ไปสถานีตำรวจ
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวหยูถง ใบหน้าของคนกลุ่มนี้ก็ฉายแววดีใจออกมา
พูดกันตามตรง พวกเขาดรอปเรียนออกมาเดินตามลูกพี่ั้แ่วันยันค่ำ ตอนนี้ลูกพี่ด่วนจากไป แก๊งก็แตกแยก พวกเขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำอะไรต่อไปดี ตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้าน
หากไม่ใช่เพราะเจอรูปถ่ายใบนั้นในบรรดาของดูต่างหน้าของลูกพี่ พวกเขาก็คงไม่รู้เลยว่าลูกพี่มีลูกสาวด้วย เพราะถึงแม้ลูกพี่จะมีผู้หญิงข้างกายไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเอ่ยปากบอกใครเลยว่ามีลูก
ดังนั้น พวกเขาจึงพารูปถ่ายพร้อมข้อมูลอันน้อยนิดออกตามหาอยู่นาน จนกระทั่งมาพบหลิวหยูถง นักเรียนชั้น ม.6 ในอำเภออู้สุ่ย ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข
แม้ว่าเด็กในรูปกับตัวจริงจะอายุห่างกันประมาณสิบปี แต่เค้าโครงหน้ายังมีความคล้ายคลึงกันถึงเจ็ดแปดส่วน ประกอบกับเธอใช้นามสกุลหลิว พวกเขาจึงปักใจเชื่อทันทีว่าหลิวหยูถงคือลูกสาวของลูกพี่ หรือก็คือ "คุณหนู" นั่นเอง
จากจุดนี้จะเห็นได้ว่าพวกเขามีความจงรักภักดีมากเพียงใด ทั้งที่แก๊งแตกแยกไปแล้ว พวกเขาสามารถเลือกเข้าพวกกับฝ่ายไหนก็ได้เพื่อเป็นักเลงต่อ แต่พวกเขากลับไม่ทำ เพราะในใจของพวกเขามีเพียงลูกพี่คนเดียวเท่านั้น เมื่อลูกพี่ไม่อยู่ ความจงรักภักดีนั้นจึงถูกถ่ายโอนมายังคุณหนูโดยอัตโนมัติ
หลิวหยูถงเองก็ได้ทำความรู้จักและสอบถามปูมหลังคร่าวๆ ของพวกเขา
ชายหนุ่มท่าทางเ็าดูอันตรายคนนั้นชื่อ อวิ๋นเฉิง ส่วนชายหนุ่มตัวอ้วนชื่อ หม่าต๋า ทั้งคู่เคยเรียนอาชีวะมาสองปีแต่เรียนไม่จบ เป็วัยรุ่นว่างงานที่ไม่มีวุฒิการศึกษา ต่อมาได้เข้าร่วมกับ "แก๊งอี้เหลียน" ซึ่งก็คือแก๊งที่ "พ่อ" ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยสักนิดของหลิวหยูถงเป็คนก่อตั้งขึ้น จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ลูกพี่เสียชีวิตกะทันหันและภายในแก๊งเกิดการแย่งชิงอำนาจกันไม่หยุด พวกเขาจึงตัดสินใจแยกตัวออกมา
“แล้วลูกพี่ของพวกคุณ... เออ พ่อฉันน่ะ ตายยังไง?”
“โดนดักซุ่มโจมตีครับ ถูกฟันไปหลายร้อยแผลจนขาดใจตาย”
“แต่คุณหนูไม่ต้องเสียใจไปนะครับ ตอนลูกพี่ตายท่านหลับตาลงด้วย แสดงว่าน่าจะไปอย่างสงบ” หม่าต๋าตอบด้วยสีหน้าจริงจังสุดขีด
หลิวหยูถง: “......”
โดนฟันตั้งหลายร้อยแผลเนี่ยนะ? ไม่กลายเป็เนื้อสับไปแล้วเหรอ? แบบนี้เรียกว่าสงบตรงไหน! ถ้าสมัยนี้ไม่ได้ใช้วิธีเผาศพ พ่อพวกคุณได้ยินประโยคนี้เข้า คงได้ลุกขึ้นมาเฮี้ยนใส่แน่ๆ
“แล้วพ่อฉันได้ทิ้งมรดกอะไรไว้ให้บ้างไหม? อย่างเช่นทองคำแท่งสักหลายร้อยกิโลฯ ที่ฝังไว้ในที่ลับตาคน รอให้ฉันไปขุดอะไรแบบนั้นน่ะ?”
