กงจื้อิหัวเราะจนแผงอกสั่นะเื ทำให้ติงเหว่ยเอื้อมมือไปหยิกที่เอวของเขา แต่กลับถูกเขาจับมือทั้งสองไว้แน่น แล้วในชั่วพริบตาถัดมาปากและจมูกของนางก็ถูกเขาปิดไว้แน่นเช่นกัน
ระหว่างการต่อสู้ด้วยริมฝีปาก ความเข้าใจผิดและความขุ่นข้องหมองใจต่างๆ ก็ค่อยๆ สลายไป เหลือเพียงความรักและความหวานที่หลั่งไหลอยู่ในใจของทั้งคู่
ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร กงจื้อิก็ยอม “พักรบ” โดยสมัครใจ เขาล้มเลิกการบุกดินแดนต่อไป ติงเหว่ยที่ “เหมือนเพิ่งรอดชีวิต” นั่งหอบหายใจอยู่ในอ้อมแขนของเขา แม้อยากจะโวยวายสักสองสามประโยค แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงจนไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำได้
กงจื้อิจัดผมที่ยุ่งเหยิงของนางด้วยความรัก นึกถึงท่าทีเ็ายามที่นางจับคนโยนลงไปในบ่อน้ำ เขาก็พูดขึ้นว่า “เื่เมื่อวาน ถ้าเ้าไม่มีข้อสงสัยอะไรแล้ว เราก็มาพูดถึงเื่เมื่อครู่นี้กันเถอะ”
“เอ๋?” ติงเหว่ยรู้สึกผิดเล็กน้อย แม้ว่ากองทัพหญิงจะเป็ฝ่ายที่นางนำเข้ามาในค่ายทหารและสั่งการในเวลาปกติ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว นางก็ไม่มีอำนาจทางทหารและไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน การลงโทษทหารโดยพลการทำให้นางเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจ แต่นางก็ไม่เสียใจ ไม่ว่าจะบอกว่านางเข้าข้างพวกเดียวกันหรือนางมีวิสัยทัศน์กว้างไกลก็ตาม อย่างไรนางก็ต้องปกป้องสตรีและเด็กในกองทัพไม่ให้ถูกรังแก
“อืม วันนี้ข้าทำตัวบุ่มบ่ามเกินไป ครั้งหน้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
ติงเหว่ยที่ยอมอ่อนข้ออย่างหาได้ยากโอบคอกงจื้อิและขอโทษด้วยใบหน้าแดงก่ำ
กงจื้อิอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่กลับรู้สึกหลงรักในท่าทางเช่นนี้ของนาง เขาจึงกอดนางไว้ในอ้อมแขนและพูดเสียงเ็าอีกครั้ง “ว่ามาสิ เ้าทำผิดตรงไหนบ้าง!”
ติงเหว่ยทำปากยื่นอย่างรู้สึกน้อยใจ แต่เมื่อคิดว่าตนเองก็ผิดจริงๆ จึงพูดว่า “ข้าไม่ควรลงโทษโดยพลการ ข้าไม่ควรโยนเขาลงบ่อน้ำต่อหน้าคนมากมาย ข้าไม่ควร…”
พูดไปได้ครึ่งหนึ่ง นางก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้องจึงเงยหน้าขึ้นทันที และก็เห็นดวงตาของกงจื้อิเต็มไปด้วยความขบขัน นางจึงโกรธและยกกำปั้นทุบไปที่แผ่นหลังของเขาอย่างแรง
“อ๊า ท่านรังแกข้า! ข้าจะไปหาท่านอาจารย์ ให้เขาแทงเข็มท่านให้กลายเป็เม่นเลย!”
