เฉียวเยว่กระซิบถามด้วยความกลัว "ทะ... ทะ... ท่านจะทำอันใด?"
หรงจ้านยิ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เฉียวเยว่ถอยหลังไปหนึ่งก้าว จนติดกับฉากกั้นลม หรงจ้านเอื้อมมือหนึ่งวางทาบบนฉากกั้น
อีกมือกดไหล่ของเฉียวเยว่ นางรู้สึกว่าตนเองทำไม่ได้แม้แต่จะขยับตัว ความหวาดวิตกยิ่งเพิ่มขึ้น พูดเสียงเบาหวิว "ท่านช่วยออกห่างจากข้าสักนิดได้หรือไม่?"
ดวงตาดำขลับของหรงจ้านมองนางอย่างล้ำลึก ศีรษะค่อยๆ ก้มต่ำลง เฉียวเยว่หวาดกลัวเจียนตาย ตัดสินใจว่าหากคนสารเลวกล้าล่วงเกิน นางจะกระแทกจุดยุทธศาสตร์ของเขาให้พังไปเลย ใช่! ต้องจัดให้หนัก เอาให้สูญพันธุ์ไปเลย!
เฉียวเยว่ตัดสินใจแน่วแน่
ริมฝีปากของหรงจ้านเลื่อนเข้ามาตามแนวไรผมของเฉียวเยว่ เรือนผมของนางคล้ายชโลมด้วยกลิ่นดอกโม่ลี่ [1] หอมจรุงชื่นใจ เขารั้งเส้นผมขึ้นมาปอยหนึ่งแล้วสูดดม หลังจากนั้นก็อมยิ้มเลื่อนริมฝีปากมากระซิบข้างหูนาง "เ้ากลัวอันใด? กลัวว่าข้าจะลวนลามเ้าหรือ?"
"มะ... มะ ไม่"
หรงจ้านยิ้มร้าย หลังจากนั้นก็เป่าลมหายใจรดใบหูของนาง เฉียวเยว่รู้สึกขนอ่อนลุกเกรียว สั่นระริกไปทั้งตัว นางจะเตะเขาดีหรือไม่ เตะหรือไม่เตะ!
เฉียวเยว่ละล้าละลังอย่างหนัก กลัวว่าหากลงมือไปแล้ว ก็จะไม่มีหนทางย้อนกลับมาอีก ถ้าเตะพลาด ก็เป็อันจบสิ้นโดยสมบูรณ์ คนผู้นี้ยิ่งเ้าคิดเ้าแค้นเป็ที่สุด!
"พี่จ้าน พี่จ้านเ้าคะ ท่านอย่าล้อเล่นเช่นนี้เลย ท่านปล่อยข้าได้หรือไม่?" น้ำเสียงใกล้จะร้องไห้เต็มทน
หรงจ้านไหนเลยจะไม่เห็นความตื่นตระหนกของนาง เขาค่อยๆ ยกมือออกมา แต่ขณะที่เฉียวเยว่ถอนหายใจอย่างโล่งอกกำลังจะเอ่ยบางอย่าง เขากลับเข้ามาใกล้อีกครั้ง แล้วเอามือลูบดวงหน้ารูปไข่ของนาง เฉียวเยว่ยกเท้าขึ้นในฉับพลัน "โอ๊ะ!"
หรงจ้านใช้ขาของตนเองตรึงขาของนางเอาไว้ แล้วเอ่ยอย่างมีความหมายล้ำลึก "เ้าจะเตะข้า? หืม?"
