เมื่อเฉียวรุ่ยออกจากห้องแรงโน้มถ่วง เขาก็เหลือบมองหลิ่วเทียนฉีด้วยใบหน้าหงุดหงิด
“เทียนฉี เ้าพวกแคว้นหลันสุ่ยต้องโอหังเช่นนี้เชียวหรือ? ถึงกับวิ่งเข้ามาในวิทยาลัย ท้าทายพวกเราอย่างเปิดเผย!”
“ฮ่าๆๆ นี่ไม่เรียกท้าทาย เรียกแลกเปลี่ยนวิชาต่างหาก พวกเราเป็เ้าบ้าน ไม่เพียงแคว้นหลันสุ่ย แคว้นอูเอ่อร์กับแคว้นเทียนโยวคงทยอยมาทักทายแลกเปลี่ยนวิชาเหมือนกันแน่” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ยักไหล่อย่างจนปัญญา
ก่อนการแข่งขันค่อนข้างวุ่นวายนัก สำหรับคนฉลาด พวกเขาเลือกเก็บตัวก่อน เช่นนี้ผู้แข็งแกร่งจากแคว้นอื่นจึงไม่สะดวกมารบกวน ได้ยินว่าอวี๋ชิงโยวกับพระเอก หลังออกจากหอคอยรู้แจ้งก็เก็บตัวฝึกฝนทันที ไหนจะศิษย์พี่จงหลิงกับศิษย์พี่เมิ่งเฟยที่เลือกเก็บตัวฝึกฝนเช่นกัน
“ทักทายแลกเปลี่ยนความรู้ ผายลมอะไรออกมาอยู่เล่า ดูการวางท่าของคนเ่าั้ ้าท้าทายพวกเราชัดๆ ”
“ก่อนหน้าการแข่ง ตัวแทนแคว้นอื่นมีสิทธิ์ท้าสู้ เช่นเดียวกับพวกเราซึ่งมีสิทธิ์ไม่ตอบรับ!” พูดจบก็ยกมุมปาก ก่อนการแข่งขันเช่นนี้ เขาไม่มีทางยอมรับการท้าสู้โดยเด็ดขาด
“อ้อ หรือก็คือ ขอเพียงเ้าไม่ตอบรับ พวกเขาก็ไร้หนทางสินะ?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาปริบๆ ถามอย่างสนใจ
“ถูกต้อง พวกเขาย่อมไร้หนทาง อย่างไรที่นี่ก็คือวิทยาลัยเซิ่งตู เป็ถิ่นของพวกเรา พวกเขาไม่กล้าบุ่มบ่ามหรอก” กล่าวกันว่า ัแกร่งกดงูเ้าถิ่นไม่ลง ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ที่นี่คือแคว้นจินอวี่ จะมากหรือน้อย สามแคว้นอื่นต้องเกรงใจอยู่บ้างล่ะ!
“อ้อ!” เฉียวงรุ่ยพยักหน้าเข้าใจ
ทั้งสองคนเดินพลางพูดคุยไปด้วย จึงกลับมาถึงเขาด้านหลังวิทยาลัยยุทธ์อย่างรวดเร็ว
มองเห็นผู้ฝึกตนหญิงล้อมอยู่นอกค่ายกลบ้านตน เฉียวรุ่ยลูบจมูก ชำเลืองมองคนรัก
“ไม่เป็ไร!” หลิ่วเทียนฉีเอายันต์วายุแผ่นหนึ่งออกมาแปะไว้บนร่างตน ก่อนพาเฉียวรุ่ยบินไปตรงค่ายกลป้องกันของบ้าน
“เฮ้ พวกเ้าเป็ใครกัน?”