ตอนนี้เธอ้าเงินทุนตั้งตัวอย่างเร่งด่วน ถึงเธอจะเป็ผู้เกิดใหม่ แต่ก็ต้องมีเงินถึงจะขยับตัวได้รวดเร็ว จะมาจับเสือมือเปล่าตลอดไปก็คงไม่ไหว
หม่าต๋าส่ายหน้า “ลูกพี่เสียชีวิตกะทันหันเกินไป ไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้เลยครับ”
พอได้ยินจบ หลิวหยูถงก็หมุนตัวเดินหนีทันที ไม่มีผลประโยชน์อะไรให้เลยสักนิด เสียแรงที่ฝืนใจเรียกพ่อไปตั้งหลายคำ
“อ้าว คุณหนูจะไปไหนครับ?” หม่าต๋ารีบถาม
“กลับโรงเรียน!” หลิวหยูถงตอบโดยไม่หันกลับมามอง
“พวกเรามีรถ เดี๋ยวขับไปส่งครับ” หม่าต๋าะโบอก
หลิวหยูถงชะงักเท้า หันกลับมามอง “พวกคุณมีรถด้วยเหรอ?”
วันนี้เป็วันอาทิตย์ เธอเพิ่งกลับมาจากบ้านคุณปู่ในชนบทพร้อมเงินค่าขนมสองร้อยหยวน จากสถานีขนส่งไปโรงเรียนยังเหลือระยะทางอีกหลายกิโลเมตร ถ้าเดินไปเองคงเสียเวลาโข ถ้ามีรถให้ติดไปด้วยก็น่าจะดีเหมือนกัน
หม่าต๋ารีบบอกลูกน้องคนหนึ่ง “เร็วเข้า ไปเอารถมา!”
ไม่นานนัก ลูกน้องผมทองคนนั้นก็ขับรถตู้สภาพเยินๆ ไม่รู้ผ่านมากี่มือมาจอดตรงหน้าหลิวหยูถง หม่าต๋ารีบเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับให้ “เชิญครับคุณหนู”
หลิวหยูถงอยากจะบ่นเหลือเกิน มีคุณหนูที่ไหนเขานั่งรถตู้สภาพใกล้พังแถมยังต้องนั่งเบาะหน้าแบบนี้บ้าง? แต่เธอก็ยอมขึ้นรถไปแต่โดยดี
จากนั้น วัยรุ่นนักเลงอีกสิบกว่าคนก็กรูเข้าไปเบียดกันอยู่ที่เบาะหลัง
หลิวหยูถงถึงเพิ่งเข้าใจว่าทำไมหม่าต๋าถึงให้เธอนั่งข้างหน้า ถ้าเธอต้องไปเบียดกับคนพวกนั้น นอกจากจะอึดอัดแล้วอาจจะขาดอากาศหายใจตายได้เลย
ที่สำคัญคือ รถตู้ยี่ห้ออู่หลิงนี่มันสมคำล่ำลือจริงๆ จุคนได้เยอะเป็บ้า!
เธอจินตนาการออกเลยว่า ถ้ามีใครไม่ดูตาม้าตาเรือมาขวางรถตู้คันนี้ แล้วพอเปิดประตูออกมาเจอชายฉกรรจ์ท่าทางนักเลงสิบกว่าคนเดินลงมา สภาพฝั่งตรงข้ามคงได้คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตแทบไม่ทัน
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว หม่าต๋าถามว่า “คุณหนูครับ ไปโรงเรียนเลยไหม?”
ทว่าหลิวหยูถงกลับเปลี่ยนใจ ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเรียนภาคค่ำ
ในเมื่อคนพวกนี้ไม่ยอมไปและยืนกรานจะตามเธอให้ได้ เธอจึงจำเป็ต้องรู้ "ประวัติ" ของพวกเขาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้วันดีคืนดีคนพวกนี้พาเธอลงเหว... หรือพาเข้าคุกเข้าตาราง
“ยังไม่ไปโรงเรียน ไปสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดก่อน”
หม่าต๋าและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“คุณหนูครับ คุณจะ...”