หางเสียงของคำว่าหืมเข้มหนัก
ยามนี้ทั้งสองแทบจะตัวติดกัน ขาพันเกี่ยวกันอยู่ หากมีใครเข้ามาเวลานี้ ก็คงอธิบายได้ไม่ชัดเจนแน่นอน เฉียวเยว่เหมือนตัวจะะเิหน้าแดงก่ำ แผดเสียงเกรี้ยวกราด "ท่านจะทำอันใด ทะ… ทะ... ท่าน"
ทั้งตื่นตระหนกทั้งโกรธเคืองจนพูดติดๆ ขัดๆ ดวงตาของนางแดงก่ำรู้สึกไม่เป็ธรรมอย่างยิ่ง
"พี่จ้านแกล้งผู้อื่น" นางแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
หรงจ้านเห็นนางเป็เช่นนี้ก็รู้ตัวว่าตนเองทำเกินไปแล้ว แต่กลับยังไม่ปล่อยมือ มือของเขาทาบลงบนใบหน้าของเฉียวเยว่ และโน้มตัวลงไปกระซิบ "บอกบิดามารดาเ้า ระวังหรงเจิน”
พูดจบก็เงยหน้าขึ้น แล้วลูบใบหน้าดวงน้อย ร้องจิ๊จิ๊ "เ้ากลัวอะไร? คิดว่าข้าจะลวนลามเ้าจริงๆ หรือ?"
เขาถอยหนึ่งก้าว ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ เช็ดไปก็พูดไป "ผิวของเ้าแม้นุ่มอิ่มน้ำ แต่ต้องลมแดดมาทั้งวัน มีแต่เหงื่อ สกปรกจะตาย"
เฉียวเยว่หน้าแดง แต่ยังคงกระทืบเท้า "เช่นนั้นก็อย่าลูบสิ เ้าคนบ้ากาม"
เฉียวเยว่นึกอีกคราก่อนเสริมว่า "คนบ้ากามจิตอกุศล"
หรงจ้านยักไหล่ปล่อยให้นางพูด เห็นนางพูดวนไปวนมาไม่มีอย่างอื่นก็เอ่ยแดกดัน "ข้าหาใช่คนกินไม่เลือก สวนผลไม้ข้างนอกอุดมสมบูรณ์ มีผิงกั่วแดงเต็มไปหมด ไยข้าต้องเด็ดผลเขียวดิบ ฝาดลิ้นเปรี้ยวเข็ดฟันตายชัก"
เฉียวเยว่แค่นเสียงหึ "ผิงกั่วเขียวมีรสชาติแปลกไม่เหมือนใคร ไม่แน่อาจต้องใจคนจิตวิปริตเช่นท่าน"
หรงจ้านมองนางั้แ่หัวจรดเท้า สายตาไปหยุดตรงส่วนที่ยังไม่เติบโตเท่าไร เฉียวเยว่ยกสองมือปิดหน้าอกทันควัน "ท่านมองอะไร เ้าคนลามก"
หรงจ้านเบ้ปาก "คนเราควรรู้จักข้อดีข้อเสียของตนเอง"
เฉียวเยว่มองค้อนใส่เขา "คนหน้าเหม็น"
นางไม่สน ขอสู้คนสักทีเถอะ!
หรงจ้านเห็นนางราวกับราชสีห์พองขน ก็รู้สึกขันอย่างอดไม่ได้ แต่ยังคงสงวนท่าทีนิ่งเฉย "มองซ้ายมองขวา เ้าก็ไม่ได้สวยที่สุด คิดได้อย่างไรว่าข้าพิศวาสเ้า อ้อ ข้ารู้แล้ว เ้ามันหลงตัวเองเกินไป"
เฉียวเยว่ทำแก้มป่อง "ท่านรังแกข้า"
น้อยเนื้อต่ำใจจนอยากจะร้องไห้
ขอบตาของเฉียวเยว่เริ่มแดง หรงจ้านเห็นนางเป็เช่นนี้ ก็พลันปวดใจขึ้นมา แม้จะแกล้งทำเป็ไม่ยี่หระ แต่ก็เอ่ยขึ้นทันทีว่า "เอาล่ะ เอาล่ะ เมื่อครู่ข้าไม่ดีเอง ต่อไปจะไม่แกล้งขู่เ้าอีกแล้ว"
ในที่สุดก็ยอมอ่อนข้อให้
"เช่นนั้นท่านบอกมาว่าหรงเจินเป็ใคร เหตุใดมารดาข้าถึงต้องระมัดระวังนาง บอกแล้วข้าถึงจะให้อภัย" เฉียวเยว่เอ่ยขึ้นทันที
หรงจ้านอึ้งไปชั่วขณะ หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าใจ เมื่อครู่นางมิได้อยากจะร้องไห้จริงๆ เพียงแค่ใช้น้ำตาขู่เขาเท่านั้น
หรงจ้านพลันหัวเราะออกมา ถูกแม่หนูน้อยหลอกเข้าจนได้ ตนเองคงสุขสบายนานเกินไป สมองก็เลยขึ้นสนิม
แต่ก็ได้จังหวะพอดี มู่หรงจิ่วมาแล้ว จะได้ให้เขาช่วยขัดสนิมออกเสียบ้าง
หรงจ้านเหลือบมองลงมาจากที่สูง สายตาแฝงแววเยาะหยัน "เ้ากลัวจนผมแทบร่วงมิใช่หรือ ตอนนี้ยังกล้ามาท้าทายข้า?"
