สนามประลองที่ซุนเฟยคิดว่าจะพังทลายเพราะโดนพลังที่น่ากลัวนั่นถล่มกลับไม่เกิดขึ้น บนสนามประลองไม่มีแม้กระทั่งรอยแตกเสียด้วยซ้ำ...
เพราะจู่ๆ พลังที่น่ากลัวนั่นก็สลายไปก่อนจะตกถึงพื้นดิน
หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ราวกับว่าไม่เคยมีคลื่นพลังที่น่ากลัวพ่งเข้ามาั้แ่ต้น ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามหลงเหลืออยู่ในอากาศ
หนังตาของซุนเฟยกระตุกเล็กน้อย คนผู้นั้นสามารถควบคุมพลังที่น่ากลัวนี้ได้อย่างหมดจด!
เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
แต่ก่อนที่พลังจะสลายไป ซุนเฟยได้ยินเสียงอุทานดัง “หืม” ขึ้นมาข้างหูอย่างชัดเจน ราวกับว่าใมากที่เห็นซุนเฟยสามารถหลบการโจมตีนี้ได้ เสียงนี้ดังขึ้นมาเบาๆ ก่อนที่จะหายไป
“การโจมตีเมื่อครู่ถือเป็การสั่งสอนเ้าแบบเบาะๆ เกียรติของอัศวินแห่งราชอาณาจักรไม่ใช่สิ่งที่ใครหน้าไหนจะมาดูิ่ได้...เ้าเด็กเหลือขอ จงจำครั้งนี้ไว้ให้ดี ครั้งหน้ามันจะไม่จบง่ายๆ แบบนี้แน่ เฮอะ!”
ซุนเฟยชะงักไปชั่วขณะ เมื่อจู่ๆ เ้าของเสียงอุทานก็ส่งเสียงพูดขึ้นมาข้างหูของเขา
คำพูดดูเหมือนจะคุกคามกันเล็กน้อย
แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อซุนเฟยได้ยินเสียงนี้แล้วกลับรู้สึกสนิทใจขึ้นมา
ซุนเฟยรู้เลยว่า เสียงนี้เป็เสียงเดียวกับที่สั่งให้อัศวินผู้ตัดสินทั้งหกคนถอยกลับไป โทนเสียงของเขาฟังดูสงบนิ่ง และน้ำเสียงก็ไม่ได้แฝงท่าทีข่มขู่อย่างใด แต่กลับแฝงไปด้วยเอกลักษณ์ที่สูงส่งและอำนาจอันเหลือล้น ทำให้ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้
คนผู้นี้คือยอดฝีมือที่น่าเกรงขาม
ท่ามกลางเสียงลมพัด ซุนเฟยยืนอยู่ด้านหลังของมาเตรัซซี่อย่างเงียบๆ ในสภาพที่พร้อมจะใช้ทักษะ 'เทเลพอร์ต' ได้ทุกเมื่อ...แต่หลังจากการโจมตีเมื่อครู่นี้แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
“เอ๋ เ้าเด็กน้อย นี่เ้าวิ่งมาหลบข้างหลังข้าั้แ่เมื่อไรกัน?” มาเตรัซซี่ที่กำลังยืนลูบเคราของตัวเองอยู่ก็ถลึงตาใส่ แสดงความไม่พอใจที่ซุนเฟยเลือกจะมาหลบหลังเขา
“เอ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”
ซุนเฟยหัวเราะ เขาไม่โง่บอกเ้าตัวไปโต้งๆ หรอกว่า ที่มาหลบหลังเ้าก็เพื่อใช้เป็โล่กันธนูแทนข้า อย่างน้อยๆ หากยอดฝีมือลึกลับคนนั้นคิดจะสังหารข้า คนที่จะตายก่อนก็คงไม่ใช่ข้า
“ชิ! จริงๆ แล้วเ้าไม่ได้คิดแบบนั้นใช่ไหม เ้า...เ้านี่มันเหลือเกินจริงๆ!” มาเตรัซซี่มองซุนเฟยด้วยสีหน้าอันซับซ้อนก่อนจะชมเชยออกมา “ฮ่าๆๆ ต่อให้อคินเฟเยฟ หัวหน้าอัศวินผู้ตัดสินมาจัดการเ้าด้วยตัวเอง เขาก็คงไม่มีทางที่ทำให้เ้าขายหน้าได้แน่ มารดามันเถอะ ทั้งราชอาณาจักรเซนิท นอกจากสถานที่ต้องห้ามทั้งสามแห่งแล้ว ไม่มีที่ใดที่เ้าไปไม่ได้!”