ทั้งสองคนอยู่ใกล้ชิดกันเป็อย่างมาก แม้ว่ากงจื้อิจะเป็คนที่มีจิตใจมั่นคงแค่ไหน ก็ทนต่อการยั่วยวนของหญิงสาวที่เขารักไม่ได้
“อย่าขยับ!” เขากอดนางไว้แน่นในอ้อมแขนและเตือนด้วยเสียงแหบพร่า
ติงเหว่ยกำลังพูดอย่างเพลิดเพลิน ไม่ได้คาดคิดว่าที่พึ่งของนางจะยังมาไม่ถึง แต่ “อาวุธ” ของกงจื้อิกลับอยู่ใต้ร่างของนางแล้ว
ทันใดนั้นเองนางรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงก่ำ แผ่นหลังตรงแข็งทื่อไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าในชาติก่อนนางจะใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เปิดกว้างมานานกว่ายี่สิบปี แต่ก็ไม่เคยแม้แต่จะจับมือกับผู้ชายเลยสักครั้ง แล้วผลที่ได้ในชาตินี้คือเพิ่งจะข้ามมิติมาก็เสียความบริสุทธิ์ไปในขณะหลับเสียแล้ว หากคิดให้ละเอียด นางแทบไม่มีประสบการณ์ใดๆ เลย เมื่อมาเจอสถานการณ์แบบนี้ จึงไม่รู้จะทำอะไรนอกจากทำตัวเป็ลูกนกกระทาที่ใกลัว อีกทั้งลูกนกกระทานี้ยังถูกปรุงจนสุกอีกด้วย!
กงจื้อิเห็นว่านางถึงกับไม่กล้าหายใจแรงก็อดขำไม่ได้และรู้สึกสงสาร เขาก้มลงจูบที่คิ้วและดวงตาของนางหลายครั้ง จากนั้นอุ้มนางไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะกลับไปที่เรือนหน้าก่อน อาหารเช้านี้ควรจะมีของข้าสักส่วนด้วยใช่ไหม?”
ติงเหว่ยหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม นางก้มหน้าลงและพยักหน้าไม่หยุด
กงจื้อิพยายามกลั้นหัวเราะ เขาหันหลังเปิดประตูออกไป ทิ้งให้ติงเหว่ยยกมือขึ้นปิดแก้มที่ร้อนผ่าวของตนเองอยู่สักพักก่อนนางจะแอบชำเลืองมองผ่านร่องนิ้ว
เมื่อเห็นว่าภายในห้องเหลือเพียงนางคนเดียว นางก็ะโไปที่โต๊ะเทเหลียงฉา หลังจากดื่มเหลียงฉาเข้าไปทำให้นางรู้สึกสดชื่นขึ้นในทันที ความร้อนบนใบหน้าก็ค่อยๆ ลดลง
“อายอะไรกันนะ เมื่อก่อนก็เคยแอบดูหนัง 'ปีศาจสู้กัน[1]' มาแล้ว ทำไมต้องมาอายตอนนี้ด้วย?”
ติ่งเหว่ยพึมพำให้กำลังใจตนเอง สุดท้ายก็สามารถสงบสติอารมณ์และลุกขึ้นเตรียมตัวทำอาหารเช้าได้สำเร็จ แต่น่าเสียดาย พอเปิดประตูออกมาก็เจอฉู่ชีซีวิ่งเข้ามาในลานเหมือนพายุ “พี่ติง ได้ยินว่าพี่โกรธมากเลยเมื่อครู่นี้ แล้วยังโยนสัตว์เดรัจฉานที่กล้ารังแกทหารหญิงลงบ่อน้ำด้วยใช่ไหม?”
ติงเหว่ยถูกฉู่ชีซีจับแขนเสื้อไว้แน่น เมื่อคิดถึงการลงโทษของกงจื้อิเมื่อครู่ก็อดหน้าแดงไม่ได้ นางตอบกลับอย่างคลุมเครือ “เปล่าหรอก ข้าแค่โมโหชั่วขณะก็เลยทำตัวบุ่มบ่ามไป...”
ฉู่ชีซีกลับส่ายศีรษะอย่างแรง ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “พี่ติง พี่นี่เก่งจริงๆ! เสียดายที่เช้านี้ข้าตื่นสายเลยพลาดโอกาสได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่พี่ไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องทำให้น้ำในบ่อสกปรกหรอก ข้าจะฟาดมันด้วยแส้สักสิบที รับรองมันจะร้องไห้หาพ่อหาแม่จนไม่กล้ารังแกผู้หญิงอีกเลย ฮึ่ม!”
