"วู้ม!"
ไป๋เฉินปรากฏขึ้นกลางเวหาที่มีสภาพแวดล้อมที่เปี่ยมไปด้วยปราณหยินที่รุนแรง ซ้ำยังมีกลิ่นอายเย็นะเืราวกับอยู่แถบขั้วโลกเหนือ เขาถูกส่งมากลางอากาศ ซ้ำแล้วยังไม่มีแท่นและโขดหินให้เขาเหยียบอีกต่างหาก
ทุกอย่างมืดมนไม่มีแม้แต่แสงหิ่งห้อยด้วยซ้ำ
แต่ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ ดวงตาสีเืของไป๋เฉินส่องประกายด้วยแววตาอสรพิษ
"เคล็ดวิชาตราประทับโลหิต—เนตรมาร!
ทันใดนั้นฉากทัศน์ในรูม่านตาพลันเปลี่ยนไป สิ่งที่เขาเห็นในระยะ 500 เมตรสุดสายตาเห็นคือเส้นใยสีดำทมึนทอดเป็ทางยาวราวกับเส้นด้าย
โดยไม่แม้แต่จะคิดไป๋เฉินดีดตัวกลางอากาศพุ่งทะยานตรงไปยังเส้นใยและใช้หินที่เกาะกุมรอบๆเป็แท่นเหยียบเพื่อะโไปยังโขดหินฝั่งตรงข้ามในการลงสู่ก้นบึ้งไป
เมื่อเห็นการกระทำที่รวดเร็วและตัดสินใจที่เฉียบขาดของไป๋เฉิน มารเก้าเนตรก็อดไม่ได้ที่จะชมเชย "โอ้? ที่แห่งนี้มีการไหลเวียนปราณแห่งความมืดไปทั่วทุกหนแห่ง ซึ่งนั้นหมายความว่าทุกสิ่งที่เ้าเห็นบนเส้นใยปราณเ้าสามารถเหยียบย่ำได้เพราะสิ่งนั้นคือวัตถุ แต่หากไม่มีเส้นใยปราณก็หมายความว่านั้นเป็ทางลงสู่ก้นเหว...ไม่เลว"
ไป๋เฉินไม่ได้เอ่ยตอบราวกับกำลังตั้งสมาธิ เขาที่ลอยอยู่กลางอากาศที่กำลังร่วงหล่นลงมาก็พลิกตัวไปทางซ้ายก่อนจะใช้เท้าขวาเหยียบลงไปยังหน้าผาอีกทางและดีดตัวไปยังหน้าผาทางซ้ายสลับไปสลับมาอย่างเชี่ยวชาญ
สถานที่แห่งนี้มิดมืดจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง แต่แม้นว่าจะมองไม่เห็นเส้นทางด้วยตาเนื้อ แต่หากมองตามเส้นใยจากเนตมารแล้ว นั่นหมายความว่า ณ จุดนั้นมีวัตถุวางอยู่ซึ่งสามารถที่จะใช้เป็แท่นเหยียบได้
"พรึ่บ!"