เฉียวเยว่ทำแก้มป่องยู่จนปากยื่น แล้วเดินเข้ามาดึงชายเสื้อของหรงจ้าน "พี่จ้าน บอกข้าเถอะ ท่านไม่บอกอะไรสักอย่าง ข้าก็ยิ่งกดดันมาก บอกข้าเถอะ ข้าจะได้กลับไปบอกท่านแม่ถูก"
หรงจ้านเห็นนางมีทีท่าวิตกกังวล ก็จับมือน้อยๆ ของนางไว้ เฉียวเยว่ดูเป็ดรุณีน้อยสูงศักดิ์ที่โตเป็สาวแล้ว มือเล็กจ้อยของนางขาวสะอาดและอวบอิ่มนุ่มนวล
"เ้าไม่ต้องพูดอย่างอื่น เพียงแค่บอกบิดามารดาเ้าตามที่ข้าเอ่ยเมื่อครู่ พวกเขาก็จะเข้าใจเอง"
เฉียวเยว่กัดริมฝีปาก ตอบอื้อ นางยกมือลูบคางถามว่า "ยังมีความลับอันใดจะบอกข้าหรือไม่?"
หลังจากนั้นก็ยิ้มหวานแล้วเอานิ้วสะกิดหรงจ้าน "ท่านพี่จ้าน เมื่อครู่เหตุใดท่านไม่สบอารมณ์หรือ มีคนรังแกท่านใช่หรือไม่?"
หรงจ้านแค่นเสียงหัวเราะ "เ้าคิดว่าใครกล้ารังแกข้าหรือ ข้าจะได้สั่งสอนเขาสักหน่อยว่าควรทำตัวอย่างไร"
เฉียวเยว่ย้อนถามทันควัน "แล้วเพราะอันใดเล่า เหตุใดท่านถึงอารมณ์ขุ่นมัว ก็เมื่อครู่ท่านไม่พอใจมิใช่หรือ อันที่จริงท่านก็พูดกับข้าได้ เป็คนมิควรทำเช่นนี้ ท่านควรปล่อยวางบ้างถึงจะสบายใจขึ้น หากท่านเอาแต่โกรธเอาแต่โมโห ก็อาจจะทำให้ตนเองล้มป่วยได้ โรคมากมายล้วนมาจากไฟโทสะทั้งนั้น คนเราควรรู้จักบันยะบันยังบ้าง"
เฉียวเยว่ใช้เหตุผลอย่างเต็มที่
หรงจ้านยิ้มออกมา เขารู้ เฉียวเยว่เป็เด็กที่มีจิตใจอ่อนโยนที่สุด
เขาพยักหน้า มุมปากประดับรอยยิ้มอ่อนจาง กล่าวอย่างจริงจัง "เ้าวางใจเถอะ ข้าไม่โกรธจนตนเองล้มป่วยไปหรอก หากจะมีใครโกรธจนตายก็ต้องเป็ผู้อื่น"
"เช่นนั้นเมื่อครู่เหตุใดพี่จ้านถึงอารมณ์ไม่ดีเล่า?" เฉียวเยว่ยังคงวกกลับมาเซ้าซี้
หรงจ้านหยิกแก้มของนาง "ถูกคนเขลายั่วโมโหน่ะสิ ฝ่ายตรงข้ามจะแข็งแกร่งเพียงใดล้วนไม่อาจทำให้ข้าลุโทสะ เพราะคู่ต่อสู้คือตัวกำหนดความสามารถของเรา แต่หากคนที่อยู่ฝ่ายเดียวกันโง่เขลาเกินไป ความรู้สึกย่อมจะแตกต่าง"