ติงเหว่ยได้ยินแล้วแอบยิ้ม รีบจับมือนางพาไปที่ห้องครัว “ตอนนั้นข้าก็โมโหจนขาดสติไป แต่จริงๆ แล้วเื่นี้ควรรายงานให้ท่านแม่ทัพจัดการ การลงโทษเองโดยพลการถือเป็การฝ่าฝืนกฎทหาร”
“ไอ๊หยา ใครจะไปสนใจเื่นั้นกันล่ะ! ถนนขรุขระก็มีคนเกลี่ย [2] ขนาดจะแก้แค้นยังต้องรอถึงสิบปีเลยหรือยังไง!” ฉู่ชีซีไม่ยอมรับความคิดเห็นนี้เท่าไรนัก จากนั้นก็นึกถึงความสำเร็จของตนเองแล้วพูดต่อด้วยความกระตือรือร้น
“มีครั้งหนึ่งในเมืองกั้นโจว มีพวกขุนนางชั้นต่ำกล้าลักพาตัวหญิงสาวจากครอบครัวชาวนา ตอนนั้นข้าบังเอิญออกไปล่าสัตว์นอกเมืองและเจอเข้า ก็เลยฟาดแส้ไม่กี่ครั้งทำให้เขาดิ้นไปทั่วพื้น เขายังไม่ยอมรับผิดและบอกว่าจะให้พ่อเขาไปฟ้องพ่อข้า ข้าก็เลยเตะเขาจนพิการไปเลย จะได้ไม่ต้องไปรังแกผู้หญิงอีก ฮึ่ม! หลังจากนั้นในเมืองกั้นโจวของพวกเราก็ไม่มีใครกล้าลักพาตัวหญิงสาวจากครอบครัวชาวนาอีกเลย!”
ในขณะที่พูดนางก็เชิดคางขึ้นสูง ทำท่าทางราวกับรอให้คนมาชมเชย
ติงเหว่ยเห็นแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นางคิดในใจว่านี่คงเป็เด็กสาวที่เติบโตมาในครอบครัวที่เลี้ยงดูมาอย่างเอาใจ นางชอบความสนุกสนานที่ได้ทำความดี แต่เกรงว่าท่านแม่ทัพาุโฉู่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการจัดการกับปัญหาที่นางก่อขึ้นแน่ๆ แต่คำพูดนี้ติงเหว่ยไม่สามารถพูดออกไปได้ จึงรีบเปลี่ยนเื่แทน
“เ้ามาที่นี่แต่เช้า แบบนี้น่าจะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยสินะ? ข้ากำลังจะทำโจ๊กเนื้อกับซาลาเปาเนื้อ เ้าก็อยู่กินด้วยกันสิ”
“ตกลง!” อาจเป็เพราะรู้สึกว่าเมื่อวานนางเอาหม้อเนื้อกลับไปทั้งหม้อ ถ้าทำตัวเกรงใจกว่านี้อาจดูห่างเหินไป ฉู่ชีซีจึงพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว พร้อมนั่งลงข้างประตูอย่างมีความสุขและรอคอยที่จะได้กินของอร่อย
ติงเหว่ยได้แต่ส่ายหัวอย่างจนใจ นางสวมผ้ากันเปื้อนแล้วเริ่มเตรียมทำโจ๊กและนวดแป้ง ตอนนี้แป้งที่หมักไว้ั้แ่เมื่อคืนนี้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด นางเติมผงแป้งลงไปนวดจนได้แป้งที่ขาวเนียนและพองสวย จากนั้นก็นำไส้ต่างๆ มาห่อเป็ซาลาเปาแล้วจัดวางลงในชั้นนึ่ง ไม่ถึงครึ่งชั่วยามทั่วทั้งห้องครัวก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวราวกับอยู่ในแดน์
ฉู่ชีซีเห็นติงเหว่ยทำซาลาเปาสิบแปดจีบเสร็จในพริบตา ก็รู้สึกอิจฉาและทึ่ง ติงเหว่ยจึงชวนนางให้มาลองทำด้วยกัน แต่น่าเสียดายที่นางเป็มือหนึ่งเื่กิน แต่ไม่รู้เื่การทำครัวเลยสักนิด หลังจากที่ทำลายแผ่นแป้งไปสองแผ่น นางก็ยอมแพ้และบ่นขึ้นว่า “ข้าไม่ทำแล้ว นี่มันยากกว่าฟาดแส้เยอะเลย”
หลังจากพูดจบนางก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคนไส้ซาลาเปาแรงๆ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ติง ข้าช่วยคลุกไส้ซาลาเปาแล้วนะ อีกเดี๋ยวขอแบ่งซาลาเปาสักครึ่งหม้อไปให้ท่านพ่อของข้าหน่อยนะ”
ไม่ยอมช่วยงาน แต่ยังมาขอแบ่งซาลาเปาครึ่งหม้ออีก ติงเหว่ยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเด็กสาวที่คุ้นเคยคนนี้ นอกจากยิ้มแล้วพูดว่า “ได้สิ ท่านแม่ทัพาุโฉู่โชคดีจริงๆ ที่มีลูกสาวกตัญญูแบบนี้”
ฉู่ชีซีหน้าแดงขึ้นมาอย่างหาได้ยากพลางเอาแส้ฟาดลงบนพื้น ก่อนจะบิดตัวเล็กน้อยด้วยความเขินอาย นางพูดด้วยเสียงเบาๆ “พี่ติง พี่สามของข้าบอกว่า... อืม บอกว่าพี่กับพี่เทียนเป่ามีใจให้กัน...”
