บทที่ 173 เบาะแส
ค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติของดินแดนมาร แม้จะดูขนาดใหญ่กว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติของเทียนตูหลายเท่า แต่ในความเป็จริงแล้ว จำนวนคนที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ในแต่ละครั้งกลับน้อยกว่าค่ายกลเคลื่อนย้ายมิติของเทียนตูเสียอีก เหตุผลที่เป็เช่นนั้นก็เพราะค่ายกลส่วนใหญ่ ถูกออกแบบให้มีกลไกหลักสำหรับการซ่อนเร้นและกดทับคลื่นพลังของค่ายกล ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายผ่านมิติสักเท่าไร
อย่างไรเสียที่นี่ก็คือเทียนตู ถึงแม้ว่ามหาเทพจะไม่ปรากฏตัวออกมานานแล้ว แต่นักพรตในดินแดนมารก็ไม่กล้าประมาทเลินเล่อ หากแผนการถูกเปิดโปง การจะยึดครองเทียนตูใน่ระยะเวลาอันสั้น ก็แทบจะเป็ไปไม่ได้ เพราะระยะทางระหว่างทั้งสองดินแดนนั้นห่างไกลกันลิบลับ และสถานที่แห่งนี้ยังสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายมิติของนักพรตที่มีขั้นพลังยุทธ์ไม่เกินขั้นหวนสู่สัจธรรมเท่านั้น มิเช่นนั้นแล้ว หากสามารถเคลื่อนย้ายผู้ที่มีพลังยุทธ์ในขั้น์ได้ การยึดครองเทียนตูก็จะกลายเป็เื่ง่ายดายโดยพลัน
ยามนี้ตรงบริเวณใจกลางของค่ายกล เพิ่งจะะเิพลังิญญาขุมหนึ่งออกมา จากนั้นก็มีแสงสีเทาเข้มกระแสหนึ่งปรากฏขวางกั้นรอบๆ ค่ายกล และบีบอัดเป็ขั้นตอนสุดท้าย แม้แต่นักพรตที่อยู่ใกล้ๆ ก็แทบจะไม่รู้สึกถึงการสั่นะเืของค่ายกล หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง
นักพรตที่ยืนอยู่ในค่ายกลก่อนหน้านี้ได้หายตัวไปแล้ว คาดว่าน่าจะไม่มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น แต่ต้องรอการยืนยันจากผู้ที่มาจากดินแดนมารก่อนจึงจะมั่นใจได้
ท่านราชันพยักหน้าอย่างพอใจ กำลังคิดว่าเมื่อไรทางฝั่งดินแดนมารจะส่งคนกลับมา แต่ทันใดนั้นค่ายกลก็เริ่มทำงานเอง การสั่นะเืภายในอากาศมีความถี่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ท่านราชันอดรู้สึกกังวลไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เพียงทดสอบว่าค่ายกลเชื่อมต่อกันหรือไม่ แต่ยังไม่ได้เริ่มการเคลื่อนย้ายมิติที่แท้จริง เพราะการสั่นะเืที่จุดศูนย์กลางเบาบางยิ่งนัก แต่ตอนนี้มันแตกต่างออกไป เห็นได้ชัดว่าทางฝั่งดินแดนมารพบว่าค่ายกลของทางฝั่งนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงอดใจรอไม่ไหวที่จะเคลื่อนย้ายกำลังพลจากฝั่งนั้นมายังที่แห่งนี้
