เมื่อเดินทางผ่านเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ฟู่ถิงเย่และคณะก็เหมาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อหยุดพัก
เนื่องจากพวกเขาปลอมตัวเป็คนธรรมดาทั่วไป เ้าของโรงเตี๊ยมจึงคิดว่าเป็เพียงพ่อค้าผู้มั่งคั่งจากที่ไหนสักแห่ง ส่วนทหารที่ติดตามมาก็เป็เพียงคนคุ้มกัน แต่ในสายตาของคนอื่นๆ แล้ว สถานะของหวาชิงเสวี่ยนั้นกลับดูแปลกประหลาด
หากจะบอกว่านางเป็ภรรยาของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง นางก็ไม่ได้เกล้าผมแบบสตรีที่แต่งงานแล้ว
หากจะบอกว่านางเป็คนรับใช้ของพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ตอนกินข้าวฟู่ถิงเย่กลับคีบอาหารให้นางมากกว่า
หากใครจ้องมองนางนานหน่อย พ่อค้าผู้มั่งคั่งที่ดูดุดันผู้นั้นก็จะมองกลับมาด้วยสายตาเ็า น่ากลัวยิ่งนัก
คนของฟู่ถิงเย่เหมาทั้งโรงเตี๊ยม ทั้งบริเวณลานรอบนอกและภายใน รวมถึงห้องครัว การกินอยู่หลับนอนมีคนของเขาจัดการเองทั้งหมด ไม่จำเป็ต้องให้คนของโรงเตี๊ยมมารับใช้ดูแล
ทหารองครักษ์สั่งให้คนของโรงเตี๊ยมออกไป
เ้าของโรงเตี๊ยมเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วย พอได้เงินมากพอแล้วก็เผยรอยยิ้มประจบประแจง รีบพาพวกลูกจ้างออกไปทันที
หลังจากกินข้าวเสร็จ หวาชิงเสวี่ยอยากจะเดินเล่นบนถนน ฟู่ถิงเย่ไม่มีอะไรทำพอดีจึงไปเป็เพื่อน
เมืองนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ถนนหนทางก็ไม่คึกคักเท่าเมืองผานสุ่ย แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็ หวาชิงเสวี่ยเดินเลือกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็พบร้านขายเครื่องเขียน นางจึงซื้อพู่กัน หมึก และสีสำหรับวาดภาพ รวมถึงกระดาษสาและกระดาษเฝิ่นล่าเจียน [1]
กระดาษสามีเนื้อแข็งแรง เพราะมีส่วนผสมของเปลือกต้นปอสาจึงได้ชื่อว่ากระดาษสา กระดาษชนิดนี้ในสมัยโบราณใช้สำหรับห่อภาพวาดและงานศิลปะต่างๆ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ทำร่ม ห่อยา และทำพัดได้อีกด้วย
ที่หวาชิงเสวี่ยซื้อกระดาษสาก็เพราะเห็นว่ามันมีความแข็งแรงและหนา
นั่นเพราะนางอยากทำไพ่สำรับ
ส่วนกระดาษเฝิ่นล่าเจียนก็มีรูปลักษณ์สวยงาม สีสันสดใส เมื่อติดลงไปบนกระดาษสาแล้ว จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและทำให้สวยงามขึ้นได้ เพียงแค่ตัดเป็แผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้ได้ห้าสิบสี่ใบ แล้ววาดลวดลายของไพ่ลงไป ไพ่สำรับก็เสร็จเรียบร้อย!