เฉียวเยว่หัวเราะลั่นออกมา ก่อนจะถอนหายใจ "ท่านคิดดูนะเ้าคะ เราไม่อาจให้ทุกคนมีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเฉกเช่นท่าน หากทุกคนล้วนเหมือนกันหมด แล้ว์จะสร้างมนุษย์ขึ้นมาเยอะแยะทำไม ท่านลองพยายามทำความเข้าใจ ในโลกนี้ยังมีคนเขลาที่ไร้ความทะเยอทะยานเหมือนข้าอีกมาก อัจฉริยะเช่นท่านจึงมักจะโดดเดี่ยวและหาได้ยากยิ่ง"
เฉียวเยว่รู้สึกว่าตนเองช่างเป็ที่ปรึกษาคู่ใจตัวน้อยที่คล่องแคล่วชำนาญงานยิ่งนัก และตอนนี้ก็พัฒนามาถึงจุดสุดยอด แม้กระทั่งหรงจ้านยังต้องมาขอคำปรึกษาทางจิตวิทยากับนาง คิกๆ
หรงจ้านเห็นการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ของเฉียวเยว่ พลันรู้สึกว่าตนเองอาจคิดมากเกินไป เฉียวเยว่พูดถูก คงไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้ที่จะมีปัญญาปราดเปรื่องเช่นเขา
"เ้าพูดดูเหมือนจะมีเหตุผล" หรงจ้านอมยิ้ม
เฉียวเยว่พยักหน้ารับอย่างจริงจัง "คำพูดของข้ามีเหตุผลที่สุดเสมอ"
"เอาล่ะ กลับไปเถอะ สหายของเ้าคงร้อนใจแล้ว หากชอบดื่มชานมวันหลังข้าจะทำให้เ้าอีก"
เฉียวเยว่พยักหน้าทันที "ข้าชอบมาก พวกเราชอบกันทั้งครอบครัวเลยเ้าค่ะ"
ทั่วร่างเปล่งประกายไปด้วยความเบิกบานยินดี
หรงจ้านมองนางด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะหัวเราะออกมา "เ้านี่นะ ชอบฝีมือของข้ามากเพียงนี้เชียวหรือ?"
แท้จริงแล้วเขาก็รู้ตัวว่าตนเองฝีมือดี แต่คนอย่างเขาหากคิดจะทำก็ต้องทำให้ดีขึ้นไปอีก หาไม่แล้ว มิสู้ไม่ทำไปเลยดีกว่า
แต่จะดีที่สุดหากสามารถทำให้เฉียวเยว่มองเขาด้วยสายตายกย่องเลื่อมใส เปล่งประกายไปทั้งตัวราวกับดวงดาราได้
"ดีเลิศจริงๆ เ้าค่ะ ถูกปากข้าเป็พิเศษ แทบอยากจะกินๆๆ ทั้งวันไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย" เฉียวเยว่เอ่ยอย่างจริงจัง
หรงจ้านอมยิ้ม "ได้ เมื่อเป็เช่นนี้ คราวหน้าข้าจะลองทำรสชาติอื่นไปให้เ้าชิม" เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง ก่อนถาม "โม่ลี่เป็อย่างไร?"