เสียงอื้ออึงดังกระหึ่มอยู่ในอากาศ แสงสว่างเจิดจ้าบนค่ายกลเผยให้เห็นเงาร่างของคนเจ็ดคน ทุกคนมีขั้นพลังยุทธ์ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านราชัน คาดไม่ถึงว่าเพียงครั้งแรกในการเคลื่อนย้าย ทางดินแดนมารจะส่งนักพรตระดับราชันมาถึงเจ็ดคน ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าของเทียนตู
บนูเาอีกลูกที่อยู่ใกล้กับูเาเทียนฉยง ลู่อวี่พาลู่หนานและจีชิงรั่วมาตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกวิเศษที่ตระกูลลู่เพิ่งเปิดใหม่ ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยความสนอกสนใจ
พื้นที่เพาะปลูกวิเศษคือการปลูกพืชสมุนไพริญญาต่างๆ โดยใช้วิธีการลับเฉพาะหลายๆ อย่าง ไม่ใช่เพียงหาสถานที่ที่มีพลังิญญาหนาแน่น แล้วปลูกทำการเพาะปลูกเหมือนชาวนา การเปิดพื้นที่เพาะปลูกวิเศษ ต้องมีพลังิญญาหนาแน่นเป็เงื่อนไขพื้นฐาน และยังต้องปรับปรุงพื้นที่ตามพืชที่้าปลูก เช่น ต้องปลูกในสภาพอากาศร้อนหรือเย็น ดังนั้นจะต้องพิจารณาว่าควรตั้งค่ายกลชนิดใด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และวางมาตรการป้องกันต่างๆ รอบพื้นที่เพาะปลูกวิเศษด้วย
พื้นที่เพาะปลูกวิเศษนี้เกิดขึ้นจากการเสนอความคิดของลู่อวี่ ตระกูลลู่ได้ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเป็การสนับสนุน เปิดพื้นที่เพาะปลูกวิเศษกว่าร้อยไร่ กินพื้นที่รอบูเาเทียนฉยงกว่าร้อยลี้ ขอเพียงพื้นที่ตรงนั้นตรงกับเงื่อนไขและความ้าก็จะถูกนำมาใช้ทั้งหมด แล้วยังต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลทั้งหมดของตระกูล รวมถึงความร่วมมือจากสมาชิกตระกูลอีกหลายพันคน เรียกได้ว่าเป็การเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ของตระกูลลู่ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ดีมากเช่นกัน นอกจากผู้เชี่ยวชาญค่ายกลและสมาชิกในตระกูลจะร่วมมือกันแล้ว ลู่อวี่ยังปรุงของเหลววิเศษแขนงต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง มอบให้คนในตระกูลนำไปใช้บำรุงพื้นที่เพาะปลูกต่างๆ รวมถึงใช้สำหรับปลูกพืชวิเศษที่มูลค่าสูงด้วย
ยามนี้เวลาผ่านไปหลายปีแล้ว พื้นที่เพาะปลูกวิเศษกว่าร้อยไร่ได้เปิดดำเนินการเสร็จสิ้น และพืชิญญาที่ปลูกในพื้นที่ชุดแรกก็เริ่มมีผลิตผลให้กับตระกูลลู่แล้ว
หลังจากที่ลู่อวี่ทำให้ขั้นพลังยุทธ์ของตนเองมั่นคงแล้ว เขาก็บังเอิญได้ยินลู่หนานกับจีชิงรั่วพูดคุยกันเกี่ยวกับที่แห่งนี้ จึงนึกขึ้นได้ว่าตระกูลของเขามีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย เพราะเกิดสนใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน เขาจึงพาเด็กสาวสองคนมาดูสถานที่ดังกล่าวด้วยตนเอง
