“ในอนาคต หวังว่าศิษย์พี่เยวี่ยจะคอยช่วยเหลือข้าด้วย”
“ศิษย์น้องหนิงอย่าเกรงใจ พวกเราล้วนเป็ศิษย์ของสำนักวั่นจื๋อ ย่อมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน”
ทั้งสองสบตากัน ยิ้มอย่างอบอุ่น ก่อนจะมุ่งหน้าไปร่วมงานเลี้ยง
เยวี่ยหรูซานรองประมุขสำนักวั่นจื๋อ เป็หนึ่งในบุคคลผู้มีสถานะสูงส่งที่สุดในดินแดนหยวนซิง
จื๋อซิวมีสามแดนศักดิ์สิทธิ์ สำนักวั่นจื๋อได้รับการขนานนามว่าเป็สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในเชื้อสายรากพฤกษา เป็ตัวแทนความสำเร็จสูงสุดของที่รวบรวมเหล่าผู้แข็งแกร่งในเชื้อสายรากพฤกษาไว้ด้วยกัน
ในวันนี้รองประมุขและบุปผารัตติกาลสองบุคคลสำคัญปรากฏตัวที่นี่ ย่อมทำให้สำนักร้อยบุปผาพลันเจิดจรัส
ภายในลาน เยวี่ยหรูซาน เยี่ยหลิงหลาน เยวี่ยอวิ๋น หนิงเทียน ไหวหย่วน และซิ่งอวี่เจวียนหกคนนั่งร่วมโต๊ะ โดยมีเสิ่นซินจู๋คอยปรนนิบัติอยู่เคียงข้าง
เยวี่ยเสี่ยวจวินถูกเยวี่ยซินผู้เป็อาหญิงพาตัวไปแล้ว และรองประมุขเยวี่ยหรูซานได้ให้คำมั่นด้วยวาจาว่าจะหาวิธีชดเชยความอยุติธรรมที่ซิ่งอวี่เจวียนได้รับมาตลอดหลายปี
ผู้นำโถงมรดกไหวหย่วนลงโทษตัวเองด้วยการดื่มสามจอก แต่ท่านรองประมุขเยวี่ยหรูซานกลับให้ความสนใจกับหนิงเทียน
“ก่อนหน้านี้ เ้าสังหารชิวซานอวิ๋นแห่งสำนักอินทนิล การต่อสู้ครั้งนั้นสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งใต้หล้า ทำให้ผู้คนต่างจ้องมองด้วยความทึ่ง ด้วยความสามารถในขอบเขตผนึกดาราขั้นห้า เ้าสามารถสังหารผู้ที่อยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านขั้นสามได้ นี่ถือว่าเป็สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
หนิงเทียนหัวเราะอย่างเขินอาย “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะคำสอนของอาจารย์”
ไหวหย่วนกล่าวชื่นชม “อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่แห่งสายจื๋อซิวภายใต้การสอนสั่งจากอาจารย์เยี่ย ย่อมต้องเป็...”
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องดังสนั่นราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ ก็ดังกลบเสียงพูดของไหวหย่วนในตอนท้ายไป
เยี่ยหลิงหลานและเยวี่ยหรูซานที่นั่งอยู่ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมเพรียง มองขึ้นไปยังทิศทางของูเาไป่หลิงที่ซึ่งมีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจาย
“ปรมาจารย์หยวนซิวลงมือแล้ว”
สายตาของสองปรมาจารย์ประสานกัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ูเาไป่หลิงเปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าิญญาอสูรและพืชพรรณิญญา มีความสัมพันธ์อันแแ่กับเหล่าผู้บำเพ็ญเชื้อสายรากพฤกษา
นอกจากเยี่ยหลิงหลานแล้ว แม้แต่ปรมาจารย์อย่างเยวี่ยหรูซานยังไม่กล้าแสดงพลังเต็มที่บนูเาแห่งนี้
ทว่าบัดนี้ ปรมาจารย์หยวนซิวผู้ถูกกีดกันกลับลงมือด้วยตนเอง โดยไม่เกรงกลัวการโจมตีจากเหล่าเ้าแห่งจิติญญาผู้พิทักษ์ูเาเช่นนั้นหรือ?
