เสียงร้องะโของเนี่ยเทียนดังกังวานสะท้อนไปแปดทิศ
ในหุบเขาเล็กแคบแห่งหนึ่ง เนื่องด้วยาแตรงหน้าท้องของจ้าวเฟิงยังไม่หายดี พวกไช่โยวและหวังจัวที่จงใจเดินทางให้ช้าลงจึงได้ยินเสียงะโดังของเนี่ยเทียนมาจากทางด้านหลัง
ไช่โยวมีสีหน้าตกตะลึง หยุดชะงักฝีเท้าแล้วหันหลังไปมองทางด้านหลังด้วยความสงสัย
“เสียงของหัวเทียนผู้นั้น” หวังจัวกล่าว
ไช่โยวหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็พลันเอ่ยกำชับกับจ้าวเฟิง “เ้ารออยู่นี่!”
กล่าวจบเขาก็ห้อดิ่งไปยังจุดที่เขาได้ยินเสียงอย่างรวดราวกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝัก
พอเห็นว่าเขาเคลื่อนไหว หวังจัวจึงติดตามไปอย่างรวดเร็วโดยไร้ซึ่งความลังเล
เดิมทีด้วยความเร็วของเนี่ยเทียนหากคิดจะมารวมกับพวกไช่โยวอาจจะยัง้าเวลาอีก่หนึ่ง
ซึ่ง่เวลานั้นมากพอจะให้หูหันไล่ตามมาทัน
ทว่าเมื่อไช่โยวเป็ฝ่ายย้อนกลับมาก่อน ระยะห่างระหว่างเขา ไช่โยวและหวังจัวจึงขยับเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
ไม่นานหลังจากนั้น เนี่ยเทียนก็มองเห็นไช่โยวที่ห้อตะบึงมาถึงตรงนี้ รวมไปถึงหวังจัวที่อยู่ด้านหลังไช่โยวนั่นด้วย
“หินวิเศษหนึ่งพันหกร้อยก้อนก่อนหน้านี้ข้าจะคืนให้ทั้งหมด!” เนี่ยเทียนหอบหายใจฮักๆ พอเห็นไช่โยวก็ะโพูดเสียงดัง “นอกจากนี้ข้าจะจ่ายหินวิเศษอีกสองพันก้อนให้ด้วย แต่พวกเ้าต้องช่วยข้าต้านทานหูหัน!”
“นายน้อยไช่! ระวังจะเป็แผนลวง!” หวังจัวเอ่ยเตือนขึ้นมาจากด้านหลัง
หลังจากรู้ว่าหูหันและเดือนดับมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างลึกซึ้งต่อกัน เขาจึงเริ่มสงสัยในการกระทำของเนี่ยเทียนไม่ต่างไปจากไช่โยว
เขารู้สึกว่าเนี่ยเทียนคือพวกเดียวกับหูหัน คิดจะตีสนิทไช่โยว เพื่อทำเป้าหมายร้ายกาจบางอย่างให้เป็จริง
เนี่ยเทียนและหูหันสองคนเพิ่งจะจากไปได้ไม่นานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นกะทันหัน ทำให้หวังจัวสงสัยว่านี่คือแผนการของเนี่ยเทียนและหูหัน
พอได้ยินหวังจัวพูดเช่นนี้ ไช่โยวจึงมีสีหน้าระมัดระวัง ไม่ได้ตอบกลับคำพูดของเนี่ยเทียน แต่หยิบเอาถุงมือที่น่าหวาดกลัวสองชิ้นออกมาจากแหวนเก็บของแล้วสวมลงไปบนมืออย่างเงียบเชียบ
เวลาเดียวกันนั้นไช่โยวยังหยิบเอายาสองเม็ดมากลืนลงไปต่อหน้าเนี่ยเทียน
“ฟิ้ว!”
