เ้านายคนใหม่ของบ้านสวนช่างเป็คนจิตใจดีเหลือเกิน มีบ้านสวนแห่งใดยังจะให้เงินกับผู้ที่ลงนามในสัญญาทาสจนวันตายเช่นพวกเขากัน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเื่ใช้เงินทองมากมายถึงเพียงนี้เพื่อซื้อเสื้อผ้าและอาหาร วันนี้ราวกับหลับฝันไปก็มิปาน ช่างไม่คล้ายความจริงแม้แต่นิด
เคอโยวหรานกุมขมับ คนโบราณสามารถแก้นิสัยขยับทีไรเป็ต้องคุกเข่าโขกหัวเช่นนี้ได้หรือไม่?
มิใช่เื่ง่ายกว่าจะปลอบโยนจิตใจของชาวสวนจนสงบลง ทางด้านพวกหลี่จงเฉวียนเองก็ตามนายหน้าอู๋เดินทางไปยังโรงนายหน้าแล้วเช่นกัน
เคอโยวหรานกวาดสายตามองชาวสวนทั้งหมดแล้วเอ่ยว่า “วันนี้บ้านสวนแห่งนี้เป็ของข้า ข้าคือผู้ตัดสินใจทุกสิ่ง นับแต่นี้เป็ต้นไป ข้าจะแจกจ่ายเสบียงอาหารและเงินตามอัตราค่าแรง
บ้านสวนแห่งนี้จะมีหลี่จงเฉวียนเป็ผู้ดูแลชั่วคราว รายละเอียดต่างๆ รอจนเขากลับมาเสียก่อน แล้วข้าค่อยจัดแจงให้เขาอีกที
ในบรรดาพวกเ้า หากผู้ใดไม่เชื่อฟังผู้ดูแล ข้าจะขายคนผู้นั้นออกไป
อย่าได้เห็นเพียงว่าเมื่อครู่ข้าแจกจ่ายเสบียงอาหารและเครื่องนุ่งห่มให้พวกเ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนหักจากค่าแรงในภายหน้า พวกเ้าแค่เบิกค่าแรงล่วงหน้าเท่านั้น”
ทุกคนต่างพยักหน้า พวกเขาไม่เคยกล้าคิดว่าผู้ที่ทำสัญญาขายตัวเป็ทาสจนวันตายยังจะทำงานได้ค่าแรง
ยามนี้แจกจ่ายอาหาร ภายหน้าหักเงินค่าแรง พวกเขาต่างรู้สึกว่าสมควรจะเป็เช่นนี้ มีเพียงรู้สึกซาบซึ้ง ไร้ซึ่งวาจาคับแค้นใจแม้แต่คำเดียว
เคอโยวหรานรู้ดีถึงหลักการให้น้อยเป็บุญคุณให้มากเป็ความแค้น หากเมตตามากเกินไป จะกลายเป็การส่งเสริมให้คนเหล่านี้มีความทะเยอทะยานจนเลยเถิด มิสู้ตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ั้แ่แรก ทุกคนทำงานตามกฎระเบียบ ต่างฝ่ายต่างพึงพอใจ
มุมปากของต้วนเหลยถิงหยักยก เขาได้พบอีกหนึ่งข้อดีของเคอโยวหรานเสียแล้ว นางไปมีทักษะการดูแลจัดการเช่นนี้ั้แ่เมื่อใดกัน?
แม่นางน้อยผู้นี้ก็ช่างกระไร ไม่ต่างกับขุนเขาซ่อนสมบัติล้ำค่า ยิ่งถลำลึกยิ่งได้เข้าใจ ยิ่งได้พบความประหลาดใจไม่หยุดหย่อนจนผู้อื่นมิอาจหยุดค้นหาได้
ในขณะที่ต้วนเหลยถิงกำลังจมดิ่งอยู่ในความคิดของตนเอง เคอโยวหรานพลันเริ่มเอ่ยกับชาวสวนอีกครั้ง “พาข้าไปดูสถานที่ที่พวกเ้าพักอาศัยสักหน่อย”
ทุกคนต่างตกตะลึง มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินน้อยขอรับ ที่พักอาศัยของพวกเราสกปรกเกินไป ไม่เหมาะจะให้ผู้มีฐานะเช่นท่านไปที่นั่น ได้โปรดเปลี่ยนใจเถิดขอรับ!”