ไหวหย่วน หนิงเทียน ซิ่งอวี่เจวียน และเยวี่ยอวิ๋นต่างจดจ้องไปยังทิศทางเดียวกัน ณ จุดที่หญิงสาวในชุดขาวและกองทัพโครงกระดูกประจำอยู่
“กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนาน แต่เหล่าหยวนซิวก็ยังคงจดจ่ออยู่กับเื่นี้ คงยากที่จะคาดหวังใหู้เาไป่หลิงกลับมาสงบสุขในเร็ววัน”
เยวี่ยหรูซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ขมวดคิ้วครุ่นคิด ประโยคนี้แฝงไว้ด้วยนัยยะลึกซึ้ง
แม้เยี่ยหลิงหลานจะครองตำแหน่งปรมาจารย์ แต่ด้วยวัยอันเยาว์ทำให้นางไม่คุ้นเคยกับเหตุการณ์ในอดีตนัก
“ปรมาจารย์จากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ของหยวนซิวมารวมตัวกัน หญิงสาวในชุดขาวคนนั้นเก็บงำความลับอันใดไว้กันแน่?”
เยวี่ยหรูซานพึมพำ “เื่ราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันกับหญิงสาวในชุดขาว ว่ากันว่าในอดีตนางเคยสร้างความวุ่นวายให้กับูเาไป่หลิง เป็เหตุให้เหล่าผู้แข็งแกร่งของหยวนซิวเสียชีวิตเป็จำนวนมาก แม้กระทั่งปรมาจารย์ก็ยังล้มตายหลายคน”
หนิงเทียนนึกถึงเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวในอดีต ก่อนจะก้าวสู่ขั้นตอนแปลงร่างในขอบเขตเปลี่ยนผ่านนั้นเขาเคยพบกับหญิงสาวในชุดขาว เมื่อพิจารณาจาก่เวลา เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อนและกินเวลายาวนาน
เพราะมันใช้เวลาอันยาวนานนับพันปี ในการก้าวจากขั้นตอนแปลงร่างเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวขั้นห้า
ในอดีต ยอดฝีมือหยวนซิวมากมายต่างหมายปองชีวิตของเ้าแห่งจิติญญา ทว่ากลับต้องพ่ายแพ้และจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวแทน
เื่ราวทั้งหมดนี้ ย้ำเตือนถึงความเกี่ยวพันระหว่างหญิงสาวในชุดขาว ูเาไป่หลิง และเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว ซึ่งเป็ความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่กินเวลายาวนานนับร้อยปี
เหตุการณ์ในอดีตเป็อย่างไร มีเพียงผู้ร่วมเหตุการณ์เท่านั้นที่ล่วงรู้
หญิงสาวในชุดขาวถูกฝังไว้ใต้ดินบนูเาไป่หลิง ใครคือผู้สังหารนาง? เหตุใดนางจึงถูกฝังไว้ที่นั่น?
ปัจจุบันหญิงสาวในชุดขาวกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง อะไรคือเื้ัการกลับมาครั้งนี้?
หนิงเทียนละสายตาจากเหตุการณ์ตรงหน้า มองไปยังอาจารย์เยี่ยหลิงหลาน แล้วเอ่ยเสียงเบา “ข้าเคยพานพบกับเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวจากระยะไกลในูเาไป่หลิง จึงได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับท่านและหญิงสาวในชุดขาวมาบ้าง”
เยวี่ยอวิ๋นฟังคำบอกเล่าของหนิงเทียนด้วยดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ
“เ้าแห่งิญญาไผ่เขียวแปลงร่างเป็หญิงสาวในชุดขาว ซึ่งแสดงให้เห็นความงามของผู้หญิงคนนั้น แต่เหตุใดจึงมีเหล่ายอดฝีมือมากมายหมายเอาชีวิตเ้าิญญาไผ่เขียวเล่า?”