ไป๋เฉินเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วในขณะเนตนมารยังคงเปิดใช้งานอย่างต่อเนื่องและค่อยๆไต่ลงไปด้านล่างก้นเหวอย่างชำนาญ แม้แต่ฝีเท้าของเขาก็ไม่ได้ช้าลงแม้แต่น้อย
แต่จู่ๆเมื่อลงมาได้่ระยะเวลาหนึ่งกลับมีเมฆครึ้มสีดำที่น่าสยดสยอง ซึ่งหากจะมองผ่านเนตรมารแล้วจะมองเห็นเส้นใยทับซ้อนกันที่ให้ความรู้สึกอันตรายอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นแววตาที่ระมัดระวังของไป๋เฉิน มารเก้าเนตรก็กล่าวขึ้น "นั่นคือเมฆาแห่งใต้พิภพ สิ่งนี้เปรียบดั่งทางผ่านสู่ประตูนรกสำหรับเผ่ามาร และเป็สถานที่ต้องห้ามสำหรับเผ่ามนุษย์"
"หมู่เมฆสีดำคือพลังงานด้านลบที่ส่งผลกระทบต่อรากปราณและตันเถียนของเผ่ามนุษย์ หากเผ่ามนุษย์ผ่านหมู่เมฆตรงนี้ไปจะไม่มีใครสามารถใช้พลังปราณแห่งธรรมชาติในดินแดนแห่งนี้ได้แม้แต่ผู้เดียว! นอกเสียจากว่าต้องเป็ปราณของเผ่าใต้พิภพของข้าเท่านั้น ข้าทำสิ่งนี้ไว้เพื่อป้องกันการรุกรานของเผ่ามนุษย์ในอดีต"
"โอ้?" ไป๋เฉินไม่ยักกะรู้ว่ามีการแบ่งแยกพลังปราณออกเป็สองประเภทเช่นนี้
นั่นหมายความว่าหากมนุษย์ข้ามผ่านที่แห่งนี้ไปก็จะสูญเสียความแข็งแกร่งในฐานะผู้บำเพ็ญปราณและเป็ได้เพียงมนุษย์ธรรมที่ไม่มีการบำเพ็ญเท่านั้น
หากจะมองในมุมของไป๋เฉินแล้ว สถานที่แห่งนี้เป็กับดักชั้นดีที่ถูกวางไว้โดยมารเก้าเนคร หากมนุษย์เข้ามาบุกรุกในลักษณะนี้ก็คงจะไม่มีใครสามารถรอดชีวิตกลับไปได้แม้แต่ผู้เดียว
เพราะหากตกลงมาดินแดนใต้พิภพแล้ว คนผู้นั้นจะถูกจำกัดการใช้ปราณ ซึ่งนั่นหมายความว่าผู้ที่ตกลงมาจะไม่มีทางปีนขึ้นหรือหนีออกจากที่แห่งนี้ได้!
สถานที่แห่งนี้เผ่ามารถือว่าไร้เทียมทาน!
"สมแล้วจริงๆที่ถูกเรียกว่าประตูนรก สถานที่แห่งนี้เป็สถานที่เก็บเกี่ยวความตายสำหรับเผ่ามนุษย์อย่างแท้จริง" ไป๋เฉินอดไม่ได้ที่จะชมเชยในขณะกำลังใช้เนตรมารและเคลื่อนไหวลงสู่หลุมลึกอย่างไม่ใส่ใจ
มารเก้าเนตรหัวเราะอย่างพึงพอใจ "ฮ่าๆๆๆ แต่สำหรับเ้าที่มีรากปราณของข้าสามารถผ่านไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีผลกระทบใดๆ เพราะฉะนั้นเ้าสามารถลงไปได้โดยไม่ต้องระมัดระวัง"
ไป๋เฉินพยักหน้าและหมุนเวียนเคล็ดวิชาตราประทับโลหิตและะโสลับไปมาระหว่างโขดหินทั้งสองฝั่ง
หากจะให้คำนวณระยะเวลาแล้ว ไป๋เฉินตกอยู่ในสภาวะนี้นานกว่าครึ่งก้านธูปแล้ว นั่นทำให้เขาสงสัยอย่างยิ่งว่าก้นบึ้งจะไปสิ้นสุด ณ ที่ใด?