เมื่อหวาชิงเสวี่ยคิดว่าต่อไปนี้คงจะไม่น่าเบื่ออีกแล้ว มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ซื้อกระดาษมากมายขนาดนี้จะเอาไปทำสิ่งใด?” ฟู่ถิงเย่ถามนาง
หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มแล้วตอบกลับ “เดี๋ยวท่านก็รู้เอง”
“โตขนาดนี้แล้ว ยังทำตัวเหมือนเด็กๆ อยู่อีก ไปซื้อหนังสือ ‘จารีตนารี’ กับข้า แล้วก็ตั้งใจอ่านให้ดี” ฟู่ถิงเย่พูดด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ในแววตากลับมีรอยยิ้ม
หวาชิงเสวี่ยคิดขึ้นมาว่า นางไม่เคยอ่าน ‘จารีตนารี’ จริงๆ สักที ในเมื่อร้านหนังสืออยู่ข้างๆ ซื้อมาดูสักหน่อยก็ไม่เสียหาย
ทั้งสองคนเดินออกจากร้านแล้วเลี้ยวเข้าร้านหนังสือ สิ่งของที่ซื้อมาก็มีทหารติดตามช่วยถือให้
แต่พอไปถึงร้านหนังสือจริงๆ หวาชิงเสวี่ยก็พลิกอ่าน ‘จารีตนารี’ ได้แค่สองสามหน้าก็อ่านต่อไม่ไหวแล้ว
“มีตัวอักษรตั้งหลายตัวที่ข้าไม่รู้จัก” นางบ่นเบาๆ
ถึงแม้จะเป็ตัวอักษรจีนทั้งหมด แต่ตัวอักษรแบบตัวย่อและตัวเต็มนั้นแตกต่างกัน ยิ่งตัวอักษรโบราณก็ยิ่งแตกต่างออกไปอีก
กลายเป็ว่าหนังสือภาพที่อยู่ข้างๆ ดึงดูดความสนใจของนาง หวาชิงเสวี่ยหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดดู แล้วพบว่าภายในเล่มเป็หนังสือการ์ตูน!
แต่ละหน้ามีภาพวาดพร้อมตัวหนังสือบรรยายใต้ภาพ หวาชิงเสวี่ยอ่านไปเดาไป ก็นับว่าเพลิดเพลินไม่น้อย
“วาดได้ดีเหลือเกิน” นางส่งให้ฟู่ถิงเย่ดู “เป็เื่ราวของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า”
มุมปากของฟู่ถิงเย่กระตุกเล็กน้อย เ้าสิ่งนี้ในสายตาของเขาเป็เพียงหนังสือสำหรับเด็กเล็ก การที่เขายืนอยู่ตรงชั้นหนังสือพวกนี้ก็เพียงพอจะทำให้เขาอับอายได้แล้ว
“เอ๊ะ?!” หวาชิงเสวี่ยค้นพบสิ่งใหม่เข้าอีกแล้ว นางเปิดหนังสืออีกเล่มด้วยความตื่นเต้นจนเสียงสูงขึ้นไปด้วย “นี่ใช่ท่านหรือไม่?!”
บนหน้ากระดาษวาดบรรยายชายรูปร่างสูงใหญ่ มีสง่าราศี สวมเกราะอันแข็งแกร่ง มีหนวดเคราหนาเต็มใบหน้า ดูทรงพลังยิ่งนัก ขณะนี้กำลังชูดาบในมือขึ้นต่อสู้กับงูเหลือมตัวใหญ่!
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วมองมา เขารู้สึกว่าภาพนี้มันเกินจริงไปหน่อย ตอนที่เขาอยู่ในชายแดนทางใต้ เขาก็เคยฆ่างูเหลือมตัวใหญ่จริง แต่ไม่ใหญ่ขนาดนี้สักหน่อย...
หวาชิงเสวี่ยเอามือปิดปากหัวเราะไม่หยุด แซวฟู่ถิงเย่ “วาดหนวดได้เหมือนจริงมากเลย! ตอนที่ข้าเจอท่านครั้งแรก ท่านก็เป็แบบนี้แหละ ดูดุมาก!”
ฟู่ถิงเย่ไม่ยอมรับ ถลึงตาใส่นาง “ข้าเคยดุเ้าตอนไหนกัน?”
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก “ก็ตอนนี้อย่างไรเล่า”
เ้าของร้านหนังสือเห็นว่าทั้งสองคนแต่งกายไม่ธรรมดา จึงสังเกตพวกเขามานานแล้ว พอได้จังหวะที่เหมาะสมจึงเดินเข้ามาเสนอขายของ “นี่คือเื่ราวของแม่ทัพฟู่พิชิตงูั์พันปี มีทั้งหมดสามเล่ม เล่มที่คุณชายกำลังถืออยู่คือเล่มที่สองขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยถามขึ้นทันที “เล่มหนึ่งกับเล่มสามอยู่ที่ไหนหรือ? พวกเราอยากซื้อ”
ฟู่ถิงเย่ “...”
