วันนี้เป็วันที่สี่แล้ว หลังจากที่หลี่ซื่อตายไป แม้ว่าจะไม่รู้ชะตากรรมของตระกูลหาน แต่หานอวิ๋นซีก็ยังคงใช้ความคิดอย่างมากในการจัดการกับเื่ทั้งหมดในตระกูลหานอย่างเหมาะสม
เมื่อคืนหลงเฟยเยี่ยไม่ได้กลับมา วันนี้ทั้งวันก็ไม่เห็นใครเช่นกัน หานอวิ๋นซีไม่ได้มีความคิดที่จะถามว่าเขาอยู่ที่ไหน ทำแค่รออย่างเงียบๆ
ตราบใดที่ไม่มีเื่ใดเกิดขึ้นกับตระกูลหาน นางก็จะปล่อยเขาไปอีกหนึ่งวัน
หลังทานอาหารเย็นที่จวนตระกูลหาน หานอวิ๋นซีจึงจะกลับมา และพบว่าไฟในห้องนอนเปิดอยู่ ซึ่งหมายความว่าหลงเฟยเยี่ยกลับมาแล้ว
นี่คือสิ่งที่เขาสัญญาไว้ และเขาควรอธิบายให้นางฟัง แทนที่นางจะไปถามเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
หลังจากหยุดชั่วครู่ หานอวิ๋นซีก็เดินไปที่ตำหนักหยุนเซี่ยน นางหยิบตำราทางการแพทย์มาหนึ่งเล่มและนั่งบนเก้าอี้โยกในลานบ้านเพื่ออ่าน
แม่นมจ้าวนำชามาให้และพูดเสียงเบาว่า “หวังเฟยเพคะ ท่านอ๋องกลับมาแล้ว”
“อืม” หานอวิ๋นซีตอบอย่างเฉยเมย โดยไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด
แม่นมจ้าวเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ใน่สองวันที่ผ่านมานายหญิงดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดี นางสงสัยว่าต้องเกี่ยวข้องกับท่านอ๋องเป็แน่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้ใส่ใจกับท่านอ๋องมากนัก!
ในเวลานี้ หลงเฟยเยี่ยกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกข้างนอกห้องนอน อ่านรายงานลับที่เพิ่งส่งมา เขายุ่งมาก ไม่ใช่แค่เื่คนทรยศของเป่ยลี่เพียงเื่เดียวเท่านั้น
ลานดอกบัวเต็มไปด้วยความเงียบ ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีเกล็ดหิมะบางๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมัน และปล่อยให้เกล็ดหิมะตกลงบนผมและร่างกาย
หลังจากนั้นไม่นาน ฉู่ซีเฟิงก็มาถึง
“นายท่าน โรงน้ำชาเทียนเซียงถูกปิด โฉนดที่ดินเองก็ได้ถูกส่งมอบไปแล้ว เพียงแต่กู้ชีฉ่าวไม่ปรากฏตัวและอำนาจทั้งหมดได้ถูกส่งมอบให้กับซ่างกวนพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ซีเฟิงพูดตามความจริง
เดิมทีหลังจากที่ท่านอ๋องและหวังเฟยกลับมา พวกเขายุ่งอยู่กับการทดสอบพิษงูหมื่นตัวและไม่ได้พูดถึงเื่โรงน้ำชาเทียนเซียงอีกเลย อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าทำไมเมื่อคืนนี้ ก่อนที่ท่านอ๋องจะเข้าวัง จู่ๆ ก็สั่งให้เขารีบไปปิดตายโรงน้ำชาเทียนเซียง
หลงเฟยเยี่ยที่มีสีหน้าเรียบเฉย หลังจากอ่านจดหมายลับแล้วก็พูดอย่างใจเย็นว่า “ตรวจสอบร้านค้าทั้งหมดของกู้ชีฉ่าวในเมืองหลวงและสั่งปิดไว้ชั่วคราว เนื่องจากสงสัยว่าจะร่วมมือกับศัตรู”
เอ่อ…
เป็ไปได้หรือไม่ว่ากู้ชีฉ่าวผู้นั้นไปแตะโดนเกล็ดัของท่านอ๋องเอาเสียแล้ว?