หูหันที่มีเปลวเพลิงสีแดงโอบล้อมกายตามมาทันในที่สุด แล้วหยุดชะงักกะทันหันขณะที่อยู่ห่างจากเนี่ยเทียนไปสิบเมตร
หูหันมีสีหน้าเป็ปกติ ไม่แสดงความแตกตื่นออกมาแม้แต่นิดเดียว กลับยังเป็ฝ่ายส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับไช่โยวแล้วกล่าวว่า “นายน้อยไช่ ข้าแนะนำว่าเ้าเพิ่งจะผ่านการต่อสู้มา พลังิญญายังฟื้นคืนได้ไม่เต็มที่ ข้ารู้ว่านายน้อยไช่มีฝีมือร้ายกาจ ทว่าอย่างไรเสียเ้าก็มีเพียงตบะกลาง์่ท้าย เ้ากับหัวเทียนไม่ได้รู้จักสนิทสนมกันก็ไม่ควรจะพาตัวเองและสหายของเ้ามาตกอยู่ในอันตรายเพื่อคนแปลกหน้าคนหนึ่งมิใช่หรือ?”
ไช่โยวขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบคำถามของหูหันแต่หันมาถามเนี่ยเทียนแทน “เกิดเื่อะไรขึ้นรึ?”
“ผู้หญิงคนนี้คิดจะจับตัวข้า” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน แล้วเอ่ยอธิบายว่า “ก่อนหน้าที่ยังไม่มาเทือกเขาฮ่วนคง ข้าไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อน ข้าเป็เพื่อนกับหลีเหย่ ข้า้ามาเทือกเขาฮ่วนคง นางก็ขอติดตามมาด้วย อีกอย่างหลีเหย่ยังให้นางกินยากัดใจไปหนึ่งเม็ด ป้องกันไม่ให้นางทำตัวเหลวไหล”
“หลีเหย่้าให้นางคอยดูแลข้าตอนอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคง หากข้าไม่มีชีวิตกลับไปยังเมืองโพ่เมี่ย เขาก็จะไม่ให้ยาแก้กับนาง”
“เดิมทีข้านึกว่าอยู่กับนางแล้วข้าจะปลอดภัย นึกไม่ถึงว่านางจะมีเจตนาร้าย คิดจะจับตัวข้า แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางวางแผนจะทำอะไร”
“เ้าเป็เพื่อนกับหลีเหย่?” ไช่โยวหน้ากระตุก
“อืม ข้าเดินทางมาที่นี่โดยใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กที่คุณหนูเผยจัดวางไว้ในเทือกเขาฮ่วนคง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองโพ่เมี่ยโดยตรง” เนี่ยเทียนพูดขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่ใช้ทิพย์จักษุข้างนั้น เขาจึงได้ยินบทสนทนาระหว่างไช่โยวและหวังจัว รู้ว่าไช่โยวกับเผยฉีฉีมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
เขายกเอาเผยฉีฉีและหลีเหย่มาพูด รวมไปถึงบอกเื่ของค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กนั่นออกมาก็เพื่อ้าบอกให้ไช่โยวรู้ว่าเขาเองก็มีพื้นฐานความเป็มิตรสหายที่ค่อนข้างลึกล้ำกับหลีเหย่และเผยฉีฉีเช่นกัน
แล้วก็เป็ดังคาด
เมื่อรู้ว่าเขาเดินทางมาจากเมืองโพ่เมี่ยโดยค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กของเผยฉีฉี ไช่โยวก็ตัดสินใจได้ในฉับพลัน
ไช่โยวรู้ดีว่าค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กนั้นมีเผยฉีฉีและหลีเหย่เป็ผู้ใช้มาโดยตลอด คนอื่นๆ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด
หลีเหย่ยินดีให้เนี่ยเทียนยืมใช้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กนั้นก็มากพอจะบอกได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเนี่ยเทียน หลีเหย่และเผยฉีฉีนั้นไม่ธรรมดา
“หูหัน เ้ามาจากทางไหนก็จงกลับไปทางนั้นเสีย” ไช่โยวกำหมัดแน่น ถุงมือแปลกประหลาดคู่นั้นคล้ายปากของสัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมซึ่งแสยะอ้ากว้าง
เขาเดินเข้าไปใกล้เนี่ยเทียนทีละก้าว แล้วมาหยุดยืนอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน มองไปยังหูหันด้วยสายตาเ็า และตั้งท่าพร้อมรับการต่อสู้เต็มที่
หวังจัวไม่เอ่ยคำใด แล้วก็เรียกเอาทวนยาวสีดำชิ้นนั้นออกมา มองถมึงทึงใส่หูหันพร้อมไอสังหารที่พลุ่งพล่านไปทั่วร่างเช่นกัน
ไช่โยวมีตบะกลาง์่ท้าย หวังจัวมีตบะกลาง์่กลาง คนทั้งสองเพิ่งจะผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา ทว่าพวกเขากลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อหูหันที่มีตบะต้น์่ต้น
หูหันขมวดคิ้วเป็ปม ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “นายน้อยไช่ เ้าจะทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร?”