“หลิ่วเทียนฉี เ้าคือหลิ่วเทียนฉีใช่หรือไม่?” ผู้ฝึกตนหญิงสองคนเห็นคนบินเข้ามาก็ส่งเสียงอุทานใ
“สองคนนี้น่าจะเป็หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย!” อวี้ิจูเม้มปาก มองพวกเขาบินเข้าไปในค่ายกลป้องกัน
“น่าชังนัก ถึงกับบินเข้าไปต่อหน้าต่อตาพวกเราเชียว!” เยียนจือถลึงตามองทั้งคู่ที่หายลับไป เอ่ยขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด
“ใช่ สองคนนี้เ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!” หูเตี๋ยพยักหน้ารับ คิดเช่นเดียวกับพวกนาง
“ได้ยินว่าหลิ่วเทียนฉีเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่ มีความสามารถสร้างยันต์เองได้ คิดไม่ถึงว่าเขาจะขี้ขลาดปานนี้ กระทั่งประลองกับพวกเราสักรอบยังไม่ยินดีอีก!” สุ่ยจือหลิงพูดพลางมองไปทางอวี้ิจูที่อยู่ข้างกาย
“ใช่ ข้าก็คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะหลบหน้า ไม่คิดพบกับพวกเรา!” เื่นี้ทำให้นางผิดคาดนัก
“หูเตี๋ย เยียนจือ พวกเรากลับกันเถอะ!” สุ่ยจือหลิงส่งสัญญาณให้จากไปก่อน
“ศิษย์พี่ใหญ่!” ทั้งสองคนมองสุ่ยจือหลิงอย่างไม่ยอม
“ไปเถอะ!” สุ่ยจือหลิงมองทั้งสามคนอีกทีหนึ่ง ก่อนเดินนำจากไป
“เ้าค่ะ!” สามคนที่เหลือขานรับ ติดตามกลับไปด้วย
.........
วันที่สอง
เช้าตรู่ หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเดินออกจากค่ายกลป้องกัน เห็นสาวน้อยสองนางดูมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ทั้งยังยืนอยู่ที่เดิม เขาอับจนวาจาไปพักหนึ่ง
“พวกเ้าคือหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยสินะ?” หูเตี๋ยก้าวออกมา เชิดคางขึ้น ถามอย่างหยิ่งยโส
“ไม่ผิด ข้าคือหลิ่วเทียนฉี!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าอย่างจนใจ
“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองของพวกเรา้าท้าสู้กับเ้า!” เยียนจือมองหลิ่วเทียนฉี ส่งสาสน์ท้ารบอย่างไม่เกรงใจ
“ไม่ว่าง!” หลิ่วเทียนฉียกมุมปากอย่างเ็า ตอบอย่างไม่เกรงใจกลับไปเช่นกัน
“เ้า เ้าว่าอะไร?” เยียนจือถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างโมโห ถามอย่างไม่อยากเชื่อ เ้านี่ เ้านี่ถึงกับกล้าปฏิเสธเชียวหรือ?
“เ้าฟังไม่ชัดหรือ งั้นข้าจะบอกอีกรอบ ข้าไม่ว่าง!” หลิ่วเทียนฉีหน้าบึ้ง เอ่ยซ้ำอย่างแน่วแน่
“เ้า เ้าสารเลว กล้าไม่รับคำท้าสู้อย่างนั้นหรือ?” เยียนจือกับหูเตี๋ยถลึงตามองหลิ่วเทียนฉีอย่างโกรธเกรี้ยว โทสะลุกโชนยิ่งนัก อยากจับเขาถลกหนังกินทั้งเป็เสียเดี๋ยวนั้น เ้าคนน่าชังนี่ กล้าถึงขนาดไม่รับการท้าสู้ของวิทยาลัยหลันสุ่ย ในสายตาไม่เห็นหัวใครเกินไปแล้ว เกินไปจริงๆ!
