เล่มที่ 5 บทที่ 147 ยังไม่ตาย
“เอาล่ะ พวกเรานั่งลง แล้วค่อยๆคุยกันเถอะ” หลินเฟยพูดจบก็ไม่รอแขกทั้งสามตอบรับ จากนั้นก็จัดแจงลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงทันที
“ที่มาก็เพราะกระบี่เล่มนั้นสินะ ศิษย์สำนักเชียนซานเมื่อกี้น่ะ…”
พูดถึงตรงนี้ หลินเฟยก็มองไปที่จ้าวซื่อไห่ด้วยแววตาสงสัย จ้าวซื่อไห่เองก็ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น จึงรีบเอ่ยตอบทันที
“จ้าวซื่อไห่ ข้าชื่อจ้าวซื่อไห่…”
“อ้อ เมื่อครู่นี้ศิษย์พี่จ้าวแห่งสำนักเชียนซานบอกว่า พวกเ้ามาที่นี่เพื่อเจรจาการค้า…” หลินเฟยพยักหน้าน้อยๆระหว่างพูด หลังจากหยุดไปชั่วครู่จึงเอ่ยต่อ
“นี่ถือเป็เื่ดีไม่ใช่หรือ ร้านหลอมอาวุธของข้าเปิดประตูต้อนรับลูกค้าเสมอ ดังนั้นทุกคนที่มาล้วนเป็ลูกค้าคนสำคัญ ไม่เห็นต้องฆ่าต้องแกงกันเลยนี่?”
“ไม่กล้าหรอก ข้าไม่กล้ารับคำว่าศิษย์พี่หรอก เรียกข้าเสี่ยวจ้าวหรือเสี่ยวไห่ก็พอ…” ขาทั้งสองของจ้าวซื่อไห่ยังคงสั่นจนแทบยืนไม่ไหว พอได้ยินหลินเฟยเรียกว่าศิษย์พี่หัวใจกระตุกทันที จึงรีบเอ่ยอย่างถ่อมตนออกมา
“หึหึ…” แน่นอนว่าหลินเฟยไม่สนใจเื่เล็กน้อยแค่นี้ จึงยิ้มน้อยๆออกมา ไม่ได้เอ่ยอะไร จากนั้นก็มองไปทางอันจื่อเจี๋ยที่ยังคงตัวแข็งทื่อเป็รูปปั้นหิน
“ศิษย์น้องอันไม่ต้องใไปหรอก ชื่อิของเ้ายังไม่ตาย เลิกมองได้แล้ว ในบรรดาพวกเ้าทั้งหมด ดูท่าเ้าจะอยากได้กระบี่นั่นมากที่สุด ถ้าหากยังไม่คิดหาวิธีละก็ เกรงว่าจะกลับไปรายงานอาจารย์ไม่ได้นะ…”
“หื้อ?” อันจื่อเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็ได้สติขึ้นมาทันที สายตาก็เอาแต่จดจ้องหลินเฟย
“อะไรนะ ชื่อิยังไม่ตายงั้นหรือ?”
พูดจบ อันจื่อเจี๋ยก็รู้สึกได้ว่าน้ำเสียงของตนเองที่พูดออกไปดูแข็งกระด้าง จึงรีบเอ่ยขึ้นมาใหม่อย่างเกรงใจ
“ศิษย์…ศิษย์พี่หลิน ชื่อิข้า…ยังไม่ตายจริงหรือ?”