“อย่าพูดมาก!” ไช่โยวมีใบหน้าหงุดหงิดฉุนเฉียว กล่าวว่า “หากไม่สู้จนตัวตายก็จงไปให้ไกลจากที่นี่ซะ ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเจอกับเ้ามาก่อน!”
หูหันลังเลตัดสินใจไม่ได้
ก่อนหน้าที่จะมายังเมืองโพ่เมี่ย นางก็เคยได้ยินถึงความแกร่งกร้าวของไช่โยวมาก่อนแล้ว ผู้แข็งแกร่งของเดือนดับส่วนใหญ่ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคงต่างก็ถูกไช่โยวสังหารจนหมด
ในสายตาของเดือนดับและเปลวอัคคี ขอแค่ไช่โยวไม่ตาย สักวันหนึ่งเขาก็ต้องกลายมาเป็ผู้นำที่แท้จริงของกะโหลกเื!
ไช่โยวมีตบะกลาง์่ท้าย ซึ่งอีกไม่นานก็จะฝ่าทะลุสู่ต้น์ ความต่างทางฝีมือระหว่างเขากับนางอยู่ในระดับที่ใช่ว่าจะไม่สามารถชดเชยได้เสียเลย
นางยังรู้ด้วยว่าอาวุธวิเศษที่ไช่โยวมีติดกายนั้นไม่ธรรมดาถึงที่สุด อานุภาพของมันก็เลิศล้ำเป็อย่างยิ่ง
ไช่โยวเพียงคนเดียวบวกกับหวังจัวที่มีประสบการณ์การสู้รบมานับร้อยครั้งอีกคนหนึ่ง และยังมีเนี่ยเทียนที่บนร่างซุกซ่อนความลึกลับซึ่งไม่รู้ว่าตื้นลึกมากแค่ไหน...
หูหันไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยว่าจะจัดการคนทั้งสามได้อย่างง่ายดาย
และขณะที่นางกำลังสองจิตสองใจอยู่นั้นเอง จ้าวเฟิงที่ถูกไช่โยวสั่งให้รออยู่ที่เดิมก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมา อีกทั้งยังะโเสียงดังด้วย “นายน้อยไช่! อย่าให้ผู้หญิงคนนั้นหนีไปได้ คนของกะโหลกเืใกล้จะตามมาทันแล้ว! ข้าสื่อสารกับพวกเขาได้สำเร็จ!”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ หูหันที่เดิมทียังคงลังเลก็พลันหน้าเปลี่ยนสีทันใด
นางมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้งแล้วก็ถอนหายใจอย่างหดหู่ “ขอโทษด้วย ข้าเองก็ถูกบีบให้ต้องทำเช่นนี้เหมือนกัน หวังว่าเ้าจะไม่กล่าวโทษข้า น้องชายของข้าถูกหม่าจิ่วแห่งเดือนดับจับตัวไปอยู่ในพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง ข้าจำต้องทำธุระให้แก่เดือนดับ มิฉะนั้นน้องชายของข้าก็จะตาย”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้นางก็โค้งกายน้อยๆ ให้กับเนี่ยเทียนเป็การแสดงคำขอโทษ แล้วจึงหมุนกายจากไปทันที
เมื่อหูหันจากไป เนี่ยเทียนก็นั่งแปะลงไปกับพื้น หยิบเอาหินวิเศษหนึ่งพันหกร้อยก้อนที่ไช่โยวให้มาก่อนหน้านั้นออกมาจากกำไลเก็บของทั้งหมด
เมื่อเขาเตรียมจะหยิบเอาหินวิเศษออกมาอีกสองพันก้อน ไช่โยวก็เอ่ยห้ามเขา “ไม่ต้องแล้ว”
ไช่โยวเก็บเอาหินวิเศษหนึ่งพันหกร้อยก้อนนั้นไป แล้วจึงพูดอีกครั้งว่า “เ้าช่วยข้าหนึ่งครั้ง ข้าช่วยเ้าหนึ่งครั้ง พวกเราหายกันแล้ว”
เนี่ยเทียนยังคิดจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าไช่โยวกลับส่ายหัว “ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กที่เผยฉีฉีสร้างไว้ซึ่งเ้าได้เดินทางมาอยู่ตรงไหนกันแน่?”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
ไช่โยวมองออกถึงความลังเลของเขาจึงกล่าวอีกว่า “หูหันขายเ้าแล้วก็ต้องขายหลีเหย่กับเผยฉีฉีด้วย และนางก็ต้องเปิดเผยที่ตั้งของค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กนั่นให้หม่าจิ่วแห่งเดือนดับรู้แน่นอน”
“ค่ายกลนำส่งแห่งมิติทุกหลังล้วนมีราคาพอๆ กับเมืองเมืองหนึ่ง ต่อให้เป็ระดับที่ต่ำที่สุดก็ยังมีค่านับแสนหินวิเศษ”
“หม่าจิ่วแห่งเดือนดับย่อมไม่มีทางปล่อยค่ายกลนำส่งนั่นไปแน่นอน หากข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ เวลานี้หม่าจิ่วก็น่าจะลงมือแล้ว”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้เนี่ยเทียนถึงได้หยิบเอาแผนที่ที่หลีเหย่มอบให้ออกมา จากนั้นก็ชี้ไปยังตำแหน่งที่ตั้งของค่ายกลนำส่งห้วงมิติแห่งนั้น “อยู่ตรงนี้”
ไช่โยวมองอย่างละเอียดหนึ่งครั้งก็พอจะรู้ทิศทางได้คร่าวๆ ดังนั้นจึงกล่าวกับหวังจัวว่า “เ้าพาจ้าวเฟิงกลับไปก่อน ติดต่อคนของพวกเราให้พวกเขารีบตามมา ค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดเล็กที่เผยฉีฉีสร้างไว้จะปล่อยให้ตกอยู่ในมือของเดือนดับไม่ได้ พวกเราต้องรีบไปปกป้องให้เร็วที่สุด”