“พาไปดู!” ต้วนเหลยถิงตบโต๊ะ
ตามด้วยโอบเคอโยวหรานและรับตะกร้าลูกหมาป่ามาจากมือนาง ภายใต้การนำทางของเหล่าคนสวน ในที่สุดก็ได้มุ่งหน้าไปยังที่พักของพวกเขาเสียที
นี่ยังเรียกว่าที่พักได้อีกหรือ? ราวกับกระท่อมก็มิปาน กระทั่งคอกวัวในหมู่บ้านยังมีสภาพดีกว่าที่นี่ตั้งมากโข
ต้วนเหลยถิงกำหมัดจนกระดูกดังกร๊อบ ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอย เขาเอ่ยพึมพำว่า “สกุลต่งช่างประเสริฐนัก ทำให้เหล่าพี่น้องของข้าต้องมีชีวิตความเป็อยู่เช่นนี้ ความแค้นในวันนี้ ข้าต้วนเหลยถิงจดจำเอาไว้แล้ว”
เคอโยวหรานทอดถอนใจ หากวันนี้ไม่ได้มา คงมิอาจล่วงรู้ได้จริงๆ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตเช่นนี้
สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้สูงอายุและเด็ก อาศัยอยู่ในสถานที่เช่นนี้จะยังรักษาสุขอนามัยได้อย่างไร?
นางลอบกำหมัด ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ทุกคนเก็บสัมภาระของพวกเ้า จากนั้นให้ย้ายไปพักอาศัยที่เรือนปีกข้างฝั่งตะวันตก
จัดการเก็บกวาดที่นั่นสักหน่อย ตั้งเตียงนอนแบ่งเป็ฝั่งชายหญิง ทุกคนจะได้ใช้เป็ที่พักอาศัยชั่วคราวได้”
“ไม่ได้นะขอรับ!” ชายชราผู้หนึ่งเอ่ยเสียงสั่น กระทั่งแข้งขายังอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่
“ที่นั่นเป็ถึงสถานที่ที่นายท่านเอาไว้ใช้รับรองแขก จะให้พวกขาเปื้อนโคลนเช่นพวกเราเข้าไปพักอาศัยได้อย่างไร ล่วงเกินแล้วขอรับ”
เคอโยวหรานโบกมือเอ่ย “การไถคราดกำลังใกล้เข้ามา ภายในบ้านสวนยัง้าให้ทุกคนทุ่มเทเอาใจใส่ หากไร้ซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดีและสภาพแวดล้อมที่สะอาด เช่นนั้นจะไปเอาเรี่ยวแรงทำงานมาจากที่ใด”
“ขอบพระคุณฮูหยินน้อยขอรับ” มีบุรุษผู้หนึ่งคุกเข่าลงทั้งน้ำตานองหน้า เวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามในวันนี้ได้ใช้ความซาบซึ้งใจมากกว่าครึ่งชีวิตของพวกเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว ฮูหยินน้อยช่างจิตใจดีมีเมตตาเหลือเกิน
“ขอบพระคุณฮูหยินน้อย!” ครั้นมีคนนำ ทุกคนพลันพากันคุกเข่าลงโดยพร้อมเพรียง
เคอโยวหรานถอนหายใจ “ซานหลาง ข้าไม่คุ้นชินกับการขยับทีไรเป็ต้องคุกเข่าเช่นนี้จริงๆ ท่านช่วยบอกพวกเขาสักหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
ต้วนเหลยถิงยกยิ้ม แม้เมื่อก่อนเขาจะคุ้นชินกับเื่เช่นนี้ ทว่ายามนี้ได้อยู่กับแม่นางน้อย ความคิดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงจนรู้สึกไม่ค่อยชอบการคุกเข่าด้วยเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงเผยสีหน้าเคร่งขรึม ตามด้วยปริปากเอ่ยเสียงนิ่งว่า “พากันลุกขึ้นเถิด ฮูหยินน้อยไม่ชอบให้พวกเ้าคุกเข่าให้นาง ภายหน้าแค่ค้อมเอวทำความเคารพเป็พอ”