ราวกับว่าเห็นด้วยในสิ่งที่มาเตรัซซี่พูด วินาทีนั้น ผู้คนทั้งสนามประลองก็โห่ร้องออกมาจนเสียงดังกึกก้อง เสียงโห่ร้องของผู้คนนับหมื่นดังสนั่นประหนึ่งมวลน้ำมหาศาลกำลังไหลทะลัก ทำให้ทั่วทั้งพื้นที่ราบูเามอร์โรและกำแพงเมืองหลวงต้องสั่นะเื
“าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด! าาแซมบอร์ด!!! าาแซมบอร์ด!!! าาแซมบอร์ด!!!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้นด้วยสำเนียงที่แตกต่างกันตามมาตุภูมิของตัวเอง ถึงแม้ว่าสำเนียงของพวกเขาจะแตกต่างกัน แต่คำพูดที่เปล่งออกมากลับเป็คำเดียวกัน สำหรับนักรบ ขุนนาง หรือเหล่าเชื้อพระวงศ์เล็กๆ ที่มาจากอาณาจักรบริวารแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะร้องเชียร์อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด 'อัศวินโลหิต' แต่ในใจลึกๆ ของพวกเขาแล้ว กลับแอบเชียร์าาเมืองแซมบอร์ดมากกว่า
เพราะาาเมืองแซมบอร์ดกับพวกเขามีบางอย่างที่คล้ายกัน นั่นก็คือเกิดมาในอาณาจักรบริวารเหมือนกัน
จากมุมมองนี้ เห็นได้ชัดว่าาาเมืองแซมบอร์ดใกล้ชิดกับพวกเขามากกว่า สำหรับพวกเขาแล้ว าาเมืองแซมบอร์ดเปรียบเสมือนเป็ตัวแทนของทุกคนที่เข้าร่วมการต่อสู้ บางที การต่อสู้ในครั้งนี้อาจซุกซ่อนเบื้องลึกเื้ัมากมายที่พวกเขาไม่รู้ แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขายินดีที่จะถือว่าการต่อสู้ในครั้งนี้เป็การต่อสู้ระหว่างราชอาณาจักรกับอาณาจักรบริวาร และชัยชนะของาาเมืองแซมบอร์ดก็คือชัยชนะของพวกเขา
มันเป็ความรู้สึกที่เรียบง่ายมาก
เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง ใต้สนามประลองดาบเต็มไปด้วยแขนของฝูงชนที่ชูไม้ชูมือแล้วโบกไปมาอย่างบ้าคลั่ง บางคนถึงกับะโโลดเต้น...
สายลมพัดจากูเามอร์โรลอยออกไปไกล พร้อมกับหอบคำว่า ‘าาแซมบอร์ด’ ตามไปด้วย
ซุนเฟยหลับตาลงก่อนจะอ้าแขนออกกว้าง จากนั้นก็เปลี่ยนเป็ 'โหมดพาลาดิน' แสงสว่างสีทองจางๆ เข้าปกคลุมร่างของเขา ทันใดนั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสูงส่งและเมตตาก็แผ่กระจายออกมาอย่างเงียบๆ แสงสว่างสีทองนั่นราวกับแสงอาทิตย์ในยามบ่ายที่สาดส่องลงมาจากฟ้า ลำแสงสีทองส่องกระทบร่างของซุนเฟยและหิมะสีขาวเงินจนเป็ประกาย ตอนนี้ซุนเฟยดูเหมือนกับพระเ้าที่กำลังโอบกอดโลกไว้
วินาทีนี้ ภาพบุรุษหนุ่มผู้บ้าคลั่งและไร้เทียมทาน ได้ประทับอยู่ในใจของผู้คนนับหมื่นจากทั่วทุกอาณาจักรไปตลอดกาล จนยากจะลืมเลือนได้
นี่เป็สิ่งที่ซุนเฟยตั้งใจสร้างขึ้นมา
เขาพยายามประทับภาพลักษณ์าาของตัวเองเข้าไปในหัวใจของทุกคน
เป็การจูงใจแบบไม่กระโตกกระตาก
ซุนเฟยเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองได้แสดงบนสนามประลอง และความแข็งแกร่งที่กล้าท้าชนกับเหล่าอัศวินผู้ตัดสิน รวมทั้งท่าทางอันสง่างามของาาภายใต้ 'โหมดพาลาดิน' ...ทุกอย่างอาจจะมีประโยชน์ในอนาคตแบบที่เราคาดไม่ถึงก็ได้!
