“คุณป้าคุณน้าทุกคนคงเห็นกันแล้วนะคะ แต่ก่อนหนูอาจจะยังเด็ก หัวอ่อนเกินไป คุณพ่อเองก็สุขภาพไม่ดี ดูแลหนูไม่ทั่วถึง แต่ตอนนี้... ตระกูลถังทำกับหนูถึงขนาดฉีกอนาคตทิ้ง ทั้งๆ ที่พ่อแท้ๆ ของหนูยังมีลมหายใจ หนูก็ต้องทำหน้าที่ลูกที่ดี จะให้ทิ้งพ่อบังเกิดเกล้าไปเสวยสุขคนเดียวได้ยังไง ใครรู้เข้าคงประณามว่าเนรคุณ”
ถังหว่านกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สายตากวาดมองเพื่อนบ้านที่ยืนฟังอย่างตั้งใจ
“ใช่ๆ แม่หนูพูดถูกแล้ว กตัญญูเป็เครื่องหมายของคนดี ไม่มีใครว่าหนูได้หรอก” ชาวบ้านพยักหน้าหงึกหงัก เห็นพ้องต้องกัน
“ถ้าอย่างนั้น ขอเชิญทุกคนแยกย้ายเถอะค่ะ หนูขอตัวไปดูแลพ่อก่อน” เธอกล่าวจบก็วางมีดทำครัวลง แล้วกลับมาเป็เด็กสาวท่าทางเรียบร้อยดังเดิม
เมื่อฝูงชนสลายตัว ถังหว่านก็ถกแขนเสื้อขึ้น ทรุดตัวลงกลางดงหญ้ารกชัฏ ลงมือถอนวัชพืชเพื่อหาผักป่า จางเหวินไฉเห็นเข้าก็ร้อนใจ รีบะโห้าม “ลูก ไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวพ่อทำเอง มือลูกจะบาดเอา”
ถังหว่านลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามตัว “ไม่เป็ไรค่ะพ่อ หนูแค่จะหาผักไปทำมื้อเที่ยง วันนี้เรากิน ‘แป้งทอด’ กันดีไหมคะ?”
“ดี... ดีสิลูก” จางเหวินไฉรีบหันหลังให้ เพื่อซ่อนน้ำตาแห่งความตื้นตันที่เอ่อคลอ
บ้านหลังนี้แม้จะเก่าคร่ำคร่า แต่สิ่งที่ถังหว่านถูกใจที่สุดคือ ‘ครัว’ เตาไฟขนาดใหญ่พร้อมกระทะเหล็กใบั์ กว้างขวางทำอาหารสะดวกสบาย แถมยังมีเตาถ่านเล็กๆ สำหรับฤดูหนาวอีกด้วย
เธอตั้งกระทะแบนที่ซื้อมาจากร้านของเก่า ทาน้ำมันบางๆ รอจนร้อนได้ที่ แล้วเทส่วนผสมแป้งทอดลงไปเกลี่ยให้ทั่ว พอแป้งเริ่มสุกเหลืองหอม ก็โรยแตงกวาซอยและผักป่าปรุงรสลงไป เสียดายที่ขาดถั่วงอก ไม่งั้นคงครบเครื่องกว่านี้
อีกเตาหนึ่ง หม้อน้ำแกงกำลังเดือดปุดๆ เธอใช้ทัพพีคนน้ำให้เป็วงน้ำวน แล้วค่อยๆ เทไข่ไก่ที่ตีไว้ลงไปเป็สาย ปรุงรสด้วยเกลือนิดหน่อย ใส่ผักป่าลงไปเพิ่มสีสัน... อาหารมื้อเที่ยงง่ายๆ แต่น่ากินพร้อมเสิร์ฟ
ในสวนหลังบ้านมีต้นพุทราและต้นแอปเปิลเก่าแก่ แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาร่มรื่น ใต้ต้นไม้มีแผ่นหินก้อนใหญ่วางอยู่ ถังหว่านไปหาอิฐเก่าๆ มาหนุนฐานให้มั่นคง แล้วช่วยกันกับพ่อยกแผ่นหินวางทำเป็โต๊ะอาหาร
บรรยากาศใต้ร่มไม้เย็นสบายผิดกับแดดจ้าภายนอก
เธอถอนวัชพืชรอบๆ ออกจนเกลี้ยง เนรมิตมุมทานข้าวเล็กๆ ที่แสนอบอุ่น
