรณ์หรูหรากำลังเดินเข้ามา
ช่างะเืฟ้าะเืดินเสียจริง
เฉินโย่วชอบสิ่งของที่มีประกายั้แ่ยังเล็ก บุรุษตรงหน้าทั้งร่างไม่ว่าจะเป็อาภรณ์ล้วนลายพร้อยไปด้วยดอกไม้ บนศีรษะยังสวมเครื่องประดับอีกมากมาย
บนข้อมือยังสวมกำไลอีกหลายอัน
ราวกับว่ากำลังเขียนคำว่า ‘ข้ารวย’ ไว้บนร่าง
เฉินโย่วได้แต่ยืนมองด้วยความทึ่ง ในใจคิดว่าคนเราก็แต่งกายเช่นนี้ได้หรือ
ฉาวจิ่วเงยหน้าขึ้น เมื่อมองเห็นคนที่กำลังเดินมาก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เขารู้จักเด็กหนุ่มตรงหน้านี้ เ้าเด็กหลูเชิงเซียงคือน้องชายอดีตเพื่อนร่วมห้องของเขาอย่างหลูเชิงห้าว
เขาเคยช่วยหลูเชิงห้าวส่งจดหมายอยู่หลายครั้ง จึงได้รู้จักคนคนนี้
ความจริงแล้วหลูเชิงห้าวไม่ได้มีความจำเป็ใดที่ต้องให้เขาช่วยส่งจดหมาย ทว่าเพียงอยากจะทำให้เขาอับอายเท่านั้น ฉาวจิ่วไม่ได้สนใจอะไร ให้เงินมาเขาก็ทำงานก็เท่านั้น ไม่ว่าจะทำงานให้ใครก็เหมือนกัน ถึงอย่างไรสถานะของเขาในตอนนี้ก็เป็เพียงบุตรของบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ต่อให้เป็บ่าวที่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ในสายตาคนเหล่านี้เขาก็ยังเป็เพียงบ่าวรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น
หลูเชิงเซียงะโว่าซวยขึ้นมาคราหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังเดินเข้ามาในเรือนอยู่ดี ด้วยเพราะกฎของสำนักเชินเข้มงวดมาก จึงไม่อาจย้ายหอพักอย่างง่ายดาย
เมื่อเขาเดินเข้ามาก็พบว่าในหอพักยังมีคนอื่นอยู่อีกคน
เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังก้มลงจัดเตียง
หลูเชิงเซียงมองเห็นแผ่นหลังอยู่ไวๆ ยามที่เดินเข้ามาเ้าเด็กนั่นก็กำลังหันหน้ามามองเขาพอดี
หลูเชิงเซียงเพียงแรกเห็นก็พลันชะงักค้างทันที
“ให้ตายเถิด ยังมีคนหน้าตาดีกว่าพี่ชายข้าอีกหรือ”
พี่ชายของเขา หลูเชิงห้าวคือดาวเด่นของสำนักเชิน รายชื่ออยู่ในยี่สิบอันดับแรก รูปลักษณ์นับว่าเป็อันดับหนึ่ง ทุกครายามที่เขาติดตามพี่ชายออกจากเรือน พี่ชายก็จะได้ดอกไม้เป็เข่งๆ เสียแทบทุกครา ทำให้เขานึกอิจฉาตาร้อนอยู่บ่อยๆ
น่าเสียดายนักที่ความรู้ของเขาไม่มากพอ จึงสอบเข้าสำนักเชินไม่ได้ ทว่าครานี้ในที่สุดก็มีโอกาส สำนักเชินเปิดชั้นเรียนเตรียมความพร้อมขึ้นมา ครอบครัวของเขาเพื่อจะให้เขาได้เข้าเรียนที่นี่ก็ลงเงินกันไปไม่น้อย
ต่อไปเขาก็จะสามารถใช้สถานะของบัณฑิตแคว้นเชินออกไปด้านนอกได้แล้ว เช่นนี้เขารู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ได้แย่กว่าพี่ชายเท่าใด ต่อไปยามไปหอเฟิงเยว่เขาก็จะต้องได้หน้าได้ตายิ่งกว่าเดิมเป็แน่ เหล่าแม่นางที่นั่นชอบนักเรียนจากสำนักเชินเป็ที่สุด ยามเห็นบัณฑิตแคว้นเชินกันทีไรก็เอาแต่ทำดวงตาเป็ประกาย
เฉินโย่วรู้สึกว่าคำพูดคำจาของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างหยาบคาย ทว่านางก็ไม่ได้ตื่นใอะไร ยามที่ยังอยู่บนูเากระดูก คำหยาบกว่านี้นับร้อยนับพันเท่านางก็เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ ที่แท้คนในเมืองหลวงก็กล่าววาจาหยาบคายเช่นนี้ นางยังคิดว่าคนเมืองหลวงนั้นจะต้องสุภาพเรียบร้อย เจรจากันด้วยมารยาทเสียอีก
“เ้าคือใคร เ้าเอาเตียงของเ้ามาให้ข้า ข้าอยากได้เตียงติดหน้าต่าง”
หลูเชิงเซียงเห็นว่าอีกฝ่ายกิริยาดูแตกต่างจากคนอื่นๆ ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกน่าจดจำอะไร เด็กหนุ่มตรงหน้าย่อมจะต้องเป็คนต่างถิ่นอย่างแน่นอน