“นับจากวันนี้เป็ต้นไป ภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิ าาแห่งแซมบอร์ดจะกลายเป็ราชันในหมู่าา!”
นักพเนจรอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักร มาเตรัซซี่พูดออกมาด้วยท่าทางดูถูกเหยียดหยาม เขาเหลือบมองฝูงชนที่อยู่ใต้สนามประลอง และหันไปจ้องซุนเฟยที่กลายเป็ผู้นำของพวกนั้นด้วยสายตาเ็า เขาจงใจประกาศออกมาเสียงดัง
พูดประโยคนี้จบ มาเตรัซซี่ก็ยกแก้วไวน์สีทองขึ้นจิบ ก่อนที่ร่างของเขาจะเปล่งแสงขึ้น แล้วกลายเป็ลำแสงสีทองสลายหายไปในอากาศ...
เสียงเชียร์ยังคงดังกระหึ่มออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจากเหล่าฝูงชน
ทันใดนั้นเองก็มีร่างของอัศวินเกราะดำคนหนึ่งเดินขึ้นมาจากด้านล่าง เขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซุนเฟยด้วยท่าทางนอบน้อมแล้วพูดว่า “ฝ่าา นี่เป็คำเชิญจากนายท่านของข้า หากท่านมีเวลาว่าง ขอเชิญฝ่าามาพบนายท่านของข้าได้ทุกเมื่อ!”
เป็การ์ดเชิญสีดำที่เรียบง่ายมาก ไม่มีการตกแต่งอะไรที่ดูพิเศษอลังการ เพียงแต่ตรงมุมขวา้ามีตราสัญลักษณ์สีทองของบิชอปแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ‘นายท่านของข้า’ มีสถานะอะไร แม้แต่ขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิทยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะได้รับบัตรเชิญใบนี้เลยสักครั้ง
ซุนเฟยไม่ได้แสดงท่าทีอวดดีอะไรออกไป เขาเพียงแค่รับการ์ดเชิญนั่นมาอย่างเงียบๆ
อัศวินเกราะดำโค้งตัวให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินลงจากสนามประลอง
เหล่าขุนนางที่ได้เห็นฉากนี้ต่างมองมายังซุนเฟยด้วยสายตาอิจฉา
อิทธิพลของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ด้อยไปกว่าราชวงศ์เลย การได้รับการ์ดเชิญที่มีตราสัญลักษณ์ของบิชอป นั่นก็แสดงว่าาาแซมบอร์ดกำลังได้รับความสนใจจากตัวบิชอป
ไม่ช้า ขบวนรถม้าของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เดินทางกลับไปที่เมืองหลวง
ตลอดการเดินทางกลับเมืองหลวง รถม้าเวทมนตร์ได้รับการคุ้มกันอย่างแ่าจากเหล่าอัศวินเกราะดำ
ั้แ่การต่อสู้เริ่มต้นจนกระทั่งจบลง ชายลึกลับที่นั่งอยู่ในรถม้าเวทมนตร์ก็ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมา ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า คนผู้นี้อาจจะเป็ใครสักคนที่มีตำแหน่งสูงในโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าคนผู้นั้นเป็ใคร!
การจากไปของกองกำลังโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสียงเชียร์ของผู้คนที่กำลังบ้าคลั่งเหล่านี้ กลับกัน เป็เพราะว่าแรงกดดันได้หายไป เสียงเชียร์จึงดังกระหึ่มยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เวลาผ่านไปได้สักพัก ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ก็เริ่มทยอยจากไป
ในขณะที่ซุนเฟยเตรียมจะกลับค่าย ทันใดนั้นเอง...
“าาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด? ไม่เลว ไม่เลวเลยจริงๆ ในบรรดาาาทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักร เ้าถือเป็ที่หนึ่ง แต่การกระทำในครั้งนี้ของเ้าก็ได้ไปล่วงเกินวิหารอัศวินเข้าแล้ว ดังนั้น หลังจากนี้เ้าคงต้องระวังตัวให้มากๆ...” ชายหนุ่มคนหนึ่งได้ใช้เวทธาตุลมลอยเข้ามาหาซุนเฟยบนสนามประลอง เขามองซุนเฟยพลางพยักหน้าอย่างพอใจ สีหน้าท่าทางดูยโสโอหังราวกับว่าเป็ลูกค้าที่กำลังเลือกหาสินค้าที่ถูกใจอยู่ “ความแข็งแกร่งของเ้าทำให้ข้าพอใจมาก ถ้าเ้ายอมมาอยู่ใต้อาณัติของตระกูลดีน การแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้ เมืองแซมบอร์ดของเ้าก็จะ…”
ซุนเฟยมองชายตรงหน้าราวกับกำลังมองคนปัญญาอ่อน จากนั้นก็หันหน้าไปทางอื่น
ก็แค่สุนัขตระกูลดีนที่วิ่งเข้ามากระดิกหางใส่เท่านั้นแหละ
“เ้า…” เมื่อชายคนนั้นเห็นว่าซุนเฟยกำลังเมินตัวเองอยู่ก็รู้สึกอับอายขึ้นมา ดวงตาของเขาฉายแววโมโห
ในขณะเดียวกันก็มีเงาร่างที่สวยงามลอยขึ้นมาบนสนามประลอง
เป็สาวงามจากตระกูลบีเกิ้ล
สาวงามผู้สูงศักดิ์คนนี้กวาดสายตามองซุนเฟยั้แ่หัวจรดเท้าอย่างช้าๆ ถึงแม้นางจะงดงาม แต่ท่าทางยโสและไม่เห็นหัวใครก็ได้ลดความงามของนางลงมาก นางเดินเข้ามาพูดกับซุนเฟยด้วยท่าทางไร้มารยาทว่า “ถึงแม้ว่าเ้าจะยังห่างไกลจากความ้าของข้า แต่ข้าจะยอมให้โอกาสเ้าดูสักครั้ง าาแซมบอร์ด ข้าจะยอมให้เ้าตามจีบข้า และหากเ้าทำตัวดีๆ ไม่แน่ว่า ข้าจะยอมพิจารณาออกเดทกับเ้าสักครั้งหนึ่ง...”
“เฮ้อ...”
ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมา
นี่เขาต้องรู้สึกเป็เกียรติที่จะได้ไล่จีบผู้หญิงคนนี้ด้วยหรือ?
เขาไม่รู้ว่าคนที่มาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง หรือกองกำลังที่แข็งแกร่งของราชอาณาจักรจะเป็แบบนี้ทุกคนไหม แต่พวกเขาราวกับถูกหล่อออกมาจากแม่พิมพ์ตัวเดียวกันกับคริส ซัตตันและอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนไม่มีผิด ในความรู้สึกของซุนเฟย พวกที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดดูไม่ต่างอะไรกับพวกปัญญาอ่อน พวกเขาทั้งเห็นแก่ตัวและยังคิดว่าโลกจะต้องหมุนรอบตัวเขา
คนปัญญาอ่อนสองคน!
ซุนเฟยส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เขาไม่สนใจชายหญิงคู่นี้ แต่หันไปโบกมือให้กับฝูงชนที่อยู่ด้านล่างอีกครั้ง แน่นอนว่าเขาได้รับการตอบรับเป็อย่างดีด้วยเสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง…
--------------