“จะไปไม่ไป? ถ้าไม่ไปพวกคุณก็ไสหัวไปซะ แล้วไม่ต้องมาหาฉันอีก!” หลิวหยูถงขู่
ท้ายที่สุดอวิ๋นเฉิงก็เป็คนตัดสินใจ “ไป! ฟังคำสั่งคุณหนู ในเมื่อพวกนายตัดสินใจจะตามคุณหนูแล้ว ก็ห้ามสงสัยในสิ่งที่เธอสั่ง”
“ครับ พี่อวิ๋น!” ทุกคนขานรับพร้อมกัน
หลังจากนั้น พวกเขาก็เดินทางมายังที่ทำการตำรวจประจำอำเภอด้วยความรู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ ทันทีที่รถตู้จอดเทียบในบริเวณอาคาร เ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนก็สังเกตเห็น ไม่ใช่เพราะรถมันพิเศษอะไร แต่เป็เพราะคนลงมาจากรถเยอะเกินไปต่างหาก!
“บรรทุกเกินขนาดแล้วยังกล้าขับเข้ามาในโรงพักอีก แบบนี้มันลูบคมกันชัดๆ”
“มานี่เลย บัตรประชาชน ใบขับขี่ สำเนาทะเบียนรถ เอาออกมาให้หมด!”
ทันทีที่คนขับผมทองลงจากรถ เ้าหน้าที่ก็เดินเข้ามาแบมือขอทันที
ลูกน้องผมทองแทบจะร้องไห้ บรรทุกเกินกว่า 20% โดนตัด 6 แต้ม ปรับอีก 500 หยวน เงินในคลังที่น้อยนิดอยู่แล้วหายวับไปเกือบครึ่งในพริบตา
หลิวหยูถงเอ่ยอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย “ขอโทษทีนะ ฉันลืมไปเลยว่าบรรทุกเกินมันผิดกฎหมายจราจร”
หลังจากจัดการเื่ใบสั่งเสร็จ กลุ่มคนท่าทางหาเื่ก็เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องโถงของสถานีตำรวจด้วยท่าทางขึงขัง
เ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังทำงานอยู่ถึงกับชะงักมือ และเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทันที
“สมัยนี้พวกนักเลงซ่าขนาดกล้ามาป่วนในสถานีตำรวจเลยเหรอ?”
“ขอกำลังเสริม... ขอกำลังเสริมด่วน”
หลิวหยูถงรีบชิงพูดขึ้นก่อน “ฉันมามอบตัว... ไม่ใช่สิ พวกเขามามอบตัวต่างหาก”
ไม่นานนัก เ้าหน้าที่ตำรวจท่าทางตงฉินคนหนึ่งก็มารับเื่ พร้อมเตรียมกระดาษและปากกา
“เอาล่ะ ว่ามา ไปทำความผิดอะไรกันมาบ้าง?”
“คือ... จริงๆ แล้วก็ไม่เชิงมอบตัวหรอกค่ะ พวกเขาแค่อยากตรวจสอบว่าตัวเองมีคดีติดตัวไหม หรือมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้ต้องหาหลบหนีหรือเปล่า”
คุณตำรวจ “???”
เดี๋ยวสิ นี่มันแผนไหนกันเนี่ย? มาตรวจสอบประวัติตัวเองถึงที่?
แต่เมื่อคุณตำรวจมองดูทรงผมสีสันฉูดฉาดและการแต่งตัวที่ไม่เหมือนคนปกติของคนกลุ่มนี้แล้ว ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็พวกนักเลงหัวไม้ ถ้าไม่มีคดีก็แล้วไป แต่ถ้ามีคดีติดตัวล่ะก็ ถือว่าผลงานลอยมาเข้ามือชัดๆ
อวิ๋นเฉิง: ทะเลาะวิวาท กักขัง 1 เดือน (รับโทษแล้ว)
หม่าต๋า: ทะเลาะวิวาท กักขัง 14 วัน (รับโทษแล้ว)
จ้าวเสี่ยวิ: ทะเลาะวิวาท 10 วัน (รับโทษแล้ว)
...
สิบกว่าคนนี้ นอกจากอีกสองสามคนที่รอด นอกนั้นเกือบทุกคนมีประวัติอาชญากรรมติดตัวกันหมด แต่ส่วนใหญ่เป็คดีลหุโทษและรับโทษไปเรียบร้อยแล้ว
ยังพอเยียวยาได้... หลิวหยูถงคิดในใจ