“เฮ้ย ยัยหนูสองคน อยู่ให้ห่างเทียนฉีของข้าหน่อย เขามีคู่ชีวิตแล้ว ไม่มาต้องตาพวกเ้าหรอก!” เฉียวรุ่ยมองสตรีทั้งสองจับจ้องบุรุษของตนอย่างมาดร้าย จึงกอดแขนคนรักไว้ประหนึ่งสุนัขตัวน้อยปกป้องอาหาร
“ฮะ เฉียวรุ่ย เ้าพูดอะไร?” หูเตี๋ยหันไปถลึงตาใส่เฉียวรุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าพูดความจริง แม่นางสองคนมาจ้องบุรุษของข้า พวกเ้ามองอะไรกันฮึ?”
“ข้า...” ได้ยินเช่นนี้ เพลิงโทสะยิ่งแผดเผาพวกนางจนใบหน้าเขียว
“ไปเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักทีหนึ่งแล้วจูงมือให้เดินจากไป
“หลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ย พวกเ้าสองคนห้ามไปนะ!” เยียนจือกับหูเตี๋ยพูดพลางเดินเข้ามาขวางทางไปของพวกเขา
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ที่นี่คือวิทยาลัยเซิ่งตู แคว้นจินอวี่ของพวกเรา ขอทั้งสองคนสำรวมตนด้วย!” หลิ่วเทียนฉีเห็นทั้งสองคนขวางทางไป ใบหน้าเขาบึ้งในบัดดล
“เยียนจือ หูเตี๋ย ห้ามเสียมารยาท!” เวลานี้ อวี้ิจูกับสุ่ยจือหลิงก็มาถึง
หลิ่วเทียนฉีเห็นผู้มาใหม่สองคนยืนอยู่ด้านหลังก็เลิกคิ้ว ในใจคิด ‘สองคนนี้คงเป็สุ่ยจือหลิงกับอวี้ิจูสินะ?’
“ข้าน้อยสุ่ยจือหลิง เป็ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกนาง ศิษย์น้องทั้งสองอายุยังน้อยจึงไม่รู้จักกาลเทศะนัก หากมีที่ใดล่วงเกินไป ขอสหายผู้ฝึกตนหลิ่วกับสหายผู้ฝึกตนเฉียวโปรดอภัยด้วย!” สุ่ยจือหลิงรีบก้มศีรษะคำนับ
“สหายผู้ฝึกตนสุ่ย เกรงใจเกินไปแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีคำนับอีกฝ่ายคืน ไม่อยากบีบพวกเขาให้ไร้หนทาง
“พอข้ามาถึงนครเซิ่งตู ข้าได้ยินว่าสหายผู้ฝึกตนหลิ่วเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง มีวิชายันต์ล้ำลึกยิ่งนัก ดังนั้น ข้าจึงอยากศึกษาค้นคว้าด้วยกันกับสหายผู้ฝึกตนหลิ่วสักครั้ง ไม่ทราบว่าสหายผู้ฝึกตนหลิ่วมีความเห็นอย่างไร?”
“ขอบคุณสหายผู้ฝึกตนสุ่ยที่เชื้อเชิญ แต่วันแข่งขันใกล้เข้ามาแล้ว แดนลับกำลังจะเปิดออก เทียนฉีต้องฝึกฝนร่างกายที่ห้องแรงโน้มถ่วง ไม่อาจแยกร่างได้จริงๆ!”
“ฝึก ฝึกฝนร่างกาย? สมองเ้ามีปัญหาหรือ? เ้าเป็ผู้ฝึกยันต์ ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์เสียหน่อย ทำไมต้องฝึกฝนร่างกายด้วยเล่า?” หูเตี๋ยมองหลิ่วเทียนฉี เอ่ยถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ ฝึกฝนร่างกายทำไมกัน? พวกเราเป็ผู้ฝึกยันต์ อย่าฉุดฐานะของตนลงต่ำได้หรือไม่?” เยียนจือถลึงตามองหลิ่วเทียนฉีทีหนึ่ง ขัดใจนักที่ตีเหล็กไม่เป็เหล็กกล้า1
“ฮ่าๆๆ ไปถึงแดนลับ สัตว์อสูรไม่สนหรอกว่าเ้าเป็ผู้ฝึกยันต์หรือผู้ฝึกยุทธ์ อย่างไรก็อร่อยเหมือนกันอยู่แล้ว!” หลิ่วเทียนฉีมีสีหน้าเย้ยหยัน มองสาวน้อยผู้โง่เขลาทั้งสอง ในใจคิด ‘แม่สาวพวกนี้เรียนยันต์จนโง่สินะ?’