“นายน้อยไช่! ท่านคิดจะไปตรวจสอบเพียงลำพังรึ?” หวังจัวหน้าเปลี่ยนสี
“วางใจเถอะ ในเมื่อข้ารู้ว่าหม่าจิ่วจะอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าย่อมไม่เอาตัวไปเสี่ยงกับอันตรายอยู่แล้ว” ไช่โยวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าจะอยู่ใกล้ๆ แถวนั้น หากรู้สึกได้ถึงคนของเดือนดับก็จะหลีกให้ห่างทันที”
“แต่ แต่ว่า...” หวังจัวยังคงไม่วางใจ
“ฟังที่ข้าบอก” ไช่โยวเผยความน่าเกรงขามทั้งที่ไม่ได้แสดงความโกรธ
หวังจัวมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่งครั้ง แล้วจึงถอนหายใจกล่าวด้วยความจนใจ “ก็ได้”
เขารู้จักไช่โยวดี รู้ว่าหลายปีมานี้ไช่โยวมีความรู้สึกอันดีต่อเผยฉีฉีมาโดยตลอด ที่ไช่โยวมาอยู่ในเทือกเขาฮ่วนคงหลายปีเพื่อขัดเกลาตัวเองก็เพื่อหวังว่าจะคู่ควรกับเผยฉีฉี สามารถไล่ตามนางได้ทัน
ขอแค่เป็เื่ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเผยฉีฉี ไช่โยวจะกระตือรือร้นถึงขีดสุด และจะสูญเสียความมีสติไปเสมอ
หวังจัวรู้ว่าเกลี้ยกล่อมไปก็ไร้ประโยชน์ จึงคิดหาทางรวบรวมคนของกะโหลกเืให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อระดมกำลังยอดฝีมือของกะโหลกเื
“นายน้อยไช่! ระวังตัวด้วย!”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้ หวังจัวก็หมุนกายแล้วเดินจากไป หลังจากไปรวมตัวกับจ้าวเฟิงแล้วก็กระชากร่างของจ้าวเฟิงไปด้วยกัน และไม่นานก็หายไปจากเส้นสายตาของเนี่ยเทียน
“หัวเทียน เ้าเป็อะไรหรือไม่?” ไช่โยวกล่าว
เนี่ยเทียนส่ายหัว “ไม่เป็อะไร”
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ไช่โยวพยักหน้า “บริเวณใกล้เคียงนี้ยังถือว่าพอปลอดภัย เ้ารออยู่ที่เดิมนี่แหละ พยายามอย่าเดินไปไหน หากพี่น้องสองคนนั้นของข้าผ่านมาทางนี้กับคนของกะโหลกเื เ้าสามารถรวมตัวกับพวกเขาได้ แต่หากว่าพวกเขายังไม่ปรากฏตัวทางที่ดีเ้าก็อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม จะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาอีก”
“ตกลง” เนี่ยเทียนพยักหน้า ทั้งยังออกแรงบีบหินส่งข้อความเสียงที่หูหันยกให้เขาจนแตกต่อหน้าไช่โยว
“ฉลาด” ไช่โยวเอ่ยชมหนึ่งประโยคแล้วก็จากไปเพียงลำพังโดยไม่ได้สนใจเขาอีก
เมื่อเขาจากไป เนี่ยเทียนก็นั่งขัดสมาธิลงตรงนั้นทันที เอากำไลหยกสีเขียวที่หลีเหย่มอบให้ออกมาสวม ใช้ม่านแสงของห่วงหยกสีเขียวมาต้านทานปราณิญญาฟ้าดินที่สกปรก
เพราะเมื่อผ่านการต่อสู้จากก่อนหน้านี้ พลังงานธาตุต่างๆ ในร่างของเขาได้หายไปมากมาย
สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่ถูกเขาสร้างขึ้นก็หดเล็กลงจนหายไปในที่สุด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง หยิบเอาหยกวิเศษก้อนหนึ่งออกมาจากกำไลเก็บของแล้วโคจรคาถาหลอมลมปราณ เพื่อดูดซับเอาปราณิญญาที่อยู่ในหยกวิเศษทันที