เยี่ยหลิงหลานกล่าวว่า “บางทีอาจเป็อย่างที่รองประมุขว่าไว้ ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกับที่มาของหญิงสาวในชุดขาว หากเราสามารถคลี่คลายปริศนาที่มาของหญิงสาวผู้นี้ ปัญหาทั้งหมดก็คงคลี่คลายไปด้วย ข้าเชื่อว่าเหล่ายอดฝีมือจากสี่สำนักใหญ่หยวนซิวย่อมต้องรู้เื่นี้”
ูเาไป่หลิงเต็มไปด้วยพลังสังหารอันน่าสะพรึงกลัว พลังอำนาจของปรมาจารย์เหนือเมฆากดทับจิตใจผู้คน แม้จะอยู่ห่างไกลในเมืองไป่หลิง หนิงเทียน ซิ่งอวี่เจวียน และเสิ่นซินจู๋ต่างรู้สึกว่าจิตใจไม่สงบเลย
ทันใดนั้น พลังอันทรงพลังอีกสายก็ปรากฏขึ้น เรียกเสียงอุทานจากเยวี่ยหรูซาน
“เ้าแห่งจิติญญาบนูเาลงมือแล้ว”
เยี่ยหลิงหลานกล่าวด้วยความสงสัย “ผู้ลงมือคือเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว ซึ่งอยู่ในความคาดหมายและเหนือความคาดหมายในเวลาเดียวกัน”
ผู้นำโถงมรดกไหวหย่วนมองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา เรากินอาหารไปพลางดูไปพลางก็แล้วกัน”
เยวี่ยหรูซานพยักหน้า ทันทีที่เขานั่งลง วงล้อทองคำก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า สั่นะเืทั้งูเาและท้องฟ้าจนส่งเสียงคร่ำครวญ
ทันใดนั้นหนิงเทียนก็รู้สึกถึงบางสิ่ง ราวกับว่ามิติกาลเวลาในหุบเขาอันลึกซึ้งของูเาไป่หลิงกำลังเปิดออก ส่งผลให้เกิดแรงสั่นะเืไปทั่ววังผ่านภา ทั้งยังกระตุ้นจนประตูสู่์ของเขาเกิดปฏิกิริยา
เยวี่ยหรูซานลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน มองดูวงล้อทองคำรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ลอยอยู่เหนือใจกลางูเาไป่หลิงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อมองจากระยะไกล วงล้อทองคำรูปพระจันทร์เสี้ยวนี้ดูเหมือนจันทราเหลืองอร่ามที่จู่ๆ ก็ฝ่ามิติเข้ามาในโลกนี้ จึงเผยให้เห็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ก่อนจะถูกพลังบางอย่างต้านทานไว้
วงล้อทองคำเปล่งประกายงดงาม ราวกับดวงจันทร์ที่ลอยสูงเด่นบนท้องฟ้า เป็ดั่งวัตถุจากต่างโลกที่ประดับประดาบนท้องฟ้าเหนือูเาไป่หลิง
แม้จะเป็กลางวันแสกๆ ที่มีแสงแดดเจิดจ้าก็มิอาจกลบแสงสว่างของวงล้อทองคำได้ มันดูคล้ายดวงจันทร์เสี้ยวที่ปล่อยพลังลึกลับออกมา
เยี่ยหลิงหลานพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ยืนหยัดอย่างสง่างามเหนือเมืองไป่หลิง จ้องมองดวงจันทร์สีเหลืองนั้นอย่างไม่ละสายตา
“พลังจากนอกดินแดนหยวนซิง มีความเกี่ยวข้องกับหยวนซิว”
หนิงเทียนลอยขึ้นมาอยู่ข้างกายอาจารย์ มองดูสายแสงแห่งพลังพุ่งทะยานขึ้นจากูเาไป่หลิง ก่อนจะกลายเป็ร่างอวตารขนาดั์ ปล่อยพลังอำนาจอันน่าหวาดหวั่น
นั่นคือเหล่าิญญาผู้ทรงพลังถึงหกเจ็ดตนที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง สร้างความตื่นตะลึงให้กับทั้งจวนหยวนและวังดารา กระตุ้นให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
เหล่าเ้าแห่งจิติญญาต่างจ้องมองวงล้อบนท้องฟ้าด้วยความกังวล ราวกับล่วงรู้ถึงภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ แววตาของพวกมันฉายแววความเกลียดชังอย่างรุนแรง
วงล้อทองคำส่องแสงอร่ามดั่งจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เปรียบเสมือนเทพเ้าผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งบนผืนแผ่นดิน
หนิงเทียนขมวดคิ้ว เขารู้สึกไม่พอใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับถูกสิ่งมีชีวิตนั้นดูถูกเหยียดหยาม
เยวี่ยหรูซานย่างกรายมายืนเคียงข้างเยี่ยหลิงหลาน ทั้งคู่เงยหน้ามองดวงจันทร์สีเหลืองทองอร่ามบนท้องฟ้า ก่อนเขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “การจะฝ่ามิติเข้ามาโดยตรงนั้นไม่ใช่เื่ง่าย เพราะจะต้องเผชิญกับแรงต้านจากกำแพงมิติ แต่จันทร์ดวงนี้กลับปรากฏตัวขึ้น ณ ที่นี่ ในเวลานี้ ช่างเป็เื่บังเอิญที่น่าสงสัยเสียจริง”