“นี่...” ทั้งสี่คนของแคว้นหลันสุ่ยได้ยินพลันอับจนวาจา คำพูดนี้ ยากต่อการโต้แย้งเสียจริง!
“ต่อให้เป็เช่นนี้ เ้าข้าศึกประชิดกอดขาพระ2 เกรงว่าคงไม่ทันกาลแล้วกระมัง?” เยียนจือเยาะเย้ยอย่างมีความสุข
“ใช่ ครึ่งเดือนให้หลังก็เป็การแข่งใหญ่แล้วนะ การแข่งใหญ่สิ้นสุดแดนลับคงเปิดออก เ้าเพิ่งคิดฝึกฝนร่างกาย ไม่สายเกินไปหรือไง?” หูเตี๋ยเบ้ปาก คิดว่าอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งไร้ประโยชน์
ได้ยินคำพูดของสาวน้อยทั้งสอง เฉียวรุ่ยแค่นเสียงอย่างดูแคลนทีหนึ่ง “เฮอะ เทียนฉีของข้าฝึกฝนร่างกายมาหกปี ไม่ใช่ผู้ฝึกยันต์อ่อนแอพรรค์นั้นอย่างที่พวกเ้าคิดจะเทียบหรอก”
“หกปี?” ได้ยินคำนี้ ทั้งสี่คนตกตะลึงอีกครั้ง
“ขออภัยสหายผู้ฝึกตนทั้งสี่ พวกเรานัดศิษย์พี่ประลองฝึกซ้อมไว้ ขอตัวก่อนนะขอรับ” หลิ่วเทียนฉีมองอีกเล็กน้อยก่อนพาเฉียวรุ่ยจากไปทันที
สุ่ยจือหลิงมองแผ่นหลังของพวกเขาหายลับไป นางมองอยู่เนิ่นนานโดยไม่เอ่ยวาจา
“ศิษย์พี่ใหญ่ หลิ่วเทียนฉีดูยโสเกินไปนะเ้าคะ?” หูเตี๋ยถูกท่าทางของเขายั่วโมโหไม่น้อย นางทนไม่ได้ถึงต้องบ่นออกมา
“ใช่แล้ว ไม่ไว้หน้ากระทั่งศิษย์พี่ใหญ่ หยิ่งยโสเกินไปกระมัง?” ความประทับใจที่เยียนจือมีต่อหลิ่วเทียนฉีย่ำแย่อย่างที่สุดเช่นกัน
“หลิ่วเทียนฉีเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิง นอกจากนี้ ภายในหกปีเขาสร้างยันต์วิเศษขึ้นมาเองได้สองแผ่น มีต้นทุนให้ผยองอยู่นะ!” สุ่ยจือหลิงเอ่ยเหมือนเป็เื่สมควร หลิ่วเทียนฉีเป็อัจฉริยะยันต์ และเขายังสร้างยันต์วิเศษด้วยตนเองได้ ย่อมมีสิทธิ์ไม่เห็นนางอยู่ในสายตาอยู่แล้ว
ได้ยินสุ่ยจือหลิงเอ่ยเช่นนี้ สามคนที่เหลือหงุดหงิดไปอีกพักหนึ่ง
“เยียนจือ หูเตี๋ย พวกเ้าไปหอหมื่นสมบัติ ซื้อยันต์ดอกไม้ไฟที่หลิ่วเทียนฉีสร้างขึ้นมาสักสองแผ่น!”