ปราณิญญาที่เปี่ยมล้นยิ่งกว่าหินวิเศษสิบเท่าพลันไหลทะลักออกมาจากหยกวิเศษ แล้วพุ่งเข้ามารวมกันอยู่ในมหาสมุทริญญาของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เวลานี้น้ำวนพลังิญญาสามลูกที่อยู่ในมหาสมุทริญญาของเขาเมื่อได้รับปราณิญญาเ่าั้เข้ามาก็โคจรเร็วกว่าปกติอีกหลายเท่า
ปราณิญญาแต่ละกลุ่มเมื่อผ่านการชุบหลอมให้สะอาดจากน้ำวนพลังิญญาก็แผ่กระจายอยู่ในมหาสมุทริญญา
ไม่นานหลังจากนั้นหยกวิเศษก้อนหนึ่งก็แตกดัง “แครก” แล้วกลายมาเป็หินธรรมดาก้อนหนึ่ง
เนี่ยเทียนจึงหยิบเอาหยกวิเศษออกมาอีกก้อนแล้วพยายามดูดซับปราณิญญาที่อยู่ด้านในก่อนจะชักนำไปยังมหาสมุทริญญาในจุดตันเถียน
เมื่อปราณิญญากระเพื่อมอย่างรุนแรง มหาสมุทริญญาของเขาก็สร้างน้ำวนขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งลูก น้ำวนลูกนั้นค่อยๆ ก่อตัวกันขึ้นมาเปลี่ยนจากเล็กมาเป็ใหญ่ แล้วทำให้มหาสมุทริญญาของเขาเกิดเป็ลูกคลื่นซัดสาดกันไม่หยุด
เขาเข้าใจมานานแล้วว่าการฝ่าทะลุของขอบเขตท้าย์ กลาง์ ต้น์ ทุกครั้งที่ขอบเขตเพิ่มสูงขึ้นจะต้องมีน้ำวนพลังิญญาเกิดขึ้นมาใหม่หนึ่งลูก
่แรกเริ่มสุด เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่ท้าย์จะมีคลื่นพลังิญญาเพียงแค่ลูกเดียว
ทว่ารอจนฝ่าทะลุมาถึงต้น์่ท้าย น้ำวนพลังิญญาที่อยู่ในมหาสมุทริญญาของผู้ฝึกลมปราณแต่ละคนที่มีระดับแตกต่างกันก็จะต้องมีทั้งหมดเก้าลูกเท่านั้น
น้ำวนพลังิญญาทุกลูกที่เพิ่มขึ้นมาจะเพิ่มความเร็วในการดูดซับปราณิญญาฟ้าดิน และจะเพิ่มความเร็วในการชุบหลอมปราณิญญา อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิผลในการขยายมหาสมุทริญญาด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้ตอนที่เขาใช้หมัดต่อยลูกกลมสีแดงเข้มของหูหันก็ได้ถือโอกาสฝ่าทะลุพันธนาการของขอบเขตไปด้วย
เขาได้เลื่อนขั้นสู่ขอบเขตกลาง์แล้ว และแน่นอนว่าย่อมมีคลื่นพลังิญญาลูกที่สี่ก่อตัวขึ้นมา ทว่าการก่อตัวของคลื่นพลังิญญาจำเป็ต้องใช้ปราณิญญาที่เต็มเปี่ยมมาค้ำประคอง
ก่อนหน้าที่หัวมู่จะจากไปได้ให้หยกวิเศษกับเขาไว้สามก้อนก็เพื่อสิ่งนี้!
“อู้ๆ!”
เมื่ออยู่ภายใต้การช่วยเหลือจากหยกวิเศษสองก้อน น้ำวนพลังิญญาลูกที่สี่ซึ่งก่อให้เกิดลูกคลื่นน่าหวาดหวั่นอยู่ในมหาสมุทริญญาของเขาก็ค่อยๆ จับตัวกันเป็รูปเป็ร่าง
“แครก!”
น้ำวนพลังิญญาลูกนั้นของเขายังไม่ทันก่อตัวได้ครึ่งหนึ่ง หยกวิเศษก้อนที่สองของเขาก็พลันแตกออก
เนี่ยเทียนหยิบเอาหยกวิเศษก้อนที่สามออกมาจากกำไลเก็บของโดยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว แล้วเริ่มดูดซับเอาปราณิญญาที่เปี่ยมล้นอยู่ในนั้นต่อ
ทว่าผ่านไปได้ไม่นานเท่าไหร่ หยกวิเศษก้อนที่สามก็ถูกดูดเอาปราณิญญาไปจนหมดสิ้น
ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงหยิบเอาก้อนที่สี่ ก้อนที่ห้าและก้อนที่หกออกมา...