เยี่ยหลิงหลานตรึกตรองครู่หนึ่งก่อนตอบ “ข้าคิดว่ามิใช่เื่บังเอิญโดยแน่แท้ เหล่าิญญาในูเานี้ล้วนแสดงท่าทีเป็ศัตรูอย่างรุนแรง แสดงว่าพวกมันย่อมรู้ที่มาของจันทร์สีเหลืองนี้ ข้าจะลองไปสืบหาข้อมูลดู”
“เช่นนั้นก็ดี”
เยวี่ยหรูซานเห็นด้วยกับข้อเสนอของเยี่ยหลิงหลาน แม้เื่นี้จะเกี่ยวข้องกับหยวนซิว แต่มันเกิดขึ้นบนูเาไป่หลิงซึ่งเป็ดินแดนของจื๋อซิว ดังนั้นสำนักวั่นจื๋อจึงไม่อาจนิ่งเฉย
เยี่ยหลิงหลานหายตัวไปอย่างเงียบเชียบ หนิงเทียนปรารถนาจะติดตามไป ทว่าถูกเยวี่ยหรูซานห้ามไว้
“เ้ามีสถานะที่ล่อแหลม อย่าเพิ่งรีบร้อนเสี่ยงอันตราย่นี้”
ยามนี้ทั้งจวนหยวนและวังดาราต่างเฝ้าจับตาจันทร์สีเหลืองบนท้องฟ้าอย่างใกล้ชิด
“หลังจากเฝ้ารอมาหลายปี ในที่สุดก็ปรากฏกายขึ้นเสียที”
เสียงชราดังมาจากส่วนลึกของจวนหยวน และสะท้อนก้องในหูของศิษย์ชั้นสูงเพียงไม่กี่คน
ร่างที่ส่องประกายระยิบระยับด้วยแสงดาว ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูวังดารา มองวงล้อทองคำบนท้องฟ้าด้วยความครุ่นคิด พึมพำกับตนเองว่า “เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เหลือเวลาอีกเท่าใดกัน?”
คำพูดนี้ช่างลึกลับ อะไรคือสิ่งที่เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้? เป็เคราะห์ร้ายที่กำลังใกล้เข้ามาหรือ?
เยวี่ยหรูซาน เยวี่ยอวิ๋น และหนิงเทียนที่อยู่ภายในสำนักร้อยบุปผาต่างวางชามข้าวลง และมุ่งความสนใจไปที่เหตุการณ์บนูเา
หนิงเทียนคาดเดาว่า วงล้อทองคำที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน คงเกี่ยวข้องกับหญิงสาวในชุดขาวบนูเาเป็แน่
เื่ราวนี้น่าพิศวงยิ่งนัก หญิงสาวในชุดขาวนั้น ย่อมมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
วงล้อทองคำลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เปรียบเสมือนเสี้ยวจันทราสีเหลืองอร่าม ดึงดูดสายตาให้หลงใหล
ณ ใจกลางูเาไป่หลิง เหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆาจากสี่แดนศักดิ์สิทธิ์ของหยวนซิวต่างมีสีหน้าตื่นเต้น ราวกับล่วงรู้ถึงเหตุการณ์สำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น
หญิงสาวในชุดขาวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาสีเืบนปลายมีดที่ปักอยู่บนหน้าอกของนางเคลื่อนไหว แววตาชั่วร้ายและเย็นะเืปล่อยพลังคลื่นประหลาดออกมา
กองทัพโครงกระดูกเรียงรายเตรียมพร้อม เหล่าโครงกระดูกจำนวนไม่น้อยกำลังต่อสู้กับยอดฝีมือหยวนซิวอย่างดุเดือด เสียงปะทะดังกึกก้อง เืนองพื้น ท้องฟ้าเปลี่ยนสีด้วยความโหด
บนยอดเขาอีกด้านหนึ่ง เ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวปรากฏกายกลางเวหาด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามดั่งเทพธิดา กำลังจ้องมองหญิงสาวในชุดขาวอย่างพินิจพิเคราะห์
รูปลักษณ์ของทั้งสองนั้นคล้ายคลึงกันราวกับฝาแฝด ต่างกันเพียงเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวสวมชุดสีเขียวมรกต ส่วนหญิงสาวในชุดขาวกำลังสวมชุดเปื้อนโคลน
ซูอวิ๋นยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ มองดูพระจันทร์สีเหลืองบนท้องฟ้าด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
แสงอาทิตย์ยามเย็นเคลื่อนคล้อยโรยราเงาลงสู่พื้นพสุธา ท้องฟ้าทอประกายสีทองอร่ามยามดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา ก่อนจะค่อยๆ มืดลง เหลือเพียงดวงจันทร์สีเหลืองทองที่ส่องแสงเด่นชัด ยามราตรีใกล้เข้ามา แสงจันทร์ยิ่งทวีความสว่างจ้า ดั่งดวงแก้วมณีล้ำค่าประดับบนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิท
แสงสีทองส่องประกายรอบดวงจันทร์ คล้ายลูกอ๊อดตัวน้อยที่แหวกว่ายกัดกินห้วงอากาศที่เสื่อมโทรม
ซูอวิ๋นััได้ถึงคลื่นพลังแปลกปลอมที่แผ่ซ่านเข้ามาปะทะกับพลังบนดินแดนหยวนซิง พลังนี้ช่างแตกต่าง แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของหยวนซิว
พระจันทร์สีเหลืองนี้เกี่ยวข้องกับเต๋าหยวนหรือไม่?
