ชิงเอ๋อร์ที่จ้องมองอยู่ข้างๆก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ดวงตาของนางฉายอารมณ์ขมขื่นอยู่ลึกๆ
ไป๋เฉินหยิบหยกสีม่วงมาวางไว้หนึ่งถุงพลันปราดมองทั้งสอง "ข้าแบ่งหยกสีม่วงส่วนนี้ให้แก่เ้า หากไม่พอก็ติดต่อไปยังศาลาปีก์ได้ ข้าได้กำชับลุงเซี่ยไว้ให้แล้ว
เขารู้ดีว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็สมาชิกของตระกูลฉางที่เหลือรอด และพวกเขาก็ไม่มีงานการให้ทำ นอกเสียจากนักฆ่าจิ้งจอกขาวและนักฆ่าจิ้งจอกแดงอย่างชิงเอ๋อร์และฉางเอ๋อร์เท่านั้น
ยิ่งฉางเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นนางก็ยิ่งมีรอยยิ้มสดใสมากยิ่งขึ้น หยกสีม่วงที่ไป๋เฉินได้มอบให้สามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่จำเป็ต้องทำงานไปกว่า 20 ปีแม้นจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยก็ตาม
หลังจากทั้งสองสวมกอดและร่ำลา ไป๋เฉินหันกลับไปคว้ากระบี่โบราณสีดำมาไว้ข้างกายก่อนจะโบกมือลาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น "ลาก่อน"
ร่างของไป๋เฉินย่างกรายออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉางเอ๋อร์และชิงเอ๋อร์มองแผ่นหลังของไป๋เฉินด้วยความรู้สึกราวกับเพิ่งจะสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตไป
ฉางเอ๋อร์กัดริมฝีปากล่างจนเืไหลแม้นจะยังฝืนยิ้ม ดวงตาของนางมีน้ำอุ่นๆไหลจากหางตา
ชิงเอ๋อร์เข้าไปปลอบโยนด้วยการตบหลังฉางเอ๋อร์เบาๆ "เขาจะไม่เป็ไร แม้แต่สามมหาอำนาจก็ยังมิอาจทำอะไรเขาได้ ข้าเชื่อว่าเขาจะกลับมาในสักวัน"
ฉางเอ๋อร์ผงกศีรษะอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะปาดน้ำตาบนใบหน้างดงาม "ข้าหวังว่าเขาจะไม่เป็ไร"
ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อยแม้นใบหน้าของนางจะมีความรู้สึกโศกเศร้าเล็กน้อยก็ตาม
.
.
.
~ เบื้องหน้าโรงเตี๊ยมหลังใหญ่ ~
ไป๋เฉินที่สวมรูปลักษณ์ชายหนุ่มที่มีใบหน้าธรรมดาแหงนหน้ามองกลับไปยังบานหน้าต่าง เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปยังทิศเหนือของเมืองเทียนเฟิงหมายจะออกเดินทางข้ามผ่านไปยังเมืองเทียนเหล่ยที่อยู่ถัดไปจากเมืองเทียนเฟิงอีกที
เขาหยิบแผนที่ที่ได้รับจากจูเก่อชิงหยุนขึ้นมาดูอีกครา เส้นทางที่บรรยายไว้นั้นคือแผนที่ของแผ่นดินใหญ่ซึ่งไม่มีการระบุตำแหน่งที่ตั้งของเมืองทั้งสี่ไว้ภายใน และเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางในขั้นตอนแรกอย่างไร
แต่หลังจากได้รับคำแนะนำเส้นทางจากไป๋ซวนมาเล็กน้อย คือเขาจำต้องข้ามผ่านเมืองเทียนเหล่ยออกไปทิศเหนือซึ่งเป็ที่ตั้งของแผ่นดินใหญ่หรือเรียกด้วยอีกชื่อหนึ่งว่าอาณาจักรเทียนหยวน
นั่นหมายความว่าเขาต้องผ่านเมืองเทียนเฟิงและเมืองเทียนเหล่ยก่อนจะเข้าสู่เขตอาณาจักรเทียนหยวนอย่างที่ไป๋ซวนได้บอกมา
ไป๋เฉินเก็บแผนที่ไว้ก่อนจะนำอาภรณ์สีขาวที่เพิ่งซื้อมาคลุมไว้และปรับเปลี่ยนรัศมีบุคลิกนิสัยที่แสดงออกมาได้อย่างเป็คนละคน
สิ่งสำคัญที่สุดในการปลอมแปลงรูปลักษณ์คือการปรับเปลี่ยนกลิ่นอายรัศมีให้แตกต่างจากบุคลิกที่แท้จริงให้ได้อย่างขัดแย้งอย่างสุดขั้ว
ในระหว่างที่กำลังเดินผ่านไปยังประตูทิศเหนือเมืองเทียนเฟิงตนก็ต้องพบเข้ากับรถม้าก่อนจะตัดสินใจจ้างวานโดยการให้คนขับรถม้าไปส่งเขาที่ทางเข้าของเมืองเทียนเหล่ย
หลังจากได้รับข้อมูลจากคนขับรถม้าได้กล่าวไว้ว่าการจะเดินทางเข้าสู่เมืองเทียนเหล่ยอาจจะใช้ระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งวัน และหลังจากนั้นเขาก็ต้องเดินทางต่อไปด้วยตนเองเพราะในแต่ละเมืองก็มีรถม้าที่จำกัดอาณาเขตการเดินทางของเมืองนั้นๆไว้นอกเสียจากเกี้ยวของเหล่าตระกูลในเมืองแต่ละเมืองเท่านั้น เขาจึงเช่ารถม้าหนึ่งคันและเดินทางอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
ตำนานบทใหม่ของทวีปเทียนหลางกำลังจะอุบัติขึ้น!