ในชาติก่อน ลู่อวี่เป็ยอดฝีมือด้านการปรุงโอสถและเชี่ยวชาญการปลูกพืชิญญาด้วย แต่พื้นที่เพาะปลูกวิเศษที่เขาเปิดในตอนนั้นมีขนาดเล็กยิ่งนัก พืชสมุนไพรที่ปลูกก็ล้วนเป็ของที่หายาก ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเื่การปลูกพืชิญญาพร้อมกันจำนวนมาก แต่ถ้าเป็การปลูกพืชิญญาระดับสูงที่ล้ำค่าและหายาก ลู่อวี่ถือว่าเป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เลยทีเดียว
แต่ตอนนี้ตระกูลลู่เพิ่งเปิดพื้นที่เพาะปลูกวิเศษใหม่ ผู้ที่มีความสามารถในด้านนี้ยังมีเพียงไม่กี่หยิบมือ จึงไม่สามารถนำพืชิญญาที่ทั้งล้ำค่าและทั้งหายากมาลองปลูกได้ ดังนั้นพืชในพื้นที่เพาะปลูกวิเศษส่วนใหญ่ จึงเป็พืชที่หายากอยู่บ้างแต่ไม่ใช่พืชที่ล้ำค่ามากนัก
“พี่ชาย ดูเบื้องหน้านั่นสิ มีดอกเหยียนหยางปลูกอยู่เต็มไปหมด งดงามเหนือคำบรรยายยิ่งนัก!” ลู่หนานจับแขนลู่อวี่มาเขย่าเบาๆ พลางชี้ไปทางด้านซ้ายที่เบื้องหน้าของตนเอง เพื่อแนะนำทิวทัศน์อันงดงามที่ตนเพิ่งค้นพบให้พี่ชายเห็น
ลู่หนานตอนนี้อายุสิบหกย่างสิบเจ็ดปีแล้ว นับว่าเป็สตรีเต็มตัว แต่ยังคงมีอุปนิสัยร่าเริงและซุกซนเหมือนเมื่อครั้งยังเป็เพียงเด็กสาวไม่มีเปลี่ยน
ลู่อวี่มองตามทิศที่น้องสาวชี้ พลันมองเห็นแสงสีทองปนแดงลอยออกมาจากป่าที่ห่างออกไปสิบกว่าจั้ง
ดอกเหยียนหยางเป็พืชที่เมื่อปลูกเพียงลำพังอาจดูเหมือนไม่โดดเด่น ทว่าเมื่อปลูกรวมกันเป็กลุ่มใหญ่จะมีความงดงามที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่หยอก กลีบดอกสีทองแดงสวยสด เมื่อได้ยลโฉมจากในป่าที่เต็มไปด้วยความเขียวขจี ย่อมต้องสะดุดตาผู้พบเห็นเป็ธรรมดา แม้ว่าความจริงแล้วหากมองมันนานๆ หรือพบเห็นจนชินตาแล้ว ก็ไม่นับว่ามีความพิเศษใด
แต่ลู่อวี่ย่อมไม่ทำให้เสียบรรยากาศ ไม่เพียงแต่ลู่หนานที่ตื่นเต้นเมื่อเห็นดอกเหยียนหยาง จีชิงรั่วที่มีอุปนิสัยเงียบขรึมก็ดูตื่นเต้นเช่นกัน ดวงตาคู่งามของนางเบิกกว้างและทอเป็ประกาย
“นายน้อย พื้นที่เพาะปลูกวิเศษแห่งนี้เปิดมานานแล้ว ดอกเหยียนหยางส่วนใหญ่ก็ล้วนโตเต็มที่ อีกไม่กี่วันจะมีคนมาเก็บรวบรวม หากไม่ได้รับของเหลววิเศษจากนายน้อย การปลูกดอกเหยียนหยางพวกนี้คงจะเป็เื่ยากยิ่ง ดอกเหยียนหยางในธรรมชาติเติบโตบนูเาไฟในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง อีกทั้งยังมีจำนวนน้อยมาก”
ลู่อวี่ไม่ได้พาลู่หนานกับจีชิงรั่วมาเพียงลำพัง ผู้ดูแลพื้นที่เพาะปลูกวิเศษไม่กล้าละเลยพวกเขา จึงต้องเดินทางมาด้วยในครั้งนี้
“อ้อ? ดีแล้วใช้ได้ผล ดอกเหยียนหยางมีคุณสมบัติขั้วหยาง เป็วัตถุดิบหลักและวัตถุดิบทดแทนในการปรุงโอสถหลากชนิด เ้าลองปลูกมันร่วมกับสมุนไพรที่มีคุณสมบัติอื่นๆ ดูสิ หากสมุนไพรแปรสภาพ ย่อมเป็สิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า”