ท่านปู่ของเขา หลูจื่อจ้าวเป็ขุนนางการคลัง ดูแลเงินทองของทั้งแผ่นดิน เป็ขุนนางคนสำคัญในราชสำนัก ตระกูลของเขาเป็ขุนนางกันมาสามรุ่นแล้ว เช่นนี้เขาจึงไม่จำเป็ต้องสนใจคนอื่น
เพียงแค่เอ่ยปากก็หาเื่บงการคนอื่นทันที
เฉินโย่วพลันขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “เหตุใดต้องยกให้”
หลูเชิงเซียงกล่าวขึ้นอย่างลำพอง “เพราะพี่ชายของข้าคือหลูเชิงห้าว”
เฉินโย่วยังคงขมวดคิ้ว “เ้ามีพี่ชายกี่คนกัน”
“คนเดียวน่ะสิ” หลูเชิงเซียงนึกประหลาดใจขึ้นมา
“ข้ามีพี่ชายสามคน” เฉินโย่วกล่าวไปก็ยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วโบกไปมา
“มีพี่ชายหลายคนแล้วอย่างไร พี่ชายข้าเป็ถึงบัณฑิตอันดับหนึ่งในชั้นเรียนของสำนัก เข้าใจหรือไม่” หลูเชิงเซียงแม้จะไม่ค่อยชอบพี่ชายของตน แต่ก็ไม่อาจหยุดตัวเองให้โอ้อวดเกี่ยวกับพี่ชายได้
“ข้ามีพี่ชายสามคน ยิ่งกว่านั้นพี่ชายของข้าต่อไปก็จะเป็อันดับหนึ่งในชั้นเรียนเตรียมความพร้อม เข้าใจหรือไม่” เฉินโย่วกล่าวแล้วก็กลอกตา
เมื่อก่อนหลัวอู๋เลี่ยงก็ชอบทำท่าทางเช่นนี้นัก
เด็กหญิงเมื่ออยู่กับน้าหลัวของนางนานเข้า ก็เลียนแบบทุกท่าทางของนางมา
ยามกลอกตาก็เห็นเพียงตาขาวเช่นนี้ ทำให้นางยิ่งดูงดงามนัก
หากเป็ท่าทางของเด็กสาวก็คงจะดูออดอ้อนน่ารัก
ทว่าบัดนี้เฉินโย่วอยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ท่าทางจึงดูเหมือนกับว่ากำลังดูถูกอีกฝ่ายอยู่
หลูเชิงเซียงเมื่อถูกมองเช่นนี้ใจก็พลันเต้นรัว ใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็ย่ำแย่
อีกทั้งเมื่อมองอีกฝ่ายก็เห็นเพียงลำคอระหง ขาเรียวยาว เรือนร่างบอบบาง ใบหน้าก็ขาวเนียน
หลูเชิงเซียงถูกครอบครัวถือหางจนกลายเป็จอมอันธพาล มาอยู่สำนักเชินครั้งแรกก็ไม่ได้พาบ่าวรับใช้มาด้วย สู้กับพี่ชายก็สู้ไม่ชนะ โวยวายไปก็แพ้ จากความกลัดกลุ้มก็กลายเป็โทสะ
จึงได้ยื่นมือไปกระชากห่อสัมภาระของเฉินโย่ว ด้วยหวังจะเตะมันไปด้านนอก
เด็กหนุ่มยกห่อสัมภาระขึ้นมาด้วยความอัดอั้น จากนั้นก็เห็นว่าบนห่อผ้ายังมีเชือกลายๆ อยู่เส้นหนึ่ง ดูไปแล้วก็ยังรู้สึกว่ามันสวยดี
สุดท้ายจึงได้หยิบเชือกเส้นนั้นขึ้นมา ทว่าเ้าเชือกเส้นนี้กลับกระดุกกระดิกไปมา จึงได้พบว่านี่มันเชือกมีลายที่ไหนกัน มันคืองูตัวลายตัวหนึ่งต่างหาก
เ้างูตัวนั้นค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากห่อผ้า
หลูเชิงเซียงเห็นเช่นนั้นก็ร้องลั่น “อ๊าก!”
เ้างูน้อยสะบัดหางไปมา
ตอนแรกที่ทั้งสองคนสนทนากันก็ดูเหมือนเด็กสองคนกำลังต่อปากต่อคำกัน ฉาวจิ่วจึงไม่ได้สนใจ ทว่ากลับไม่ได้คาดคิดว่าครู่ต่อมาเ้าเด็กหลูเชิงเซียงจะร้องลั่นออกมาราวกับหมูถูกเชือดตัวหนึ่งเช่นนี้
เมื่อมองอีกทีก็เห็นเ้าเด็กนั่นะโโหยงเหยงมาทางตน พร้อมกับร้องลั่น “มีงู มีงูตัวยาวอยู่ในห้อง”
เฉินโย่วจับงูกลับมาแล้ววางลงบนเตียงของตน จากนั้นจึงกลอกตาใส่เด็กหนุ่มอีกคราหนึ่ง “กลัวอะไรกัน ที่บ้านข้ายังมีแม่นางงูขาวอีกตัว ตัวนางใหญ่กว่าเ้าตัวนี้อีกสิบเท่าเชียว คราวหน้าข้าจะพาเ้าไปดู”
หลูเชิงเซียงแค่เห็นเ้างูตัวนี้ก็แทบจะร่ำไห้อยู่รอมร่อ เขาเป็คุณชายเมืองหลวงคนหนึ่งจะเคยััเื่อย่างนี้ได้อย่างไร เมื่อได้ยินว่ามีงูตัวใหญ่กว่านี้อีกสิบเท่าก็ร้องไห้จ้า วิ่งออกไปนอกเรือนพร้อมน้ำตานองหน้าทันที
เฉินโย่ว “…”