จะซื้อไอ้พวกของแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
ช่างเถิด...แค่นางมีความสุขก็พอ
เ้าของร้านหนังสือหยิบเล่มหนึ่งและเล่มสามมาให้ ยิ้มแย้มถามว่า “ให้ห่อให้เลยหรือไม่ขอรับ?”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยยื่นเล่มสองที่อยู่ในมือฟู่ถิงเย่คืนให้เ้าของร้าน
เ้าของร้านหนังสือเห็นหวาชิงเสวี่ยตัดสินใจอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงรู้สึกว่านางเป็ลูกค้าที่คู่ควรแก่การขาย และยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะเอ่ยถาม “แม่นางดูสนใจหนังสือภาพวาดมากเลยใช่หรือไม่? ทางร้านเพิ่งมีหนังสือภาพวาดเื่ราวของซือปิงฟูเหรินเข้ามาใหม่ ขายดีมากเลยนะ ท่านจะรับสักเล่มหรือไม่ขอรับ?”
“จริงหรือ?!” ดวงตาของหวาชิงเสวี่ยเป็ประกายขึ้นมาทันที กล่าวอย่างตื่นเต้น “เอาเอาเอา! ท่านเอามาให้ข้าดูหน่อย!”
เ้าของร้านหนังสือ “ของซือปิงฟูเหรินมีทั้งหมดสี่เล่ม...”
หวาชิงเสวี่ย “เอามาทั้งหมดเลย!”
ในระหว่างที่เ้าของร้านไปหยิบหนังสือ หวาชิงเสวี่ยก็กระซิบล้อฟู่ถิงเย่ว่า “ของข้ามากกว่าของท่านตั้งเล่มหนึ่งเชียวนะ”
ฟู่ถิงเย่เองก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลือเกี่ยวกับหวาชิงเสวี่ยในหมู่ชาวบ้านมาโดยตลอด แต่เขาก็ไม่เคยเห็นหนังสือภาพวาดเื่ราวของนางเลย
เ้าของร้านถือหนังสือมาสี่เล่ม ยื่นให้หวาชิงเสวี่ยอย่างนอบน้อม
บนปกหนังสือสีเขียวคราม เขียนด้วยตัวบรรจงสวยงามว่า ซือปิงฟูเหริน
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้นสุดๆ จึงกอดหนังสือทั้งหมดเอาไว้แน่น!
“ข้าซื้อทั้งหมดนี้เลย!”
ฟู่ถิงเย่ถามด้วยรอยยิ้ม “ไม่ลองดูก่อนหรือ?”
“กลับไปแล้วค่อยดู” หวาชิงเสวี่ยเม้มปากยิ้มขี้เล่น พลางกอดหนังสือแน่น เหมือนกับว่ารู้สึกเขินอาย “ท่านห้ามดูนะ”
นางกลัวว่าฟู่ถิงเย่จะหัวเราะเยาะนางคืน
ทั้งสองคนซื้อหนังสือเสร็จแล้วก็เดินทางกลับพร้อมกับข้าวของมากมาย ทันทีที่ถึงโรงเตี๊ยม หวาชิงเสวี่ยก็รีบวิ่งเข้าไปในห้อง ปิดประตู แล้วเปิดหนังสือภาพวาดออกมาอ่าน
แต่พอเปิดดูหน้าแรก นางก็ถึงกับตะลึง
นี่...
นี่เป็ภาพของนางจริงๆ หรือ?
เ้าของร้านห่อหนังสือผิดเล่มหรือไม่?
มันยังเป็เื่ราวของแม่ทัพฟู่ไม่ใช่หรือ...