ติงเหว่ยกำลังถือทัพพีคนโจ๊กเนื้อในหม้อใบใหญ่ พอได้ยินคำนี้มือที่ถือทัพพีก็ชะงักไป เมื่อวันก่อนนางทะเลาะกับกงจื้อิ แม้ว่าไม่ได้ตั้งใจจะหลอกฉู่ชีซีแต่ก็ไม่ได้พูดความจริงออกไป
“แม่นางฉู่ ข้า…”
“พี่ติง พี่ไม่จำเป็ต้องพูดอะไร”
ไม่คิดว่าฉู่ชีซีจะชิงพูดก่อนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “พี่เทียนเป่าเป็คนเก่งมาก พี่ชอบเขาก็เป็เื่ที่เข้าใจได้ อีกอย่างพี่ก็เป็คนดี ทั้งสวยและจิตใจดีเหมาะสมกับพี่เทียนเป่ามาก แต่ที่ข้าพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมแพ้เื่พี่เทียนเป่านะ!”
ฉู่ชีซีเชิดคอขึ้นด้วยความภาคภูมิใจพลางสะบัดแส้ไปมา “ข้ามุ่งมั่นตั้งใจจะเป็แม่ทัพหญิง ในอนาคตจะได้ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่เทียนเป่า! พี่ติงต่อให้พี่อยู่ใกล้พี่เทียนเป่ามากแค่ไหน ก็ห้ามแอบเล่นไม่ซื่อ เราต้องแข่งกันอย่างเปิดเผยและยุติธรรม”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ สงสัยว่าตอนเด็กๆ สาวน้อยคนนี้คงฟังนิทานเื่เล่าจากยุทธภพมามากเกินไป ความรักนั้นเป็เื่ที่เห็นแก่ตัวอยู่แล้ว ผู้หญิงสองคนจะมาแย่งชิงผู้ชายคนเดียวกันจะมีทางแข่งขันกันอย่างยุติธรรมได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ติงเหว่ยกับกงจื้อิผ่านความยากลำบากมาด้วยกันเกือบสองปี นางเองก็ถือว่าชนะั้แ่เริ่มแล้ว จะไปมีความยุติธรรมได้อย่างไร?
แต่อย่างไรก็ตามคำพูดนี้นางก็ไม่กล้าจะพูดออกมา เพราะกลัวว่าจะโดนแส้ฟาดทันที แถมยังอาจจะเสีย “เพื่อนเล่น” ที่น่าสนใจที่เพิ่งหาเจอมาอย่างยากลำบากนี้ไปอีกด้วย
“ตกลง เอาตามที่เ้าว่า” ติงเหว่ยตอบไปอย่างส่งๆ แล้วหันไปดูซาลาเปาที่นึ่งจนไอน้ำเริ่มจางลงไปกว่าครึ่ง นางจึงรีบลุกขึ้นหยิบซาลาเปาขาวอวบอ้วนสองลูกมาส่งให้กับ “คู่แข่ง” ของนาง “มาสิ กินตอนร้อนๆ ลองดูว่ารสชาติเป็ยังไง?”
ไม่ผิดจากที่คิดไว้เมื่อเห็นของอร่อยๆ ฉู่ชีซีก็ลืมความมุ่งมั่นนั้นไปในทันที นางกัดซาลาเปาร้อนๆ จนเป่าปาก แล้วชมอย่างมีความสุขว่า “อืม อร่อย อร่อยมาก! ท่านพ่อของข้าต้องชอบแน่ๆ!”