“เ้าค่ะ ศิษย์พี่ใหญ่!” ทั้งสองคนขานรับ หมุนตัวจากไป
“ศิษย์พี่ ข้าได้ยินว่ายันต์ดอกไม้ไฟนั่นไม่มีประโยชน์ในการโจมตี เป็ของที่หลิ่วเทียนฉีทำออกมาเพื่อฉลองวันเกิดให้คู่ชีวิต ไร้ประโยชน์ยิ่งนัก!” อวี้ิจูอ้าปากบอกเสียงเบา
“ไม่ว่าเป็ยันต์อย่างไร ข้าอยากลองดูสักหน่อย ไม่ใช่ว่าตลอดมานี้ ยันต์ดอกไม้ไฟนี่ยังไม่มีใครวาดเลียนแบบได้นอกจากหลิ่วเทียนฉีกับบิดาของเขามิใช่หรือ? ถ้าเช่นนั้น ข้าเองก็อยากลองดูสักนิด!” สุ่ยจือหลิงสนใจยันต์ดอกไม้ไฟชนิดนี้ยิ่งนัก
“ศิษย์พี่ ข้าได้ยินมาว่ายันต์อัคคีทองที่หลิ่วเทียนฉีสร้างขึ้นมาครั้งนี้ร้ายกาจอย่างยิ่ง ขายมาสี่สิบห้าวัน จนถึงวันนี้ ยังไม่มีใครวาดเลียนแบบได้เช่นกัน” อวี้ิจูพูดจบก็ขมวดคิ้วแน่น
“ซื้อ เ้านี่ข้าก็อยากซื้อ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง!”
“ดูเหมือนว่ายันต์นี่ เกรงว่าคงซื้อไม่ง่ายนัก ข้าได้ยินมาว่าแต่ละวันขายเพียงสิบแผ่น และคนขายยันต์ยังเป็สหายสนิทของหลิ่วเทียนฉีอีก เ้าหมอนี่เกาะแกะยากเป็ที่สุด ไม่มีทางขายยันต์ให้พวกเราหรอก!”
“งั้นไปกันเถอะ พวกเราไปวิทยาลัยโอสถพบต่งเฟิงคนนั้นกัน!”
“เ้าค่ะ!” อวี้ิจูพยักหน้า ติดตามสุ่ยจือหลิงไป
.........
วิทยาลัยโอสถ นอกที่พักของต่งเฟิง
เมื่อมาถึง อวี้ิจูเห็นคนแถวหนึ่งต่อแถวรอซื้อยันต์อัคคีทองก็ขมวดคิ้วแน่น
“คนไม่น้อยเลยเชียว ดูท่าวันนี้พวกเราคงซื้อไม่ได้!” อวี้ิจูลอบมอง ลองกะจำนวนคนเล็กน้อย พบว่าแถวที่ต่อมาถึงตนเป็ลำดับที่ยี่สิบห้า ซื้อไม่ได้แน่นอน
“ถ้าเช่นนั้น เช้าวันพรุ่งนี้ก็มาต่อแถวแต่เช้ากันเถอะ!”
“เช่นนั้นก็ดีเ้าค่ะ!” สองคนพยักหน้าให้กันก่อนหมุนตัวจากไป
ต่งเฟิงเดินออกมาจากในห้องปุ๊บ สายตาเขามองเห็นผู้คนต่อแถวอยู่นอกประตูอย่างรวดเร็ว
“ฮ่าๆ กิจการนี้ไม่เลวเสียจริง!” เห็นผู้คนต่อแถวกันอยู่ เขาพยักหน้ารัวอย่างพึงพอใจ
“ศิษย์น้องต่ง ข้าเพิ่งเห็นคนจากแคว้นหลันสุ่ยมา ดูท่าเหมือนอยากซื้อยันต์วิเศษนะ?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเดินมาข้างหน้า บอกกับต่งเฟิง
“อ้อ? มีเื่นี้ด้วยหรือ?” ต่งเฟิงเลิกคิ้ว จดจำเื่นี้ไว้ในใจ
“เอาล่ะ เอาล่ะ สิบคนแรกเตรียมศิลาทิพย์ไว้ให้พร้อม คนด้านหลังกลับไปเถิด แค่สิบแผ่นนะ ไม่มีมากกว่านี้!”