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว แล้วอ่านต่อไป—
เื่ราวกล่าวถึงฟู่ถิงเย่รับพระราชโองการจากฮ่องเต้ให้ไปประจำการชายแดนทางเหนือ ระหว่างทางก็ได้พบกับหมาป่าาเ็ตัวหนึ่ง แม่ทัพฟู่จึงช่วยชีวิตมันไว้ เลี้ยงดูอย่างดี จนกระทั่งมันหายดีแล้วก็ปล่อยไป โดยที่ไม่รู้ว่าหมาป่าตัวนั้นแท้จริงแล้วคือเซียนปิศาจหมาป่า์
เพื่อที่จะตอบแทนบุญคุณ หมาป่า์จึงไม่อยากจากแม่ทัพไป ช่วยแม่ทัพฟู่ต่อสู้กับกองทัพเหลียว มันสามารถแปลงกายเป็มนุษย์แล้วเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกองทัพ เมื่อเป่าลมใส่ดาบของทหาร ดาบนั้นก็จะกลายเป็ดาบวิเศษที่สามารถตัดเหล็กได้ และเมื่อเป่าลมใส่ลูกธนู ลูกธนูก็จะสามารถติดตามพระอาทิตย์พระจันทร์ สามารถยิงออกไปได้ไกลแสนไกล...
หวาชิงเสวี่ยอ่านมาถึงตรงนี้ นางจะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ที่แท้เ้าตัวที่มีหัวเป็หมา ตัวเป็คน แล้วยังมีหางใหญ่ๆ นี่คือตัวนางเองหรือนี่?
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหดหู่ใจอย่างที่สุด...
ถึงแม้นางจะเป็คนติดบ้าน ไม่สนใจเื่ชาวบ้าน แต่ถึงอย่างไรก็เป็ผู้หญิง จะไม่สนใจความคิดของคนอื่นได้อย่างไร? ในสมุดภาพ ฟู่ถิงเย่นั้นถูกวาดภาพให้ดูเฉลียวฉลาดองอาจห้าวหาญ แต่นางเล่า? ...คนก็ไม่ใช่ สุนัขก็ไม่เชิง...
คนในยุคโบราณไม่มีกิจกรรมบันเทิงอะไรมากนัก ไม่มีช่องทางการสื่อสารใดๆ เื่ราวเล็กๆ น้อยๆ ในใต้หล้าก็อาศัยการบอกเล่าปากต่อปากกันไป หรือไม่ก็ผ่านการอ่านหนังสือแบบนี้
เอาเถอะ จากนี้ไปนางจะถูกผู้คนทั่วหล้ารู้จักในรูปลักษณ์แบบนี้แล้ว ยอดเยี่ยมไปเลย...
หวาชิงเสวี่ยล้มตัวลงบนเตียง หนังสือภาพวาดเล่มนี้ นางอ่านต่อไปไม่ไหวแล้ว
...
ราวกับ์จะรับรู้ถึงความทุกข์ใจของนาง ในค่ำคืนนั้นเองฝนก็เริ่มตกพรำๆ
ฝนฤดูใบไม้ร่วงทำให้บรรยากาศหนาวเย็น ่ที่ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศก็มักจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมายากจะคาดเดา
ฟู่ถิงเย่กลัวว่านางจะไม่สบาย จึงพักอยู่ที่นี่อีกวัน แล้วส่งคนไปร้านขายยาเพื่อซื้อยาป้องกันไข้หวัดมา ในเวลานี้ ทั้งโรงเตี๊ยมจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นยา
หวาชิงเสวี่ยไม่อยากกินยา แต่ก็ไม่อยากป่วยมากกว่า
การแพทย์ในสมัยโบราณนั้นแย่มาก อาการป่วยเพียงเล็กน้อยก็อาจถึงตายได้
นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ เอามือบีบจมูกแล้วฝืนดื่มยา
ฟู่ถิงเย่หยิบหนังสือบนเตียงของนางมาอ่านพลางหัวเราะไปด้วย “เ้าไม่สบายใจก็เพราะเื่นี้เองเหรอ?”
หวาชิงเสวี่ยยังคงดื่มยาต่อไป ทำเหมือนไม่ได้ยินอะไร แต่สีหน้าที่หดหู่ก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ดี
“วาดได้น่าเกลียดมาก” ฟู่ถิงเย่ที่ปกติไม่ค่อยยิ้มแย้มกลับหัวเราะออกมาแล้วพลิกหน้ากระดาษไปมาไม่หยุด “นี่อะไร? บอกว่าเป็เซียนปิศาจหมาป่า์ แต่กลับวาดหัวเป็หมาเนี่ยนะ? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”
หวาชิงเสวี่ยเริ่มโมโห นางดื่มยาจนเกลี้ยงชาม แล้วเดินเข้าไปแย่งหนังสือในมือฟู่ถิงเย่ “ใครอนุญาตให้ท่านดู?! ข้าไม่ให้ท่านดู!”