“ขอรับ ฮูหยินน้อย” ทุกคนต่างปาดน้ำตาขณะลุกขึ้น
เคอโยวหรานกวาดตามองโดยรอบคราหนึ่ง จากนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “คนที่รู้หนังสือและดูแลบัญชีได้ให้ก้าวออกมา”
คนจำนวนเจ็ดถึงแปดสิบคนก้าวออกมาจากกลุ่มคน เคอโยวหรานพลันลอบคิดในใจ : โอ้โห ในยุคที่ขาดแคลนการศึกษา ภายในบ้านสวนแห่งหนึ่งกลับมีคนรู้หนังสือมากถึงเพียงนี้ ไม่เลวทีเดียว!
“คนอื่นๆ ไปทำความสะอาดเรือนปีกข้างฝั่งตะวันตกและเก็บสัมภาระตามที่ข้าบอก คืนนี้เข้าไปพักข้างใน ส่วนผู้ที่รู้หนังสือให้ตามข้าไปยังเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก”
หลังเคอโยวหรานออกคำสั่งเสร็จก็ดึงต้วนเหลยถิงเดินล่วงหน้าเข้าไปในเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก เพราะพวกนางเพิ่งจะซื้อบ้านสวนแห่งนี้เอาไว้ ดังนั้นจึงจำเป็ต้องจัดแจงหน้าที่ต่างๆ ั้แ่ต้น รีบจัดการให้เสร็จเรียบร้อยเสียเป็ดี พวกนางจะได้กลับจวนโดยเร็ว
วันพรุ่งนี้จะก่อสร้างจวน ยังมีเื่ราวอีกมากให้ต้องจัดการ เป็เหตุให้รู้สึกว่าเวลาไม่พอใช้จริงๆ!
เพิ่งก้าวเข้าไปในห้องรับรองของเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก ต้วนเหลยถิงกับเคอโยวหรานก็นั่งลงบนตำแหน่งผู้นำ
เคอโยวหรานจดบันทึกชื่อของทุกคนที่รู้หนังสือเอาไว้ ทางด้านต้วนเหลยถิงออกคำสั่งว่า
“อิ่งอี ฟังการจัดแจงหน้าที่การงานต่างๆ ภายในบ้านสวนจากฮูหยิน เ้ากับจงเฉวียนไปพาเหล่าพี่น้องของพวกเรามารวมตัวกัน การฝึกฝนมิอาจสูญเปล่า นับแต่วันพรุ่งเป็ต้นไป จะต้องฝึกฝนร่างกายยามเช้าวันละสองชั่วยาม”
“ขอรับ นายน้อย” บุรุษร่างสูงใหญ่กำยำผู้นั้นคุกเข่าลงหนึ่งข้าง แต่เมื่อตั้งใจฟังให้ดีจะพบว่าน้ำเสียงของเขาปรากฏความอ่อนแรง
หลังมองสำรวจครู่หนึ่ง ยังสังเกตได้ว่าฝีเท้าของเขาเบาหวิว ร่างกายอ่อนแอไร้กำลัง
เคอโยวหรานขมวดคิ้วพลางหยัดกายลุกขึ้น นางจัดการสวมถุงมือสองข้างแล้วจับชีพจรให้บุรุษผู้นั้น
“มีอันใดหรือ?” ต้วนเหลยถิงเดินมาหยุดอยู่ข้างกายนาง ทั้งเอ่ยถามด้วยความเป็กังวล
เคอโยวหรานปล่อยมือ ตามด้วยจับชีพจรของคนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน จากนั้นหันไปบอกกับต้วนเหลยถิงว่า
“พวกเขาล้วนแต่กินผงสลายเส้นเอ็นฤทธิ์แรง มิน่าเล่าผู้ที่ดูรูปร่างสูงใหญ่กำยำถึงได้ไร้เรี่ยวแรงเ้าค่ะ”
ต้วนเหลยถิงพลันฟาดฝ่ามือลงบนเก้าอี้ด้านข้างจนมันแหลกละเอียด เขาแค่นเสียงเอ่ยไม่กี่คำลอดไรฟัน “ผู้ใดวางยาพวกเ้า?”
อิ่งอีก้มหน้าลง เอ่ยด้วยความละอายใจว่า “ตอนนายท่านบอกให้พวกเราแยกกันหลบหนี ทุกคนต่างหารือกันแล้วว่าหลังจากสลัดผู้ที่ตามล่าไปได้จะมารวมตัวกันที่ตัวเมืองอำเภอเล็กๆ ของเมืองฉี่เยวี่ยโจว
นึกไม่ถึงว่าพวกเราทุกคนจะเสี่ยงตายจนเอาชีวิตรอดมาถึงที่นี่ได้ สามารถหลบเลี่ยงองครักษ์เงานับไม่ถ้วน แต่กลับพลาดท่าอยู่ในมือของสกุลเล็กๆ เช่นสกุลต่ง
ตอนนั้นบนกายของพวกเราไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว ทั้งยังหิวจนสิ้นเรี่ยวแรง พลันพบว่าสกุลต่งกำลังแจกจ่ายข้าวต้ม ทุกคนจึงพากันเข้าไปกินและตกหลุมพรางของสกุลต่งขอรับ
ในขณะที่พวกเราไม่ทันรู้ตัวก็ได้ถูกสกุลต่งบีบบังคับให้ประทับนิ้วมือลงบนสัญญาขายตัว จากนั้นถูกโยนเข้ามาทำงานในบ้านสวนแห่งนี้ แต่ละวันได้กินเพียงหมั่นโถวเน่ารองท้อง
ท้ายที่สุดร่างกายจึงไร้เรี่ยวแรง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหนีด้วยซ้ำ พวกเราละอายใจต่อการฝึกฝนของนายท่านกับนายน้อยเหลือเกิน ขอนายน้อยโปรดลงโทษด้วยขอรับ”
ต้วนเหลยถิงกำหมัดแน่นทั้งสองข้าง “สกุลต่ง สกุลต่งอีกแล้ว ประเสริฐนัก!”
เคอโยวหรานตบลงบนกำปั้นทั้งสองข้างของต้วนเหลยถิงอย่างปลอบโยน จากนั้นเลือกคนจำนวนหนึ่งมาสั่งว่า
“ไปต้มน้ำในห้องครัวมาสักหม้อ นำของพวกนี้ใส่ลงไปให้หมด จากนั้นให้ทุกคนที่ติดพิษดื่มคนละชาม ภายในวันพรุ่งพวกเ้าจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง”
กล่าวจบก็อาศัยการบดบังของชายแขนเสื้อ เคอโยวหรานล้วงหยิบผลน้ำเต้าขนาดเท่าฝ่ามือบุรุษวัยผู้ใหญ่ออกมาส่งให้อิ่งอี
“ขอบพระคุณฮูหยินน้อยขอรับ” อิ่งอีรับมาด้วยสองมือ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินน้อยผู้นี้ยังรู้วิชาพิษ ช่างน่ายินดีเหลือเกิน
ภายหลังเขาพลันออกไปจัดการตามคำสั่งของเคอโยวหรานทันที
เคอโยวหรานเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงดึงต้วนเหลยถิงไปยังห้องตำราของเรือนปีกข้างฝั่งตะวันออก จากนั้นนั่งลงหน้าโต๊ะตำราแล้วร่างตารางแผนงานโดยละเอียด