.
.
.
ในเวลาเดียวกันกับที่ไป๋เฉินกำลังออกเดินทางไปยังเมืองเทียนเหล่ย สถานที่ลึกลับแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งเสียงจอแจ มีก็เพียงแต่ฉากเทือกเขาน้ำแข็งเย็นะเื มุมมืดนั้นเผยให้เห็นเงาสีดำนับร้อยที่จ้องมองขึ้นไปเหนือน่านฟ้าด้วยน้ำตาไหลพราก
ก่อนที่เงาสีดำหนึ่งในนั้นจะโห่ร้องด้วยสุ้มเสียงตื่นเต้นสุดจะพรรณา "นะ-นั่นองค์จักรพรรดิกลับมาแล้ว!"
เสียงแหบแห้งราวกับชายชราก็เอ่ยถามย้ำด้วยความตื้นตัน "เ้าพูดว่าอะไร!? องค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่กลับมาแล้วงั้นหรือ!?"
"ถูกต้อง ข้าััถึงรัศมีของท่านได้จากโลกเบื้องบน!" ชายคนแรกพยักหน้าและกล่าวอย่างตะกุกตะกัก
"ท่านจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จะมากอบกู้เผ่าพันธุ์ของพวกเราอีกครั้ง!"
"เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับต้อนรับการกลับมาขององค์จักรพรรดิ!"
"ไปแจ้งจักรพรรดินีทันที!"
"ฮ่าๆๆๆ! ถึงเวลาแล้วที่ชาวใต้พิภพจะปรากฏขึ้นในทวีปเทียนหลางอีกครา! พวกเราจะได้เห็นแสงเห็นตะวันกันเสียที!" เสียงแหบแห้งของบุคคลที่สามดังขึ้น ภายในเงามืดมิดเผยให้เห็นแสงสีแดงที่ส่องผ่านรูม่านตา ซ้ำยังมีดวงตาอีกหนึ่งดวงที่กลางหน้าผาก
บุคคลเื้ันับร้อยก็ค่อยๆเดินตามออกมายังสถานที่ที่มีแสงส่องสลัวๆ และจ้องมองขึ้นไปเหนือร่างของพวกเขาที่มีฉากโขดหินสลับไปสลับมาราวกับว่าอยู่ในถ้ำใต้ดินอย่างไรอย่างนั้น...
.
.
.
~ เวลาล่วงเลยผ่านไปครึ่งวัน ~
การเดินทางของไป๋เฉินนั้นเรียบง่ายไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางระหว่างทาง มีก็เพียงแต่การเก็บค่าผ่านทางในแต่ละเส้นทางส่วนตัวที่ใช้สำหรับพ่อค้าเท่านั้น
"ท่านลุง การเดินทางเข้าสู่เมืองเทียนเหล่ยสามารถเข้าออกได้ตามใจชอบหรือไม่? หรือต้องมีการยืนยันตัวตนก่อนจะข้ามผ่านประตูไป?" ไป๋เฉินที่นั่งไขว้ขาอย่างไม่เป็ระเบียบบนรถม้าพลางเอ่ยถาม
ผู้ที่กำลังบังคับเกวียนม้าส่ายหน้าเบาๆโดยไม่หันกลับมามอง "ของแบบนั้นไม่จำเป็… ว่าแต่หนุ่มน้อย เ้าเพิ่งจะเคยออกเดินทางเป็ครั้งแรกใช่หรือไม่?"
ไป๋เฉินพยักหน้าเบาๆ "ถูกต้อง ข้าอาศัยอยู่ในเมืองเทียนเฟิงมาโดยตลอด ข้า้าเดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์"
เมื่อได้ยินประโยคของไป๋เฉิน สีหน้าของคนขับรถม้าก็ซีดลง "จะ-เ้าหนู เ้ากำลังจะเดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่งั้นรึ?"