เมื่อราตรีมาเยือน ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงสว่างไสว ท้องฟ้าเหนือดินแดนหยวนซิงปรากฏดวงจันทร์สองดวง สิ่งนี้ทำให้สรรพสัตว์ต่างตกตะลึง
เหตุการณ์ประหลาดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนี้ สร้างความงุนงงให้กับเหล่าปรมาจารย์เหนือเมฆา ไร้ผู้ใดเข้าใจต้นตอ
เยี่ยหลิงหลานกลับมาพร้อมข่าวสารอันน่าตกตะลึง
“ดังที่คาดการณ์ไว้ จันทราเหลืองนั่นมุ่งตรงมาที่หญิงสาวในชุดขาว เพียงแต่สถานการณ์เกิดพลิกผัน ทำให้ไม่สามารถเข้ามาได้ชั่วคราว”
เยวี่ยหรูซานถามขึ้นว่า “เรายังมีเวลาเหลืออีกเท่าไร?”
เยี่ยหลิงหลานตอบ “น้อยที่สุดก็หลายเดือน มากสุดก็หลายปี ทุกอย่างขึ้นอยู่กับหญิงสาวในชุดขาวนั้น จวนหยวนได้ส่งยอดฝีมือไปยังูเาไป่หลิง ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเ้าแห่งจิติญญา เื่นี้ย่อมส่งผลร้ายแรง เหล่าจิติญญาในูเาไป่หลิงจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อขัดขวาง”
เยวี่ยหรูซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะรีบกลับไปยังสำนักวั่นจื๋อ เ้าดูแลที่นี่ต่อไปก่อน”
เยี่ยหลิงหลานรับคำ และหลังจากเยวี่ยหรูซานและเยวี่ยอวิ๋นจากไป นางจึงเรียกหนิงเทียนให้เข้ามาหาตน
“เ้าจงไปหาเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียว แล้วถามเื่ราวความแค้นในอดีตระหว่างท่านกับหญิงสาวในชุดขาว”
หนิงเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ไปนานขนาดนั้น ยังไม่ซักไซ้เื่ราวให้กระจ่างชัดหรอกหรือ?”
“ข้าไม่สะดวกที่จะปรากฏตัวต่อหน้าพวกคนจากจวนหยวน”
“หากยอดฝีมือจากสำนักอินทนิลหมายปองเอาชีวิตข้า และอาจารย์ก็ไม่สะดวกที่จะปรากฏตัว เช่นนี้ข้าจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือ?”
“ใครใช้เ้าเดินหน้าเข้าไปอย่างเปิดเผย เ้าไม่รู้จักการลอบเข้าไปหรืออย่างไร? ช่างโง่เขลาเสียจริง!”
เสียงตวาดดังขึ้นพร้อมกับนิ้วที่จิ้มลงบนศีรษะของหนิงเทียน จนเด็กหนุ่มต้องโอดครวญด้วยความเจ็บ “แล้วหากเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวไม่ประสงค์ดีต่อข้าเล่า?”
“เ้าคือจื๋อซิว นางจะไม่มีวันทำร้ายเ้า ไปเสีย!”
หนิงเทียนเคลื่อนที่ดั่งสายลม มุ่งหน้าสูู่เาไป่หลิงภายใต้เงามืดของราตรีกาล
ยอดเขาที่เป็ที่พำนักของเ้าแห่งจิติญญาไผ่เขียวนั้นอยู่ห่างจากหญิงสาวในชุดขาวเพียงลูกเขาเดียว บริเวณนั้นเปรียบเสมือนดินแดนต้องห้ามที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือหยวนซิวมากมาย
ใต้เงามืดแห่งราตรี หนิงเทียนใช้ทักษะคุมิญญาควบคุมพืชพรรณและต้นไม้บนูเา ก่อนจะมุ่งหน้ามายังจุดหมายอย่างเงียบเชียบ
สายลมยามค่ำคืนพัดใบไผ่ให้เสียดสีจนเกิดเสียงดังกังวานดุจเสียงพิณอันไพเราะแว่วก้อง ราวกับบทเพลงจากอดีตกาลที่สืบทอดมายาวนานชั่วนิรันดร์