“ถ้าแม่ของลูกยังอยู่... คงดีใจมากที่เห็นลูกเติบโตมาเป็คนเก่งขนาดนี้” จางเหวินไฉมองลูกสาวด้วยความภูมิใจปนเศร้าสร้อย น้ำตารื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“คนที่จากไปแล้วก็คือจากไปค่ะพ่อ คนอยู่ต่างหากที่ต้องสู้ต่อไป แม่เองก็คงไม่อยากเห็นพ่อนั่งเศร้าแบบนี้หรอก” ถังหว่านตอบเรียบๆ เธอไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่แท้ๆ มากนัก แต่ก็พูดปลอบใจไปตามมารยาท
“นั่นสินะ... ลูกพูดถูก” จางเหวินไฉรีบปาดน้ำตา ก้มหน้าก้มตากินแป้งทอด เพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนไหว
มื้อนั้น... เป็มื้อที่สองพ่อลูกกินอิ่มและมีความสุขที่สุดในรอบหลายปี
หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน แดดบ่ายร้อนระอุ บวกกับความเหนื่อยล้าสะสม ทำให้ถังหว่านเผลอหลับไปทันทีที่หัวถึงหมอน กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าหลังฝนตกช่วยกล่อมให้เธอหลับลึกอย่างสงบ
แต่จางเหวินไฉกลับนอนไม่หลับ... เขานอนลืมตาโพลองอยู่ในห้องโถง คิดไม่ตกเื่อนาคต
แม้เขาจะเป็ครูที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป การจะกลับไปเป็ครูต้องผ่านด่านหินหลายด่าน ทั้งหมู่บ้าน โรงเรียน และสำนักงานวัฒนธรรมเขตต้องอนุมัติ
แล้วใครจะมาเอาคนแก่พิการ ไร้เส้นสาย ประวัติด่างพร้อยอย่างเขา?
เขามีความรู้ แต่ไร้หนทางหาเงิน แล้วจะเอาอะไรเลี้ยงลูกสาว? คืนนั้นทั้งคืน ชายชรานอนคิดไม่ตกจนฟ้าสว่าง
บ่ายวันต่อมา... อาจเป็เพราะวีรกรรมความกตัญญูของถังหว่านเป็ที่เลื่องลือ เพื่อนบ้านจึงเริ่มแวะเวียนมาหา
หญิงสาวท่าทางซื่อๆ คนหนึ่งโผล่หน้ามาทักทาย เธอเป็ภรรยาใหม่ของ 'เอ้อจู้' เพิ่งแต่งงานเข้ามาได้ไม่นาน พอถูกถามว่ามาทำไม เธอก็ตอบตรงๆ ว่า “แม่สามีฉันสั่งให้มาดูน่ะจ้ะ”
แม่สามีของเธอเคยสนิทสนมกับแม่แท้ๆ ของถังหว่าน และเป็คนคอยจุนเจือพ่อของเธอมาตลอดหลายปี ถังหว่านซาบซึ้งใจจึงชวนคุยอย่างเป็กันเอง ตลอดบ่ายสองสาวช่วยกันเก็บกวาดลานบ้านจนสะอาดเอี่ยม
ก่อนกลับ ถังหว่านตักน้ำตาลทรายแดงใส่ถ้วยยื่นให้ "เอานี่ไปกินนะพี่สาว"
ในยุคนั้น 'น้ำตาลทรายแดง' คือของล้ำค่า มักเก็บไว้ให้คนท้องหรือเป็ของฝากญาติผู้ใหญ่เท่านั้น หญิงสาวรีบปฏิเสธพัลวัน แต่ถังหว่านแกล้งตีหน้าดุบังคับยัดเยียดใส่มือ จนอีกฝ่ายจำต้องรับไปด้วยความเกรงใจ
ทางฝั่งบ้านตระกูลจางเต็มไปด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น แต่ทางฝั่งตระกูลถังกลับร้อนรุ่มดั่งไฟนรก
กำหนดเส้นตายชดใช้ค่าเสียหายล่วงเลยมาหลายวัน 'จูโหย่วหวัง' ผู้เป็เ้าทุกข์เริ่มหมดความอดทน เขายกขบวนพี่น้องและญาติโยมมาปิดล้อมบ้านตระกูลถังอีกครั้ง
'ถังฟู่กุ้ย' ลูกชายคนเล็กที่ปกติเก่งแต่ปาก พอเจอคนจริงเข้าก็หน้าซีดเป็ไก่ต้ม แอบหัวหดอยู่หลังแม่ ไม่กล้าหืออือ