"หืม? มีอะไรเกี่ยวกับเื่นี้หรือไม่?" ไป๋เฉินเอ่ยถามครั้นได้ยินน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
"ขณะนี้รอบนอกของแผ่นดินใหญ่กำลังจะมีการปรากฏขึ้นของอาณาจักรลับที่ซึ่งซ่อนสมบัติและสิ่งมีค่าไว้มากมาย หากเ้าไปถึงแผ่นดินใหญ่ใน่นี้เ้าอาจจะโดนลูกหลง กรณีร้ายแรงที่สุดเ้าอาจจะไม่ได้มีชีวิตกลับมาก็เป็ได้" คนขับรถม้ากล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"โอ้? อาณาจักรลับงั้นรึ?" ไป๋เฉินอุทานเบาๆ แต่ภายในรูม่านตาของเขากลับสะท้อนให้เห็นถึงความอยากรู้อยากเห็น
[อาณาจักรลับ? ข้าเคยอ่านผ่านๆในนิยายกำลังภายในเท่านั้น]
[ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งข้าจะได้มีโอกาสในการเข้าสู่อาณาจักรลับอย่างที่เคยอ่านผ่านๆตามา]
เมื่อชำเลืองกลับไปมองและเห็นสีหน้าตื่นเต้นของไป๋เฉิน คนขับรถม้าก็ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ตามใจเ้าเถิด ส่วนการจะเข้าสู่เมืองเทียนเหล่ยนั้นไม่จำเป็ต้องมีอะไรยืนยันตัวตน ขอแค่เ้าสามารถข้ามผ่านเข้าสู่ประตูเมืองเทียนเหล่ยได้เ้าก็ปลอดภัยแล้ว"
"โอ้?" แม้นในคำพูดของคนขับรถม้าจะมีบางสิ่งซ่อนเร้น แต่ไป๋เฉินก็ไม่ได้ใส่ใจก่อนจะก้มหน้าลงราวกับกำลังงีบเล็กน้อย
ผ่านไปอีกหนึ่งก้านธูป รถม้าเคลื่อนผ่านเส้นทางป่าดงดิบมาหยุดลงตรงหน้าประตูสำริดบานใหญ่ที่ซึ่งมีป้ายสีทองกำกับไว้ว่า [เมืองเทียนเหล่ย]
ขณะนี้ไป๋เฉินได้มาถึงตรงหน้าประตูเมืองของเมืองเทียนเหล่ยเป็ที่เรียบร้อย
"หนุ่มน้อย พวกเรามาถึงแล้ว" สิ้นสุดเสียงเรียกของคนขับรถม้า ไป๋เฉินลืมตาขึ้นมาและต้องเจอเข้ากับประตูสำริดสีทองบานใหญ่ที่เปิดกว้างทุกขณะ
เขายืนขึ้นบิดี้เีก่อนจะลงจากรถม้าอย่างไม่ใส่ใจ พร้อมทั้งล้วงเข้าไปในถุงและวางหยกสีม่วงให้แก่คนขับรถม้าพลางกล่าว "ท่านลุง ขอบคุณที่เสียเวลา"
เมื่อเห็นวัตถุที่วางใกล้ๆ คนขับรถม้าก็มีทีท่าอึกๆอักๆเมื่อเห็นว่าไป๋เฉินจ่ายค่าโดยสารด้วยหยกสีม่วงแทนที่จะเป็เหรียญเงินตามปกติ "อะ-เอ่อ... หนุ่มน้อย นี่มันมากเกินไป..."
แต่ไป๋เฉินหาววอดๆโดยมีอีกมือโบกเบาๆอย่างไม่ใส่ใจ "ข้าไม่มีเหรียญทองติดตัว เพราะฉะนั้นท่านเอาไปเถิด"
สีหน้าของคนขับรถม้าลังเลใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าไป๋เฉินหันหลังให้แก่เขาเดินตรงไปยังประตูสำริดบานใหญ่แล้ว
ผลสุดท้ายคนขับรถม้าก็ประสานมือแม้นไป๋เฉินจะไม่เห็น ก่อนจะกลับรถม้าและเคลื่อนกลับไปยังเมืองเทียนเฟิงอย่างรีบร้อนโดยไม่มีสาเหตุ
ไป๋เฉินเดินเรียบชิดซ้ายตามทางสัญจรที่มีสภาพแวดล้อมเป็ป่าดงดิบ ซึ่งประตูเมืองอยู่ห่างจากตนเพียงแค่ 5 ลี้เท่านั้น
ฉากทัศน์เบื้องหน้าไร้ซึ่งผู้คนเดินตามเส้นทาง มีก็เพียงแต่รถม้าและเกี้ยวพ่อค้าที่แลดูหรูหราผ่านไปผ่านมาเท่านั้น
แต่ไม่ทันที่ไป๋เฉินจะได้เข้าใกล้ประตูในระยะ 2 ลี้กลับมีเสียงตะคอกดังขึ้น
"เ้าหนู! ส่งมอบหยกสีม่วงในตัวของเ้ามาให้พวกข้าแต่โดยดี!"