เส้นผมของนางมีกลิ่นดอกโม่ลี่หอมอ่อนจาง... นางคงจะชอบโม่ลี่กระมัง?
"ยอดเยี่ยม ขอบคุณเ้าค่ะพี่จ้าน" เฉียวเยว่ตอบทันควัน
เฉียวเยว่ออกไปอย่างระริกระรี้ หรงจ้านยืนอยู่ที่หน้าต่าง ไม่ช้าก็เห็นแม่นางน้อยกลุ่มนั้นขึ้นรถม้าจากไป เขายิ้มมุมปาก อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ซื่อผิงยืนอยู่ที่ประตู มุมปากกระตุก พูดตามตรง เ้านายของพวกเขาพกชานมออกจากจวนวันละหนึ่งกาทุกวัน ซึ่งแท้จริงแล้วตนเองมิได้ชอบดื่มแม้แต่น้อย ทว่ามารอคุณหนูเจ็ดสกุลซูโดยเฉพาะ หากไม่พบก็เอากลับไปเททิ้ง
นี่เป็การกระทำที่เขารู้สึกว่ายากจะบรรยายโดยแท้
แต่ทว่า ความคิดของผู้เป็นายทั่วไปก็คาดเดาได้ยากอยู่แล้ว นับประสาอันใดกับเ้านายที่มีสติปัญญาปราดเปรื่องเหนือสามัญ
หรงจ้านอารมณ์ดีขึ้น ก็เอ่ยว่า "พวกเรากลับกันเถอะ"
เขาสวมเสื้อคลุม ทั่วร่างแลดูผ่อนคลาย "หลังจากกลับไป ให้ไปหาดอกเหมยที่เก็บไว้เมื่อปีกลายออกมา ข้าจะทำบัวลอยสุราดอกเหมย"
ซื่อผิงถอนหายใจเป็พันเป็หมื่นหน ไม่รู้คุณหนูเจ็ดสกุลซูพะเน้าพะนอท่านอ๋องของพวกเขาอย่างไร ตอนแรกยังอารมณ์ไม่ดีเท่าไร เพียงพริบตาก็เบิกบานจะกลับมาทำขนมอีกแล้ว สมญานามซาลาเปาน้อยแสนหวาน ไม่ผิดแม้แต่น้อย
สองนายบ่าวลงมาจากชั้นบน แต่เดินมาได้ครึ่งทาง หรงจ้านก็หยุดเท้า สีหน้าเผยรอยยิ้มอ่อนจางเอ่ยขึ้นว่า "ยังไม่กลับจวนดีกว่า พวกเราไปสถานพักม้ากันก่อน [1]"
ซื่อผิงถึงกับตะลึงพรึงเพริด
หรงจ้านยิ้ม "ข้ากับพี่จิ่วไม่ได้พบกันมานานแล้ว ควรไปทักทายอย่างเป็ทางการเสียหน่อย ส่วนของขวัญ... ซื้ออะไรมาก็ได้"
ซื่อผิงละล้าละลังอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่เท่าไรหรอก เ้าไม่ต้องหวาดวิตกเพียงนี้" หรงจ้านยิ้มพลางเช็ดมือ "ไม่ได้พบพี่จิ่วนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง"
ซื่อผิงตัวสั่น คงจะมีเ้านายของเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถไปหาศัตรูเก่าราวกับนัดพบคนรัก
"มาพินิจดูแล้ว ก็คิดถึงอยู่มากเหมือนกัน"
...
[1] ดอกโม่ลี่ หมายถึงดอกมะลิ
[2] สถานพักม้า หรือศาลาพักม้า เป็สถานที่ของทางการที่ใช้เป็สถานที่พักผ่อนสำหรับคนและม้าระหว่างการเดินทาง สามารถพักค้างคืนได้เหมือนโรงเตี๊ยม ขณะเดียวกันก็เป็เหมือนกับไปรษณีย์ที่ใช้สำหรับฝากของส่งไปยังต่างเมือง