'จูโหย่วจือ' ภรรยาเลขาธิการหมู่บ้าน แม้จะรังเกียจครอบครัวนี้เข้าไส้ แต่ก็ยังรักษามารยาท "คุณป้าคะ ทางเราให้เวลามามากพอแล้วนะ ถ้าวันนี้ยังตกลงกันไม่ได้ คงต้องไปคุยกันที่โรงพักแล้วล่ะค่ะ"
หลี่ชุ่ยเสียตัวสั่นงันงก ได้ยินมาว่าเข้าคุกทีโดนซ้อมปางตาย แถมต้องเสียเบี้ยใบ้รายทางอีกบานตะไท ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของนางจะเข้าไปนอนคุกไม่ได้เด็ดขาด
นางหันขวับไปจ้อง 'เถียนจ้าวตี้' ตาเขียวปั๊ด “นังสะใภ้ตัวดี ฉันให้เงินแกเก็บไว้ไม่ใช่รึไง เอาออกมาช่วยน้องชายแกเดี๋ยวนี้ จะเก็บไว้รอออกลูกใหม่หรือไงฮะ”
“แม่คะ หนูจะไปมีเงินที่ไหน” เถียนจ้าวตี้แทบกรี๊ด ยัยแก่เลอะเลือนไปแล้วหรือไง จะให้เสกเงินสองร้อยหยวนมาจากไหน...
เดี๋ยวนะ... เงินสินสอด
ที่ว่าจะจับถังหว่านขายให้ตาแก่หื่นกามนั่น... เงินสินสอดสองร้อยหยวน
สีหน้าของเถียนจ้าวตี้ซีดเผือด “แม่... คือ...”
ยังไม่ทันจะแก้ตัว 'ถังฮุ่ยฮวา' น้องสะใภ้ตัวแสบก็แทรกขึ้นมาเสียงหวาน "พี่สะใภ้รองคะ คนกันเองทั้งนั้น ตอนนี้เรือล่มในหนอง ถ้าไม่ช่วยกันพาย เดี๋ยวได้จมน้ำตายกันหมดยกครัวนะพี่"
เถียนจ้าวตี้โกรธจนควันออกหู นังน้องสะใภ้นี่มันร้ายยิ่งกว่างูพิษ จ้องจะรีดไถเงินเก็บของนางอยู่ได้ เงินนั่นนางเก็บไว้เป็ทุนแต่งเมียให้ลูกชายนะ
เื่นี้ลูกชายนางไม่ได้ก่อ ใครทำก็รับผิดชอบเองสิ
แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากปฏิเสธ 'ถังเอ้อหนิว' สามีผู้กลัวเมีย (และกลัวแม่) ทนแรงกดดันไม่ไหว เดินดุ่มๆ เข้าห้องไปหยิบเงินเก็บออกมา
เถียนจ้าวตี้แทบช็อก ลมจับ ต้องเอามือกุมหน้าอกไว้แน่น
ไม่กี่นาทีต่อมา ถังเอ้อหนิวเดินกลับออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ยังไม่ทันที่เถียนจ้าวตี้จะได้เอ่ยถาม...
เพียะ
ฝ่ามือหนักๆ ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หน้าภรรยาจนหน้าหัน
“กูถามมึง เงินสองร้อยหยวนหายไปไหน” เขาตะคอกเสียงดังลั่นบ้าน
“อะ... อะไรนะ?” เถียนจ้าวตี้ลืมเจ็บ กระเด้งตัวลุกขึ้นยืน ตาเหลือกโพลง “จะหายได้ยังไง ก็มันวางอยู่ใต้ฟูกเตียงไง”
“ถ้ามึงยังตอแหลอีก กูจะฉีกปากมึงให้ถึงหู มึงเข้าไปดูเองสิว่ามันยังอยู่มั้ย”
ถังเอ้อหนิวตอนแรกนึกว่าเมียแอบเอาเงินกลับไปให้บ้านพ่อแม่ แต่พอเห็นสีหน้าใสุดขีดของนาง เขาก็เริ่มใจเสีย... หรือว่าโดนขโมย?
“มองหน้าฉันทำไม ฉันไม่ได้แตะต้องเลยนะโว้ย” ถังฟู่กุ้ยรีบออกตัว ปฏิเสธเสียงหลง อย่าว่าแต่รู้ที่ซ่อนเงินเลย ให้ตายเขาก็ไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้ห้องนอนสกปรกๆ ของพี่ชายรองหรอก