ผู้ดูแลมีท่าทีงุนงง มันมีวิธีการเพาะปลูกเช่นนั้นด้วยหรือ? แต่ในเมื่อนายน้อยออกคำสั่งมา เขาในฐานะผู้ดูแลย่อมต้องเชื่อฟัง จึงรีบตอบรับคำสั่งของอีกฝ่าย
ในตอนนั้นเองก็มีแสงิญญาสายหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามา ลู่อวี่รับเอาไว้ได้ทัน จึงรู้ว่ามันคือคัมภีร์หยกส่งสาร เมื่อใช้พลังจิตตรวจสอบดูก็พบว่าเป็ของบิดาอย่างลู่เหว่ยจุน ใจความนั้นไม่ใช่เื่สำคัญอะไร เพียงสอบถามว่าเขาสนใจเข้าร่วมงานประมูลที่จะจัดขึ้นในเมืองเทียนอวิ๋นหรือไม่ หากไม่สนใจ เขาจะจัดแจงให้ผู้อื่นไปเข้าร่วมแทน
ปัจจุบันตระกูลลู่มีฐานะมั่งคั่ง พวกเขามักเป็แขกประจำในงานประมูลทั้งหลาย ลู่เหว่ยจุนเคยพิจารณาแล้วว่าตระกูลลู่ควรเปิดโรงประมูลเองหรือไม่ แต่หลังจากปรึกษากับบรรดาผู้าุโทั้งหลาย พวกเขาต่างลงความเห็นว่าตระกูลลู่มีกิจการในมือมากพอแล้ว อีกประการหนึ่ง กลุ่มขั้วอำนาจขนาดใหญ่อื่นๆ ต่างก็มีโรงประมูลเป็ของตัวเอง เช่นนั้นแล้ว ตระกูลลู่ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีก
งานประมูล? ลู่อวี่คิดว่าเขาเคยเข้าร่วมงานประมูลเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อครั้งที่ยังมีปัญหากับทางเขาหนิงชุยเฟิง ตอนนี้เขาเพิ่งจะบรรลุขั้นพลังยุทธ์มาหมาดๆ ไม่มีทางที่จะพัฒนาได้ในระยะเวลาสั้นๆ จึงคิดว่าควรไปเข้าร่วมงานประมูล เพื่อดูว่ามีของล้ำค่าใดอีกบ้าง หากมีของดีจะได้ซื้อกลับมา
หลังจากตอบสารกลับไป ลู่อวี่ก็หันไปเห็นลู่หนานกับจีชิงรั่วที่กำลังเล่นสนุกอยู่ในป่า ดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมพวกนางอย่างเข้มงวดมากเกินไป แต่ที่นี่เป็ถือเป็อีกที่ตั้งของตระกูลลู่ ย่อมมียอดฝีมือมากมายคอยคุ้มกัน คงไม่มีอันตรายใดเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ว่าจะมียอดฝีมือเสียสติโจมตีเด็กสาวทั้งสอง
หลังจากบอกกล่าวลูกศิษย์ทั้งสองเพียงไม่กี่คำ ลู่อวี่ก็จากไป
การประมูลเหล่านี้จัดขึ้นในเวลาที่ไม่ทับซ้อนกัน กล่าวได้ว่าแทบจะเริ่มต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ และทั้งหมดจัดขึ้นในเมืองเทียนอวิ๋น
เมื่อเมืองเทียนอวิ๋นเติบโตขึ้น ก็มีหลายกลุ่มอิทธิพลเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำให้ตระกูลลู่ร่ำรวยมหาศาล และดึงดูดผู้มาเยือนจำนวนมาก นักพรตระดับสูงหลายคนได้เตรียมที่พักในเมืองเทียนอวิ๋น เพื่อความสะดวกในการซื้อโอสถวิเศษจากจัตุรัสอวี้เ้า ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็เหตุสำคัญที่ทำให้งานประมูลนับไม่ถ้วนถูกจัดขึ้นในเมืองเทียนอวิ๋น