ติ่งเหว่ยถึงกับกลอกตาแล้วแอบถอนหายใจว่า ช่างเป็ลูกสาวที่กตัญญูจริงๆ…
ที่เรือนหน้าของที่ว่าการ กงจื้อิกำลังพูดคุยกับท่านแม่ทัพาุโฉู่เกี่ยวกับเื่ราวในอดีต และบางครั้งก็พูดถึงความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวง ขณะที่กำลังสนทนาอย่างออกรสชาติ ฉู่ชีซีก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีร่าเริง เมื่อเห็นทั้งท่านพ่อและกงจื้อิอยู่ที่นั่น ใบหน้าของนางก็ยิ่งเบิกบานมากขึ้น
“ท่านพ่อ พี่เทียนเป่า ข้าเอาซาลาเปาเนื้อกับโจ๊กเนื้อมา พวกท่านรีบกินตอนร้อนๆ นะ”
เมื่อพูดจบนางก็วางกล่องอาหารลงบนโต๊ะ ก่อนจะลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็พูดเสริมว่า “โจ๊กเนื้อกับซาลาเปาพี่ติงเป็คนทำ แต่ข้าก็ช่วยคลุกไส้ด้วย!”
แม่ทัพาุโฉู่ได้แต่ยิ้มแห้งๆ มองไปทางกงจื้อิพลางรู้สึกเสียใจที่ตามใจลูกสาวมากเกินไปจนทำให้นางไร้เดียงสา ไม่เข้าใจโลก แต่ก็อดดีใจไม่ได้ที่ลูกสาวกตัญญูเสมอ ทุกครั้งที่เจอของอร่อย นางไม่เคยลืมที่จะนำมาแบ่งปันให้เขา
กงจื้อิได้ยินว่าของกินเป็ฝีมือติงเหว่ย ใบหน้าก็แสดงรอยยิ้มออกมา พร้อมเอ่ยเชิญอย่างอ่อนโยนว่า “ขอบคุณแม่นางฉู่ที่อุตส่าห์ยกมา หากแม่ทัพาุโฉู่ไม่รังเกียจ พวกเรามากินข้าวเช้าด้วยกันเถอะ”
แม่ทัพผู้าุโฉู่เห็นใบหน้าลูกสาวที่เต็มไปด้วยความเขินอาย ก็ไม่อาจใจแข็งปฏิเสธได้
ดังนั้นทั้งหนึ่งคนแก่และหนึ่งหญิงสาวก็นั่งลงกินอาหารเช้าพร้อมกันอย่างสบายใจ ฉู่ชีซีก็คอยตักอาหารให้ แต่แน่นอนว่าเกือบทั้งหมดนั้นนางตักใส่ชามของกงจื้อิ ทำให้แม่ทัพาุโฉู่รู้สึกทั้งอิจฉาและเอ็นดูไปพร้อมๆ กัน
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ฉู่ชีซีช่วยเก็บโต๊ะแล้วนำกลับไปที่เรือนหลังของที่ว่าการ แต่ไม่ถึงหนึ่งเค่อนางก็กลับมาพร้อมด้วยความกระตือรือร้นอีกครั้ง
“พี่เทียนเป่า พี่ติงบอกว่านางจะไปฝึกซ้อมการแสดงร้องรำกับกองทัพหญิง หากพี่เทียนเป่ามีเื่อะไรก็สั่งการมาได้เลย”
-----------------------------------------
[1] ปีศาจสู้กัน 妖精打架 หมายถึง คำแสลงในโลกอินเทอร์เน็ตจีน มีที่มาจากนวนิยายจีนคลาสสิกหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนอย่าง “ความฝันในหอแดง(红楼梦)” โดยคำว่า “ปีศาจสู้กัน” เป็คำที่ใช้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่อสื่อถึงกระบวนการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิง
[2] ถนนขรุขระก็มีคนเกลี่ย 路不平有人铲 หมายถึง ใช้อุปมาว่าหากพบเจอสิ่งใดไม่ยุติธรรม จะมีคนคนหนึ่งรักษาความยุติธรรมไว้อย่างแน่นอน