“อื้อ ยังไม่ตายน่ะสิ”
“แต่ว่า…” อันจื่อเจี๋ยได้ยินคำตอบ แต่ก็ยังไม่วางใจ
“…” หลินเฟยส่ายหัวเล็กน้อย ‘ดูจากท่าทีเช่นนั้นแล้ว หากไม่ทำให้อีกฝ่ายแน่ใจละก็ เกรงว่าคงจะไม่มีกะจิตกะใจคุยเื่กระบี่เป็แน่ จึงตัดสินใจพูดออกมา
“ถ้าดูไม่ผิด เดิมชื่อิของเ้าเป็นกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากฟ้าดิน บนหัวมีเขางอก มีแขนขาครบ แถมยังมีทวารรับรู้ทั้งเจ็ดราวกับมนุษย์ก็ไม่ปาน ปกติกินมนุษย์เป็อาหาร อาศัยอยู่ที่รกร้างทางใต้ ทุกสามร้อยปีเขาบนหัวก็จะหลุดออกมา และสามร้อยปีถัดมาก็จะงอกขึ้นใหม่ แถมเขาบนหัวนี้ยังทนต่อไฟ จึงทำให้ลุยไฟได้อย่างไม่เกรงกลัว ช่างหลอมอาวุธจึงมักจะนำเขาของมันมาหลอมเป็อาวุธ…”
“แต่ว่าก็มีเพียงน้อยคนที่รู้ว่าเขาของมันนอกจากจะทนไฟแล้ว ยังมีสามจิตเจ็ดิญญาของมันแฝงอยู่อีกด้วย ในยามคับขัน มันจะสามารถถอดสามจิตเจ็ดิญญาไว้บนเขา ดังนั้นต่อให้ตายไปก็จริง แต่พอผ่านไปสามร้อยปี ก็จะคืนชีพขึ้นมาจากเขานั้นอีกครั้ง…”
ได้ยินเช่นนั้นไม่ใช่แค่อันจื่อเจี๋ย แม้แต่ฟานซื่อที่เป็ช่างหลอมแท้ๆซึ่งมีความรู้กว้างขวางแท้ๆ ก็ยังมึนงง เพราะไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อน ทันใดนั้นทุกสายตาก็จับจ้องมาที่หลินเฟยเป็ตาเดียวราวกับกำลังรอคอยคำตอบที่แท้จริง
“สิ่งเดียวที่เ้าทำถูกต้องขณะบำเพ็ญให้มันกลายเป็ชื่อิก็คือการที่เ้าไม่ตัดเขาของมันออก ดังนั้นตอนนี้มันยังคงมีเขาอยู่ ก็แปลว่าสามจิตเจ็ดิญญาของมันก็ยังอยู่ด้วยเช่นกัน หลังจากกลับไป จงใช้เคล็ดวิชามารชื่อิบำเพ็ญไปอีกหนึ่งเดือน มันก็จะหลอมรวมเกิดเป็ร่างขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเกิดใหม่ครั้งนี้ เกรงว่ามันจะมีพลังแกร่งกล้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ…”
“ขอบคุณศิษย์พี่หลิน!” ได้ยินเช่นนี้อันจื่อเจี๋ยก็รู้สึกโล่งอกราวกับตายแล้วเกิดใหม่ เพราะชื่อิเป็รากฐานบำเพ็ญของอันจื่อเจี๋ย หากมันตายไปจริงๆ ละก็ เส้นทางการบำเพ็ญของอันจื่อเจี๋ยก็ถือว่าจบสิ้นไปด้วย…
“เอาล่ะ เข้าเื่กระบี่กันเสียที”
“สำนักเชียนซานของข้า ขอซื้อกระบี่เล่มนี้ในราคาหนึ่งหมื่นหินิญญา” จ้าวซื่อไห่รออยู่นาน ในที่สุดหลินเฟยก็พูดเื่ชื่อิจบ จึงชิงเสนอราคาขึ้นมาก่อน
ได้ยินดังนั้นซูจิ้งกับอันจื่อเจี๋ยก็ลอบด่าในใจทันที ‘เ้าปลาไหลนี่ช่างไหลลื่นไปทุกเื่จริงๆ…’
‘แต่ว่าแค่หมื่นเดียวก็คิดจะซื้อกระบี่เล่มนี้แล้วหรือ?’
‘ฝันไปเถอะ!’
อันจื่อเจี๋ยยกมือเอ่ยโดยไม่รีรอ
“ศิษย์พี่หลิน สำนักโยวิของข้าให้ราคาหนึ่งหมื่นห้าพันหินิญญา!”
ซูจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า จึงรีบเสนอตามทันที
“สำนักกระบี่หลีซานให้ราคาหนึ่งหมื่นแปดพันหินิญญา”
“พวกเ้าอยากเป็ศัตรูกับสำนักโยวิงั้นหรือ?” อันจื่อเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็อารมณ์เสียขึ้นมา ‘เ้าสองคนนี้ถึงกับทุ่มหินิญญาเป็สายน้ำไหล…’
“เป็ศัตรูอะไรกัน ก็แค่เจรจาการค้าเท่านั้น อย่ามากล่าวหาพวกข้านะ!” ผลก็คือซูจิ้งกับจ้าวซื่อไห่สวนตอบอันจื่อเจี๋ยทันควัน
ทั้งสามคนถกเถียงกันวุ่นวาย แข่งเสนอราคากันั้แ่หนึ่งหมื่นหินิญญาจนสูงถึงสามหมื่นหินิญญา และดูเหมือนจะไม่มีใครยอมใครทั้งสิ้น…
“สงสัยพวกเ้าจะสนใจกระบี่นี่มากเลยทีเดียวสินะ…” หลินเฟยพินิจชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา
“ด้วยความสัมพันธ์อันดีของสำนักพวกเ้ากับสำนักเวิ่นเจี้ยนที่พิภพหลัวฝู ทำให้ข้าไม่อยากผิดใจด้วย เอาแบบนี้แล้วกัน ข้าให้เวลาสามวัน จงกลับไปคิดให้ดีแล้วค่อยมาเสนอราคาใหม่ ใครให้ราคาสูงสุดก็ได้ไปแล้วกัน”
“นี่…” ทั้งสามคนได้ยินเช่นนั้นก็ลังเลขึ้นมา แต่หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ ก็รู้สึกว่านี่คงเป็วิธีที่ดีที่สุดจริงๆ เพราะทั้งสามคนต่างก็มีสามสำนักใหญ่ในทะเลอูไห่หนุนหลังอยู่ หากเข้าหน้ากันไม่ติดเพียงเพราะกระบี่เล่มเดียว คงจะไม่ใช่เื่ดีนัก…
ทั้งสามคนจึงขอตัวกลับก่อน ทว่าในใจกลับครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อดี
“อาจารย์อา…” หลังจากทั้งสามคนจากไป เจียงหลีก็พุ่งเข้ามาหาทันที แม้จะใกับพลังของผู้เป็อาจารย์อา แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เจียงหลีกลับให้ความสนใจกับสามหมื่นหินิญญามากกว่า น้ำเสียงที่พูดจึงเจือไปด้วยความเสียดาย
“ทำไมถึงปล่อยพวกเขากลับไปล่ะ นั่นมันสามหมื่นหินิญญาเชียวนะ หากเกิดกลับไปคิดแล้วว่าไม่คุ้ม แล้วกลับมาต่อราคาอีกจะทำอย่างไร?”
“หึหึ เ้าอยากได้สามหมื่นหรือแสนล่ะ?”
“หา?” เจียงหลีชะงักทันที
“แสนหินวิญาณงั้นหรือ?”
“รอดูเถอะ” พูดจบหลินเฟยก็ไม่พูดอะไรอีก เอาแต่นั่งรออย่างใจเย็น…
ทว่าไม่ถึงชั่วยามจ้าวซื่อไห่ก็วิ่งกลับมา
เมื่อศิษย์สายตรงสำนักเชียนซานเข้ามาถึงร้านหลอม ก็มอบไปรอบๆอย่างหวาดระแวง พอเห็นว่าไม่มีใครก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยกับหลินเฟยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ศิษย์พี่หลิน สำนักเชียนซานขอซื้อกระบี่ด้วยราคาสี่หมื่นหินิญญา โปรดขายให้ข้าเถอะนะ…”
-----------------------------------------------------------------------------------------