เพียงแต่เกล็ดัของท่านอ๋องคืออะไรกันนะ? ฉู่ซีเฟิงรับใช้เขามาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้เื่นี้อยู่ดี
ฉู่ซีเฟิงไม่กล้าถามคำถามไปมากกว่านี้ เขาจึงพยักหน้า “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่กำลังจะออกไป หลงเฟยเยี่ยก็พูดอีกครั้งว่า “แล้วก็ไปสืบมาด้วยว่า่นี้กู้เป่ยเยวี่ยว่างมากใช่หรือไม่”
เอ่อ…
ฉู่ซีเฟิงยิ่งรู้สึกงงงวยมากขึ้น สืบเื่หมอหลวงกู้ไปทำไมกัน? หรือว่าคดีทรยศที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับหมอหลวงกู้? เพียงแต่ มันไม่น่าเป็ไปได้
“ท่านอ๋อง หลายวันก่อนหน้านี้หมอหลวงกู้อยู่ในวังตลอด และหลังจากกลับไป เขาก็ป่วยหนัก ตามที่กระหม่อมดูแล้ว เขาน่าจะกำลังพักฟื้นอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ซีเฟิงตอบอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม หลงเฟยเยี่ยพูดกลับมาเพียงสามคำ “ไปสืบให้แน่ใจ”
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉู่ซีเฟิงตอบอย่างเศร้าสร้อย ด้วยท่าทีของฝ่าา เขารู้ว่าถึงเขาจะกล้าถามแต่ท่านอ๋องก็คงไม่บอกเขาอยู่ดี
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
หลงเฟยเยี่ยลุกขึ้นปัดเกล็ดหิมะบนร่างกายและเส้นผม ถือร่มกระดาษน้ำมันและมุ่งหน้าไปยังตำหนักหยุนเซี่ยน เขาเป็คนนิ่งเงียบมาั้แ่เกิด ในคืนหิมะตกที่เงียบสงบร่างเพรียวของเขาดูโดดเดี่ยวเหงาและอ้างว้าง
ยังไม่ทันที่จะเดินไปไกล เขาหยุดและเห็นหานอวิ๋นซีกำลังเดินมาหาเขา สวมเสื้อผ้าบางๆ ไม่มีผ้าคลุม ปล่อยให้เกล็ดหิมะกองอยู่บนไหล่
นางมาหาเขาหรือ?
ในระยะไกล นางที่เห็นเขาก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน
เขาคิดจะมาหานางที่ตำหนักหยุนเซี่ยนหรือ?
ในไม่ช้า เขาก็เดินเข้าไปในทางเดิน มองนางอย่างเ็าและเห็นว่านางยังคงหยุดนิ่ง จนในที่สุดเขาก็พูดเสียงดังด้วยความโกรธเล็กน้อย “ยังไม่เดินมาอีกหรือ?”
นางไม่ตอบ หลับตาทั้งสองข้างและวิ่งเข้ามาด้วยความใ ร่างทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ น่าอายเหลือเกิน
เขามองนางอย่างเ็า และเห็นว่าริมฝีปากของนางซีดและใบหน้าเองก็เป็สีม่วง
เขาถอดเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกออก ยื่นให้นางและสั่งอย่างเด็ดขาดว่า “ใส่เสีย!”
“ขอบพระทัยท่านอ๋อง อีกเดี๋ยวข้าก็กลับแล้ว ไม่ต้องใช้มันหรอก” นางปฏิเสธอย่างสุภาพ
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเ็าและโยนเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกไป นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรับมัน แต่ก็แค่ถือมันไว้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าแค่จับมัน มือที่เย็นเฉียบของนางก็อุ่นขึ้นทันที เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสุดหรูนี้เต็มไปด้วยอุณหภูมิร่างกายของเขา
ความจริงแล้วนางมาหาเขา ด้วยเพราะพลิกตัวไปมาแล้วนอนไม่หลับ นางแค่อยากจะมาหาเขาและถามเขาว่า ตระกูลหานยังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว?