ฟู่ถิงเย่เห็นนางโกรธก็รู้สึกแปลกใจ หวาชิงเสวี่ยเป็คนสุภาพใจเย็น เขาแทบไม่เคยเห็นนางโกรธแบบนี้เลย
“โกรธจริงๆ ด้วย?” เขาเลิกคิ้วมองนาง
ในปากหวาชิงเสวี่ยเต็มไปด้วยกลิ่นยา ไม่อยากจะพูดอะไร นางจึงซ่อนหนังสือภาพวาดไว้ใต้หมอน ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา
“ช่างวาดภาพไม่เคยเห็นเ้า ไม่รู้ว่าเ้ามีหน้าตาอย่างไร ก็เลยวาดภาพโดยอ้างอิงจากข่าวลือของชาวบ้าน เ้าอย่าไปใส่ใจมากนักเลย”
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจว่า ‘ช่างวาดภาพก็ไม่เคยเห็นท่านเหมือนกันไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงวาดท่านได้ดูสง่างามถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดนางถึงกลายเป็หมาไปได้?’
นางกลับไม่เคยคิดเลยว่าข่าวลือเกี่ยวกับแม่ทัพใหญ่นั้นล้วนเป็การเปรียบเทียบเหมือนเทพาลงมาจุติ แต่ข่าวลือเกี่ยวกับนางกลับเป็ดาวมฤตยูลงมาเกิด เต็มไปด้วยความน่าอัศจรรย์ใจและลึกลับ จึงทำให้ช่างวาดภาพยิ่งปล่อยตัวปล่อยใจไปตามจินตนาการของตนมากกว่าเดิม
“ขี้โมโหจริงนะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าจะให้คนไปแก้ให้เ้า” ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่าใบหน้าตอนที่หวาชิงเสวี่ยโกรธก็น่ารักดี พองแก้มแล้วเหมือนซาลาเปาไม่มีผิด
หวาชิงเสวี่ยจึงเบะปากแล้วตอบกลับ “วาดออกมาแบบนี้แล้ว จะแก้ได้อย่างไร...”
นางถอนหายใจอย่างเซ็งๆ ไม่อยากคิดเื่นี้อีก จึงหันหลังกลับไปยุ่งกับกระดาษสาที่ซื้อกลับมา
คิดไม่ถึงว่าหลังมื้อเย็นของวันนั้น ฟู่ถิงเย่จะพาคนคนหนึ่งมาพบนาง
“คนก็พามาแล้ว เ้าอยากแก้เป็แบบไหนก็บอกเขาได้เลย”
หวาชิงเสวี่ยงุนงง มองไปยังบัณฑิตผอมบางที่กำลังคุกเข่าสั่นเทาอยู่บนพื้น “เขาเป็ใครเ้าคะ?”
“ช่างที่วาดหนังสือภาพวาด” ฟู่ถิงเย่ยกเท้าแตะบัณฑิตคนนั้นเบาๆ “ดูให้ดี นี่คือซือปิงฟูเหริน ต่อไปยังจะกล้าวาดมั่วซั่วอีกหรือไม่?”
“ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วขอรับ!” บัณฑิตหนุ่มใจนรีบคำนับ “เป็เพราะข้าน้อยโง่เขลา ขอท่านแม่ทัพและซือปิงฟูเหรินโปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!”
——————————————————————
[1]เฝิ่นล่าเจียน(粉蜡笺)เป็กระดาษทำมือสำหรับเขียนอักษรวาดภาพ ที่เป็มากกว่ากระดาษเพราะผสมผสานความเป็ศิลปะเข้าไป เป็การผนวกรวมกันระหว่างกระดาษไขที่กันน้ำซึ่งใช้สำหรับเขียนพู่กันจีนกับกระดาษชั้นดีสีชมพูแดงส้มที่วาดลวดลายฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ
