จากนั้นโจวหยวนจึงได้ตรวจสอบาแและได้สันนิษฐานไว้ว่า "มันเพิ่งจะเสียชีวิตได้ไม่นาน ร่องรอยาแมีจุดเดียวคือการสะบั้นคอ ในหัวของเขามีพลังแห่งความมืดอยู่ มันอาจจะถูกสังหารโดยเผ่ามารก่อนหน้าที่พวกเราจะมาถึง"
จนกระทั่งจูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่ปิดจมูกก็สั่งการด้วยเสียงอู้อี้ "สิ่งที่พวกเราต้องค้นหาคือเกาทัณฑ์เทียนเซี่ย เพราะฉะนั้นข้าฝากเ้าด้วย"
"ขอรับ" โจวหยวนรับคำสั่งโดยไม่ลังเล ก่อนจะพุ่งทะยานอย่างปราดเปรียวไปรอบๆอาณาบริเวณ
ไป๋เฉินที่เอามืออุดจมูกก็มีสีหน้าซีดเซียว "พี่สาว ข้าขอออกไปข้างนอกก่อน"
เห็นได้ชัดว่าเขาใกล้จะอาเจียนเต็มที คนอื่นๆต่างก็หนีตามออกไป โดยที่ให้โจวหยวนค้นหาเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยต่อไปด้วยสีหน้ามืดมน
. . .
เวลาล่วงเลยผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูปก็ยังไม่พบร่องรอยของเกาทัณฑ์เทียนเซี่ย
จู่ๆหงเหนียงกลับััได้ถึงความรู้สึกพะอืดพะอม ลมหายใจของนางที่เข้าออกปรากฏหมอกควันสีดำ และค่อยๆตระหนักได้ว่ามีพลังงานที่น่าขนลุกแทรกซึมและกำลังกัดเซาะเส้นลมปราณอย่างช้าๆ
สีหน้าของนางเริ่มที่จะตื่นตระหนก "พลังงานสีดำนี่คืออะไรกัน?"
มิใช่แค่นางเท่านั้น แต่คนอื่นๆต่างก็มีลมหายใจสีดำออกมาจากร่างกายเฉกเช่นเดียวกัน
ราวกับว่าไป๋เฉินฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ก่อนจะรีบโพล่งออกมา "พวกเราควรจะรีบออกจากที่แห่งนี้ทันที หากข้าเดาไม่ผิด ชั้นบรรยากาศมีปราณชนิดพิเศษที่จะกัดเซาะร่างกายของมนุษย์อยู่ ยิ่งพวกเราตกอยู่ในสภาวะไร้พลังปราณด้วยแล้ว จึงไม่สามารถขับพลังงานสีดำนี้ออกได้...และอาจจะมีโอกาสถึงตายเช่นกัน"
"เ้า! เหตุใดเ้าไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้!" หงเหนียงอดไม่ได้ที่จะกัดฟันอย่างหงุดหงิด
แต่ไป๋เฉินก็เกาศีรษะอย่างเขินอายและแสร้งทำเป็ไร้เดียงสา
จูเก่อหลิงเอ๋อร์ที่เห็นท่าไม่ดีก็รีบสั่งการให้โจวหยวนออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยซากศพโดยทันที
ผลสุดท้ายทั้งกลุ่มจึงได้ข้อสรุปว่าจะทิ้งเกาทัณฑ์เทียนเซี่ยไว้เช่นนี้ หากจะให้เปรียบเทียบแล้ว เกาทัณฑ์เทียนเซี่ยไม่คุ้มค่าเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย เพราะถึงอย่างไรจักรพรรดิมารก็ตายไปแล้ว พวกเขาควรจะเป็ห่วงเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาเสียดีกว่า
"ตามข้ามา" เมื่อไป๋เฉินพูดจบก็พุ่งทะยานไปยังทิศใต้ของดินแดนใต้พิภพ โดยมีคนอื่นๆรีบตามหลังเขาไปอย่างกระชั้นชิดด้วยความเร่งรีบ
.
.
.
~ โรงเตี๊ยมนอกเมืองเทียนเหล่ย ~
เวลาภายนอกผ่านไปสองชั่วยามแล้ว ขณะนี้มีกลุ่มคนจำนวนมากมารวมตัวกันตรงหน้าพื้นที่โล่งแจ้ง ซึ่งนั่นคือกลุ่มของผู้าุโเกือบจะสิบคนที่มาจากอาณาจักรเทียนหยวน
เนื่องจากที่ว่าก่อนหน้านี้ทางเข้าสู่อาณาจักรลับถูกปิดตาย และไม่สามารถติดต่อกับผู้ที่อยู่ด้านในผ่านยันต์สื่อสารได้ ดังนั้นมีเพียงแต่ต้องเชิญระดับผู้าุโจากมหาอำนาจมาเพื่อเปิดประตูมิติออกเพื่อที่จะนำตัวของเยาวชนจากตระกูลโบราณออกมาเท่านั้น
ซึ่งด้านหน้าสุดมีร่างของชายชราในชุดคลุมสีฟ้า ดวงตาของมันมีสีเทาหมองหม่นและกำลังเงยหน้าขึ้นจ้องมองชั้นบรรยากาศพลางถอนหายใจ "พวกข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้เช่นกัน ดูเหมือนว่าทางเข้าออกอาณาจักรลับที่พวกเ้าพูดถึงอาจจะต้องมีการเปิดเข้าออกจากด้านในเท่านั้น"
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเครื่องแบบของชายชราผู้นี้คือผู้ที่มาจากสำนักวัง์
จากนั้นหญิงชราก็เดินเข้ามาเทียบเคียงและพยักหน้าเห็นด้วย "ต่อให้เป็เ้าสำนักก็มิอาจทำอะไรกับเื่นี้ได้ เพราะต้นตอและทางเข้าออกนั้นไม่มีการกำหนดเป็จุดๆ ดูเหมือนพวกเราได้แต่ภาวนาให้บุคคลภายในหาทางออกออกมาด้วยตัวเองเท่านั้น"
จู่ๆซูซวนก็เดินไปข้างหน้าสามก้าวและประสานมือ "ผู้าุโทั้งสองท่าน ไม่ทราบว่ามีอะไรที่พวกท่านสามารถทำได้บ้างหรือไม่?"
ชายชราและหญิงชราหันกลับมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ทั้งสองจะถอนหายใจยาวพลันส่ายหน้า
เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้นสีหน้าของซูซวนก็ยิ่งซีดเผือด มันจ้องมองไปเหนือน่านฟ้าด้วยความหวังที่ว่าจะมีใครบางคนสามารถกลับออกมาได้
ทุกตนต่างก็มีการแสดงออกที่อับจนหนทาง
เหล่าผู้าุโทั้งหมดทำได้เพียงนั่งลงเข้าสู่สภาวะฌาณและรออย่างใจเย็นแม้นว่าจะไร้ซึ่งความหวังก็ตาม
จนกระทั่ง...
"ซู่!"
เหนือน่านฟ้าบังเกิดกระแสลมเปลี่ยนทิศอย่างฉับพลันประดุจดั่งว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ หมู่เมฆที่ลอยเอื่อยเฉื่อยกลับมาควบรวมกันอย่างอึมครึม ท้องฟ้าที่ส่องสว่างก็ถูกบดบังด้วยตวามมืดมิด
วินาทีนั้นพลันปรากฏแรงกระเพื่อมกลางเวหาบังเกิดช่องว่างระหว่างมิติที่ค่อยๆถูกแง้มออก!
แรงกดดันอันหนักหน่วงและกลิ่นอายเย็นะเืแผ่ซ่านออกจากหลุมดำทำให้เหล่าผู้าุโที่ยืนอยู่ในละแวกใกล้เคียงก็ต้องรีบถอยร่นออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เกิดอะไรขึ้น?"
ฝูงชนทั้งหมดต่างก็ตื่นตระหนกเพราะการปรากฏขึ้นของหลุมดำ ดูเหมือนจะเป็ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่มนุษย์ปกติไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้
"วู้ม!"
จู่ๆใจกลางของหลุมดำพลันปรากฏเงาของกลุ่มคนนับสิบที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ซึ่งกำลังหลั่งไหลลงมาสู่ผืนดินด้วยการแสดงออกทางสีหน้าที่โล่งใจ
ทว่าบุคคลที่ออกมาคือร่างของชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาที่มีรูม่านตาสีเืและมีมือไพล่หลังอย่างสง่างาม ค่อยๆลอยลงมาและเหยียบย่ำผืนธรณีเป็บุคคลแรก
ชายหนุ่มสูดลมหายใจบริสุทธิ์เข้าลึกๆด้วยรอยยิ้มสดใส "ในที่สุดก็ออกมาได้เสียที"
ก่อนจะตามมาด้วยหญิงสาวในชุดสีขาวดุจหิมะ ใบหน้าของนางถูกปกปิดไว้ด้วยผ้าชั้นบางๆ ก่อนจะตามมาด้วยคนคุ้นเคยของเหล่ามหาอำนาจค่อยๆร่อนลงมาสู่พื้นด้วยสภาพที่สะบักสะบอม
แต่พวกเขาเ่าั้ต่างก็ถอนหายใจยาวราวกับว่าเพิ่งผ่านฝันร้ายมาหมาดๆ
"นั่นนายน้อย! นายน้อยออกมาแล้ว"
"เร็วเข้า! รีบเข้าไปดูเร็วเข้า!"
ฝูงชนที่มีสีหน้าไร้ซึ่งความหวังต่างก็หลั่งไหลเข้าสู่กลุ่มของคนที่ออกมาอย่างรวดเร็ว
เป็ที่เข้าใจได้ว่าบุคคลที่อยู่ภายในอาณาจักรลับแทบจะมีโอกาสน้อยมากที่จะออกมาได้ การที่มีคนออกมาจากที่แห่งนั้นจากช่องว่างระหว่างมิติย่อมทำให้เกิดฉากที่น่าอัศจรรย์ใจเป็ธรรมดา
แต่สีหน้าของผู้าุโจากสำนักวัง์และอีกสองมหาอำนาจมีสีหน้าเลิ่กลั่กที่เห็นว่าบุตรสาวของจักรพรรดิโอสถเป็หนึ่งในผู้ที่ออกมา!
เหล่าผู้าุโจากตระกูลต่างๆต่างก็พยายามเข้าไปสอบถามหลังจากเห็นว่าเยาวชนจากเมืองเทียนหยวนกลับออกมาได้อย่างปลอดภัย
แต่พวกเขายังไม่ทันได้กล่าวอะไร จูเก่อหลิงเอ๋อร์ได้สั่งการตามคำบอกกล่าวของไป๋เฉิน "พวกเ้าทั้งหลาย รีบเข้าสู่สภาวะฌาณและขับไล่ปราณสีดำนั้นออกมาเสียก่อน ก่อนที่อวัยวะภายในจะได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้"
พวกเขาออกมาจากทางออกลับในดินแดนใต้พิภพ ซึ่งมิได้ออกมาจากทางเข้าที่พวกเขาเข้าไปด้วยบันไดสู่ปรภพ เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงถูกจำกัดการใช้ปราณไว้จนกระทั่งออกมาจากที่แห่งนั้นได้ ดังนั้นพลังปราณสีดำในขณะนี้ได้แทรกซึมเข้าสู่ส่วนลึกแล้ว หากไม่รีบขับพลังงานสีดำพวกนั้นออกมาอาจจะเกิดเหตุร้ายแรงในอนาคตได้
เหล่าเยาวชนทั้งหมดพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง แม้แต่ไป๋เฉินเองก็เข้าสู่สภาวะฌาณและตีเนียนไปด้วยเช่นกัน
เหล่าผู้าุโที่ได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากันอย่างแปลกใจ จนกระทั่งหนึ่งในนั้นพยายามจ้องมองร่างของเยาวชนที่เพิ่งจะออกมา จนพบว่าในเวลาที่พวกเขาหมุนเวียนปราณเข้าสู่สภาวะฌาณ ลมหายใจของเยาวชนเ่าั้ออกมาเป็หมอกควันสีดำที่มีกลิ่นอายน่าขนลุก
ผู้าุโจากสำนักวัง์ลูบเคราด้วยคิ้วที่ขมวด "นั่นอาจจะเป็พลังปราณด้านลบที่อาจจะได้รับมาจากดินแดนของจักรพรรดิมาร"
ผู้าุโจากตำหนักกระบี่ไร้เทียมทานเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อเห็นดังนั้นผู้าุโจากสำนักวัง์ก็สั่งการอย่างเด็ดขาดในขณะกางแขนออก "ออกมาจากอาณาบริเวณรอบตัวของพวกเขาสิบลี้ อย่าได้เข้าใกล้เป็อันขาด!"
ผู้าุโหรือแม้แต่เ้าเมืองเย่ซือหยูที่กำลังจะเข้าใกล้บุตรชายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจและถอยร่นออกไปอย่างเชื่อฟัง
เพราะพวกเขามองเห็นแล้วว่าวินาทีต่อมาจูเก่อหลิงเอ๋อร์กระอักเืออกมาซึ่งเป็สีดำ ซึ่งนั่นก็ยังรวมถึงคนอื่นๆด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าไป๋เฉินเองก็แสร้งหมุนเวียนเคล็ดวิชาตราประทับโลหิตและตีเนียนกระอักเืสีดำออกมาเพื่อทำให้เห็นว่าเขาได้ถูกจำกัดการใช้ปราณด้วยเช่นกัน
เพราะขณะนี้พวกเขาอยู่ต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญในทวีปนี้มากมายและกลุ่มคนพวกนั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับเผ่ามารมากพอสมควร หากเขาไม่ตีเนียนก็อาจจะตกเป็ผู้ต้องสงสัยในบางประเด็นได้
จนกระทั่งซูซวนปราดมองกลุ่มด้วยสายตาเฉียบแหลมเพื่อตามหาซูหวิน แต่ถึงกระนั้นในกลุ่มกลับไม่มีร่างของซูหวินรวมอยู่
สีหน้าของมันก็ยิ่งตื่นตระหนกก่อนจะะโไปรอบๆกลุ่มของจูเก่อหลิงเอ๋อร์และตามหาอย่างละเอียด
ซึ่งตัวของเซี่ยเฉินเองก็มีสีหน้าเฉกเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งโพล่งออกมาด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก
"เดี๋ยวก่อน! ซูหวินอยู่ที่ไหน!?"
"หยวนไป๋ไม่อยู่ในกลุ่มหรอกหรือ!?"