เพียงแต่ เมื่อเจอเขาแล้วกลับไม่รู้จะทำอย่างไร เลยไม่มีอะไรอยากจะพูดเป็พิเศษ
ส่วนเขาเองก็จะไปหานางเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเื่ตระกูลหาน เขาไม่เคยให้สัญญากับคนอื่นง่ายๆ โดยเฉพาะสตรี ในเมื่อสัญญาแล้ว ไม่ว่าจะต้องทุ่มเทเท่าไรหรือจะมีข้อยกเว้นมากแค่ไหน เขาก็จะรักษาคำพูดให้ได้
“คดีของหลี่ซื่อจะสิ้นสุดในวันพรุ่งนี้ ศาลต้าหลี่จะออกประกาศ โดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับหานหยุนอี้และจะไม่เกี่ยวข้องกับใครในตระกูลหานเช่นกัน” เขาพูดอย่างตรงไปตรงมามาก ก่อนหน้านี้เขาสัญญากับนางว่าจะปกป้องหานหยุนอี้เท่านั้น ตอนนี้ เขาทำให้ตระกูลหานรอดชีวิตมาได้ทั้งหมด
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ หานอวิ๋นซีซึ่งอยู่ในสภาพหดหู่ก็เงยหน้าขึ้น เผชิญกับดวงตาที่เฉยเมยและลึกล้ำของหลงเฟยเยี่ย นางรู้สึกประหลาดใจมากและโพล่งออกมาว่า “จริงหรือ?”
“ข้าทำในสิ่งที่ข้าพูดแล้ว ปกป้องตระกูลหาน และให้รางวัลสำหรับเ้าในการทดสอบยาพิษ” หลงเฟยเยี่ยอธิบายอย่างเ็า
หานอวิ๋นซีมีความสุขมาก ตระกูลสวี่และตระกูลหลี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลหาน และการรักษาตระกูลหานไว้ในขณะนี้ก็เทียบเท่ากับการรักษาบ้านของเสี่ยวอี้เอ๋อร์!
นางโค้งคำนับและทำความเคารพทันที “ในนามของตระกูลหาน ข้าขอบพระทัยท่านอ๋องสำหรับความเมตตา!”
“มีอะไรอีกหรือไม่?” หลงเฟยเยี่ยถาม
มีอะไรอีก...มีอีกหรือไม่? เขา้าให้นางถามอะไร? นางถามไป เขาจะตอบใช่หรือไม่?
หานอวิ๋นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลุกขึ้นยืนและยิ้ม “มีเพียงเื่นี้ ข้าไม่รบกวนท่านอ๋องแล้ว”
หลังจากที่นางพูดจบ ก็หันหลังกลับอย่างแน่วแน่เพื่อที่จะเดินออกไป
โดยไม่คาดคิด หลงเฟยเยี่ยพูดอย่างเ็าว่า “หยุด!”
หานอวิ๋นซีหยุดกะทันหัน หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา บอกให้นางหยุด เขา้าทำอะไร? จะถามอะไรหรือไม่?
นอกจากเื่ที่เกิดขึ้นที่โรงน้ำชาิเซียงในวันนั้น ยังมีเื่อื่นอีกหรือ?
เขาอยากจะเตือนนางเื่ “การระมัดระวัง” และ “ความเหมาะสม” อีกหรือไม่? นางยังไม่เคยถามเขาเกี่ยวกับตวนมู่เหยาเลยด้วยซ้ำ หากความเป็สามีภรรยาคือการผูกมัดประเภทหนึ่ง เช่นนั้นก็คงไม่ใช่นางเพียงคนเดียวที่ต้องผูกมัดนะสิ?
ยิ่งนางคิดถึงมันมากเท่าไร ก็ยิ่งกัดริมฝีปากแน่นมากขึ้นเท่านั้น
ใครจะรู้ว่าหลงเฟยเยี่ยไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ถาม เขายกร่มกระดาษน้ำมันที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา แล้วส่งมันจากด้านหลังหานอวิ๋นซี พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “เอาไป”
เขาที่สูงมาก ร่มกระดาษน้ำมันที่ถือไว้จึงสูงมากเช่นกัน ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นมือที่ถือร่มของเขา มือของเขาใหญ่จนจับด้ามร่มมิดทั้งหมด
เขาไม่ถามถึงเื่โรงน้ำชาหรือ?
หานอวิ๋นซีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากพูดว่า “ไม่จำเป็หรอก ข้า...”