่พลบค่ำวันนั้น ลู่อวี่พร้อมด้วยผู้ติดตามจำนวนหนึ่งก็เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานประมูล
งานประมูลครานี้ถูกจัดขึ้นโดยตระกูลเซี่ย ผู้เลื่องลือว่าเป็ตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเทียนตู ด้วยเหตุนี้ ขนาดและระดับของงานจึงแลดูสูงส่งยิ่งนัก ลู่อวี่ที่มีบัตรเชิญสามารถเข้าสู่ห้องรับรองแขกที่เตรียมไว้สำหรับตระกูลลู่ได้อย่างราบรื่น
ในขณะนั้น ที่นั่งสำหรับนักพรตตรงกลางหอประชุม ล้วนมีคนนั่งอยู่เกือบร้อยคนได้แล้ว คิดเป็หนึ่งในสามของที่นั่งทั้งหมด แม้ว่างานประมูลในครั้งนี้จะดูเหมือนว่าไม่ใหญ่มาก ทว่าด้วยคุณค่าอันสูงส่งของสิ่งของที่นำมาประมูล ไม่ใช่นักพรตทั่วไปจะรับราคาเ่าั้ไหว หอประชุมที่สามารถรองรับได้สามร้อยคนจึงไม่นับว่าน้อย
ลู่อวี่หยิบรายนามสิ่งของที่จะถูกนำขึ้นประมูลในคืนนี้ ซึ่งผู้จัดประมูลเตรียมเอาไว้ให้ขึ้นมาอ่าน พลิกดูคร่าวๆ แล้วลอบพยักหน้าในใจ สมแล้วที่เป็ตระกูลเซี่ย มีหลายสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้ดี ทว่าเมื่อได้พินิจดู เขาก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ด้วยไร้ซึ่งสิ่งที่อยาก ความตื่นเต้นในใจจึงค่อยๆ หายไป
ขณะกำลังไล่ดูรายนามของที่จะถูกนำขึ้นประมูลอย่างเบื่อหน่ายอยู่นั้น จู่ๆ ลู่อวี่ก็พลันขมวดคิ้วเล็กน้อย พลันเงยหน้าขึ้นมองออกไปด้านนอกกระจกผลึกใสของห้องรับรอง แล้วเห็นว่ามีนักพรตคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี
นักพรตผู้นี้ดูเหมือนคนอายุห้าสิบปี ผมเริ่มเป็สีดอกเลา อาภรณ์ด้านในเป็สีดำ และคลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวยาวสีเทา ไม่สวมใส่เครื่องประดับ ดูแล้วธรรมดาไม่น่าสนใจสักนิด แต่สำหรับนักพรตแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือดวงตา ทว่าดวงตาของเขากลับไร้ซึ่งประกายแสง
คนเช่นนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสายตาของผู้ใดก็ดูเป็เพียงคนธรรมดา แล้วยังเลือกนั่งในตำแหน่งที่อยู่มุมอับลับตาคนอีก หากไม่ทำเื่ที่ผิดแผกอะไร ก็แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
แต่ลู่อวี่รู้ว่านี่เป็เพียงการปลอมตัว แม้เขาจะไม่สามารถระบุได้ว่าคนผู้นี้คือใคร แต่ก็สามารถคาดเดาได้คร่าวๆ
ก่อนหน้านี้ ลู่อวี่กับตู้เสวียนเฉิงเคยพบกับนักพรตมารสองคนที่บุกเข้าไปในถ้ำของนักพรตโบราณก่อนหน้าพวกเขา หนึ่งในนั้นยังได้รับตำราและม้วนคัมภีร์หยกจำนวนมากจากห้องหนังสือของเ้าของถ้ำไปด้วย หากไม่ใช่เพราะมีเวลาจำกัด ลู่อวี่กับตู้เสวียนเฉิงคงไม่ปล่อยให้คนผู้นั้นลอยนวลเป็แน่