“เฮ้อ...” ได้ยินคำพูดของต่งเฟิง ผู้ฝึกตนมากมายที่อยู่ด้านหลังล้วนจากไปอย่างผิดหวัง
เวลาเที่ยงวัน หลิ่วเทียนฉีได้ข่าวจากต่งเฟิง เมื่อเห็นข้อความนั้น เขายิ้มเล็กน้อยก่อนตอบกลับข้อความอีกฝ่ายประโยคหนึ่ง
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของคนรักจึงเอ่ยถามอย่างฉงน
“รับ!” หลิ่วเทียนฉีส่งป้ายหยกส่งสารให้ ทำท่าให้อีกฝ่ายอ่าน
“เอ๋? สตรีสี่คนนั้นจากแคว้นหลันสุ่ย้าซื้อยันต์อัคคีทองของพวกเราหรือ? ถ้าอย่างนั้น เ้าตอบต่งเฟิงว่าอย่างไรเล่า?” เฉียวรุ่ยเงยหน้ามองบุรุษพลางถามอย่างสนใจ
“ขาย มีศิลาทิพย์ทำไมจะไม่เอาเล่า ขอเพียงพวกเขาจ่ายศิลาทิพย์แสนก้อนต่อหนึ่งแผ่น พวกนางอยากซื้อเท่าไรก็ได้อยู่แล้ว!”
“แต่ หากยันต์อัคคีทองถูกพวกนางวาดลอกเลียนได้ มันจะไม่ส่งผลต่อการแข่งใหญ่ของเ้าหรือ?”
“ไม่มีทาง เ้าก็น่าจะรู้ว่าจุดที่ร้ายกาจของยันต์อัคคีทองไม่ได้อยู่ที่ตัวยันต์” อยู่ที่หมึกยันต์ต่างหาก
“เื่นี้ข้ารู้!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
“ฉะนั้น ไม่ต้องกังวลอันใดหรอก! เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือน พวกนางไม่มีเวลามากนักหรอก!” ต่อให้อีกฝ่ายเป็อัจฉริยะยันต์ระดับสุดยอด เวลาครึ่งเดือนคงทำอันใดได้ยาก
อีกอย่างหนึ่ง หากคิดวิจัยสูตรหมึกยันต์ของเขา นั่นย่อมเป็ไปได้ยาก เพราะหมึกยันต์แตกต่างจากโอสถ โอสถยังแยกส่วนประกอบสักหน่อยได้ แต่หมึกยันต์น่ะ หลังวาดลงบนยันต์จนแห้งสนิท พลังทิพย์ล้วนผสานลงไปในอักขระยันต์ พอเป็เช่นนี้ หากคิดจะวิเคราะห์หมึกยันต์ที่อีกฝ่ายใช้จากยันต์แผ่นหนึ่ง นั่นยากยิ่งกว่ายากเสียอีก
“ก็ใช่!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า คิดว่าที่เขาพูดมานั้นมีเหตุผล
--------------------------------------------------------------
1 ขัดใจนักที่ตีเหล็กไม่เป็เหล็กกล้า (恨铁不成钢) เป็สำนวน หมายถึง ไม่พอใจที่คนไม่มุมานะบากบั่นสู่ความก้าวหน้าอย่างที่หวัง
2 ข้าศึกประชิดกอดขาพระ (临阵抱佛脚) เปรียบเปรยว่า ก่อนหน้าไม่เตรียมตัว ถึงเวลาเกิดเื่ก็ทำอันใดไม่ได้แล้ว