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นางจะพูดจบ จู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาจากด้านหลังอย่างเอาแต่ใจและทรงพลัง เพียงพริบตา นางรู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขาที่อยู่ข้างหลังนาง
“เอาไป!” เขาตวาดอย่างดุดัน
หานอวิ๋นซีเบะปาก เอาก็เอา!
นางสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกในมือแล้วคว้าร่มกระดาษทาน้ำมันทันทีเพื่อแย่งมันมา หลงเฟยเยี่ยที่ไม่ทันตั้งตัวว่านางจะทำเช่นนี้ ก็ไม่ได้ปล่อยมือทันที
หานอวิ๋นซีออกแรงดึงอีกครั้ง เขาจึงจะปล่อยมือ หานอวิ๋นซีสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกแล้วเดินออกไป พร้อมกับถือร่มกระดาษน้ำมันสีดำของเขา
คิ้วที่หล่อเหลาของหลงเฟยเยี่ยค่อยๆ ขมวดเข้าหากันจนกระทั่งหลังของหานอวิ๋นซีหายไปในสายลมและหิมะ และจนกระทั่งแสงบนห้องใต้หลังคาของตำหนักหยุนเซี่ยนในระยะไกลสว่างขึ้น เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน แต่ดวงตาของเขามืดสลัวและคาดเดาไม่ได้
เมื่อหานอวิ๋นซีกลับมาที่ตำหนัก นางนำร่มขึ้นไปชั้นบน จากนั้นก็โยนมันทิ้งไว้ข้างๆ อย่างแรง เสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกที่นางสวมอยู่ถูกถอดออกไปแล้ว และโยนมันไว้ข้างๆ ร่มกระดาษน้ำมันเช่นกัน
นางมองมันด้วยสายตาดุร้าย แล้วรีบพุ่งเข้าไป ยกเท้าขึ้นเพื่อเหยียบมัน แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายแล้วนางกลับไม่ได้เหยียบมัน
เกลียด!
นางสบถออกมา แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างแรง นางเกลียดความรู้สึกนี้เหลือเกิน ในใจรู้สึกอึดอัดแทบจะบ้าตาย แต่กลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร อยากจะะเิมันออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องะเิอะไร
ชายผู้นั้นทำตามสัญญาที่จะรักษาเสี่ยวอี้เอ๋อร์แล้วไม่ใช่หรือไร? ทั้งยังช่วยชีวิตตระกูลหานด้วยซ้ำ ทำไมนางถึงไม่รู้สึกมีความสุขเลยล่ะ?
หานอวิ๋นซีดึงผ้าห่มมาคลุมหัวของตัวเอง ปฏิเสธความคิดลึกๆ นางบอกตัวเองว่าเื่คนทรยศของเป่ยลี่สิ้นสุดลงแล้ว ระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว เขาก็เดินต่อไปในทางสว่างของเขา นางก็เดินต่อไปในหนทางที่ยากลำบากของนาง ต่างคนต่างอยู่ไม่ต้องมายุ่งกัน!
และมันก็เป็อีกหนึ่งคืนที่นอนไม่หลับ วันรุ่งขึ้น หานอวิ๋นซีตื่นแต่เช้า ระหว่างทางไปจวนตระกูลหาน นางเห็นประกาศที่ประกาศโดยศาลต้าหลี่ ว่าหลี่ซื่อเป็ผู้ร้าย และหานรั่วเสวี่ยเป็ผู้สมรู้ร่วมคิด ถึงแม้จะไม่รู้ตัว แต่ความผิดก็ไม่อาจให้อภัยได้ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
ด้วยวิธีนี้ คดีของสองแม่ลูกหลี่ซื่อจึงกลายเป็คดีปกติ และไม่มีคนทรยศเข้ามาเกี่ยวข้อง ตระกูลหานเองก็จะได้รับความเป็ธรรม