จนกระทั่งมาถึงหยกวิเศษก้อนที่เจ็ดที่ถูกเนี่ยเทียนหยิบออกมาจากกำไลเก็บของและเริ่มดูดซับปราณิญญาที่อยู่ภายใน คลื่นพลังิญญาลูกที่สี่ที่ปรากฏอยู่ในมหาสมุทริญญาถึงได้ก่อตัวขึ้นมาสำเร็จ
“หยกวิเศษเจ็ดก้อน!”
เนี่ยเทียนอึ้งตะลึงน้อยๆ หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เขาสังหารหยางหลิงและได้หยกวิเศษห้าก้อนมาจากหยางหลิง การสร้างคลื่นพลังิญญาของเขาในคราวนี้เกรงว่าคงจะไม่ราบรื่นนัก
ต่อให้เป็หัวมู่เองก็ยังนึกไม่ถึงว่าตอนที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลาง์จะจำเป็ต้องใช้ปราณิญญามหาศาลขนาดนี้
ดูจากประสบการณ์ของหัวมู่แล้ว ผู้ที่มีขอบเขตท้าย์ทั่วไปเวลาที่เหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลาง์ หยกวิเศษแค่สองก้อนก็เพียงพอในการสร้างคลื่นพลังิญญาขึ้นมาแล้ว
เนี่ยเทียนไม่เหมือนคนทั่วไป ซึ่งอาจจำเป็ต้องใช้หยกวิเศษเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งก้อน ดังนั้นหัวมู่จึงมอบหยกวิเศษเพิ่มให้เขาอีกก้อนหนึ่ง
เขานึกไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนจะ...พิเศษยิ่งกว่าคนผิดปกติที่เขาคิดเอาไว้เสียอีก!
หยกวิเศษเจ็ดก้อนเผาผลาญไปอย่างเต็มที่ ทำให้คลื่นพลังิญญาลูกที่สี่ของเขาเพิ่งจะมั่นคงและก่อตัวได้สำเร็จในท้ายที่สุด ซึ่งมันมีขนาดพอๆ กับน้ำวนพลังิญญาอีกสามลูกของเขา
การก่อตัวของน้ำวนพลังิญญาลูกที่สี่หมายความว่าเขาแปรสภาพจากท้าย์มาเป็กลาง์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เขากลับไม่ได้หยุดพัก
อาศัยหยกวิเศษก้อนที่เจ็ดมาสร้างปราณิญญาให้แข็งตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มันแผ่ขยายไปยังมหาสมุทริญญา
หลังจากที่มหาสมุทริญญาเปี่ยมล้นไปด้วยปราณิญญา หยกวิเศษก้อนที่เจ็ดของเขาก็กลายมาเป็หินธรรมดาก้อนหนึ่ง
ดังนั้นเขาจึงหยิบเอาหยกวิเศษก้อนสุดท้ายออกมาแล้วดูดซับเอาปราณิญญา ปราณิญญาที่ได้มาเพิ่มเติมช่วยในการขยายมหาสมุทริญญา เพิ่มขีดจำกัดความสามารถในการรองรับปราณิญญาของมหาสมุทริญญา ทำให้มหาสมุทริญญาขยายออกไปข้างนอกทีละนิด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน
เมื่อหยกวิเศษก้อนที่แปดแตกออกกะทันหัน เนี่ยเทียนก็ถึงจะฟื้นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะอันยาวนาน
“ขอบเขตกลาง์!”
เนี่ยเทียนลุกพรวดขึ้นยืนแล้วแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง น้ำเสียงนั้นแผดดังราวกับัร้องเสือคำราม
-----