สำหรับวิธีที่เฟยเยี่ยจัดการกับผลที่ตามมาและจะไล่ตามชายสวมหน้ากากอีกครั้งหรือไม่นั้นยังคงเป็ความลับ หานอวิ๋นซีบอกตัวเองว่าอย่าไปยุ่งกับเขาอีกเลย
เมื่อหานอวิ๋นซีมาถึงจวนตระกูลหาน ในที่สุดนางก็รู้สึกโล่งใจที่ได้มอบตำราทางการแพทย์ของตระกูลหานให้กับเสี่ยวอี้เอ๋อร์ สิ่งนี้เป็ของตระกูลหานและควรเป็ของลูกหลานของตระกูลหาน เสี่ยวอี้เอ๋อร์เป็เด็กที่มีความสามารถมาก หานอวิ๋นซีเชื่อว่าหากเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สักวันเขาจะต้องทำให้ตระกูลหานลุกขึ้นยืนอีกครั้งได้ในด้านการแพทย์
ในอดีต ฮูหยินสวี่มักจะดูแลตระกูลหานอยู่เสมอ ตอนนี้ฮูหยินสวี่จากไปแล้ว หลี่ซื่อก็จากไปแล้ว อี๋เหนียงคนอื่นๆ ก็หนีไปเช่นกัน ดังนั้นภาระจึงตกอยู่บนบ่าของอี๋เหนียงเจ็ด
มีหานอวิ๋นซีคอยหนุนหลัง คนโลภในตระกูลหานไม่เพียงไม่กล้าสร้างปัญหา แต่กลับยังยกยออี๋เหนียงเจ็ดไม่น้อยและนำของขวัญมากมายมาเยี่ยมนางอยู่หลายครั้ง
ไม่กี่วันต่อมา อี๊เหนียงเจ็ดก็ฟื้นตัว หานอวิ๋นซีเองก็ได้นำหัวหน้านักบัญชีและพ่อบ้านมาหารือ แม้ว่าตระกูลหานจะมีเงินจำนวนมากในคลัง จนอี๋เหนียงเจ็ดและเสี่ยวอี้เอ๋อร์ไม่ต้องกังวลเื่อาหารและเสื้อผ้าไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ธุรกิจของตระกูลหานไม่ใหญ่มากนัก ศูนย์การแพทย์และร้านขายยาทั้งหมดถูกปิด แต่ค่าใช้จ่ายยังคงเท่าเดิม ดังนั้นจึงจำเป็ต้องลดค่าใช้จ่าย
หลังจากการพูดคุยกัน หานอวิ๋นซีพบว่า อี๋เหนียงเจ็ดอ่อนแอก็จริง แต่นางไม่ได้เป็คนโง่ นางมีความเข้าใจที่ไม่เหมือนใครในด้านการดูแลจัดการและการจัดการทางการเงิน สิ่งที่นางขาดคือโอกาสและความกล้าหาญ
“เสี่ยวเฉินเซียง จากนี้เวลาที่เ้าอยู่กับอี๋เหนียงเจ็ด ถ้าอี๋เหนียงเจ็ดไม่กล้าทำ เ้าก็ให้กำลังใจนางด้วยล่ะ” หานอวิ๋นซีพูดติดตลก
เสี่ยวเฉินเซียงมุ่ยปากเล็กและมองไปที่เ้านายของตัวเอง ในใจรู้สึกราวกับเทเครื่องปรุงผสมลงไป ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเป็อย่างไร นางไม่อยากที่จะแยกกับเ้านายของตัวเอง แล้วก็ไม่อยากที่จะแยกจากอี๋เหนียงเจ็ดกับเสี่ยวอี้เอ๋อร์ หลังจากรับใช้มาหลายวัน ก็รู้สึกสนิทสนมไม่น้อย
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเฉินเซียงไม่พูด เสี่ยวอี้เอ๋อร์เองก็แอบดึงที่มุมเสื้อผ้าของนาง เสี่ยวเฉินเซียงก็อ่อนลงทันที “นายหญิง เช่นนั้นข้าขอไปพบท่านที่จวนอ๋องได้หรือไม่?”
หานอวิ๋นซีรู้สึกยินดี “แน่นอน!”
อี๋เหนียงเจ็ดเองก็ไม่อยากห่างจากเสี่ยวเฉินเซียง เมื่อได้ยินสิ่งนี้ อยากจะรีบขอบคุณในทันที แต่หานอวิ๋นซีรีบหยุดนางไว้ “วันหลังถ้าข้ามาที่นี่อีก พวกเ้าไม่ต้องพิธีรีตองกันมากขนาดนั้นก็ได้”
แม้ว่าครอบครัวของนางจะไม่ทรงพลัง แต่ก็สบายใจและยังเป็ผู้สนับสนุนอยู่เื้ัอีกด้วย!