จนกระทั่งผ่านไปเกือบจะหนึ่งก้านธูปพอดิบพอดี เท้าทั้งสองของไป๋เฉินก็ถึงพื้นที่มีผิวขรุขระ
เมื่อตกลงมาถึงพื้นสีหน้าของไป๋เฉินซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาขีดฆ่าดุจอสรพิษพลันมลายหายไปกลับถูกแทนที่ด้วยเส้นเืฝอยที่กำลังแตกพร่า
เขาหอบหายใจอย่างหนักด้วยเหงื่อเย็นๆที่ไหลลงมา อันเนื่องมาจากว่าดวงตาของเขาเปิดใช้งานเนตรมารมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ดวงตาของเขากลับมีเืไหลซิกๆ
ไป๋เฉินกระพริบตาหนึ่งคราก่อนที่เนตรมารจะหายไปพร้อมกับเช็ดเืออกจากหางตา และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "ข้าขอเวลาพักสักครู่"
ไป๋เฉินเพียงแค่นั่งลงตามท่วงท่าและหลับตาลงราวกับกำลังพักสายตาและทำให้การหายใจกลับมาเป็ปกติ
แต่จู่ๆมารเก้าเนตรก็กล่าวเสนอแนะ "เ้าหนู สถานที่แห่งนี้มีปราณแห่งความมืดอยู่ เ้าสามารถดูดซับสิ่งนั้นเป็พลังงานทดแทนให้แก่ตันเถียนของเ้าได้"
เนื่องจากเคล็ดวิชาตราประทับโลหิตของมารเก้าเนตรจึงทำให้ไป๋เฉินไม่สามารถฟื้นฟูอาการด้วยปราณธรรมชาติจากโลกเบื้องบนได้ นอกเสียจากว่าต้องดูดกลืนโลหิตเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณปราณในรากปราณเท่านั้น
แต่สถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งสรวง์ของเผ่ามาร ซึ่งนั่นก็รวมถึงตัวของไป๋เฉินที่มีรากปราณมารเก้าเนตรด้วยเช่นกัน
"โอ้? เช่นนั้นข้าจะลองดู" ไป๋เฉินกล่าวในขณะหลับตา มือซ้ายและมือขวาหงายขึ้นในบริเวณหัวเข่าที่ขาทั้งสองกำลังไขว้กัน
ทันใดนั้นจุดใต้ท้องน้อยซึ่งเป็ตำแหน่งของตันเถียนส่องแสงสีเืก่อนจะปรากฏแรงดึงดูดรอบตัวซึ่งกำลังดูดเอามวลพลังงานคลับคล้ายกับหมอกสีดำเข้าสู่ตันเถียนอย่างช้าๆ...
~ เวลาล่วงเลยผ่านไปครึ่งก้านธูป ~
ดวงตาที่ปิดสนิทของไป๋เฉินค่อยๆเบิกขึ้น แสงสีเืในรูม่านตาส่องประกายในสถานที่ที่มืดมิด
ยามนี้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่งราวกับเขาได้เติมเต็มความอ่อนล้าที่มีด้วยกลุ่มหมอกควันสีดำเ่าั้เข้าไป
เขาค่อยๆลุกขึ้นและทอดสายตามองไปไกลๆก็กลับพบเจอกับแสงไฟสลัวๆที่ปลายทางไม่ไกลนัก
"ไปกันต่อเถอะ ข้าอยากจะรู้เช่นกันว่าโม่เฉิงมีจุดประสงค์อะไรกันแน่" มารเก้าเนตรกล่าวรบเร้า
ไป๋เฉินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ "เอาล่ะ"
เมื่อเขากำลังก้าวไปข้างหน้า แต่จู่ๆกลับมีเสียง "กร๊อบ!" พร้อมกับเท้าของเขาทะลุวัตถุบางสิ่งไป
เมื่อก้มลงมองดูจากแสงสลัวจากที่ไกลๆก็กลับพบว่ามันคือโครงกระดูกและกะโหลกของมนุษย์ที่ทับถมกันพร้อมกับของเหลวเมือกๆสีดำหนึบหนับติดใต้รองเท้า!
ไป๋เฉินะโโหยงถอยหลัง และก็กลับพบว่าก็ยังมีเสียง "กร๊อบ!" ขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองลงไปก็พบว่าเขาได้เหยียบย่ำเศษกระดูกจนกลับกลายเป็ขี้เถ้าไปแล้ว
เมื่อครรลองมองรอบๆอย่างตั้งใจ ทุกที่ที่มองเห็นมีเพียงโครงกระดูกและกะโหลกจำนวนมาก
หากจะให้สันนิษฐานแล้วจำนวนของผู้เสียชีวิตในที่แห่งนี้คงไม่ต่ำกว่า 50,000 คน!
"เ้าตาแดง ที่นี่มันอะไรกัน?" ไป๋เฉินยกมือขึ้นปิดจมูกในขณะถาม
เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าที่แห่งนี้มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์อย่างยิ่ง
มารเก้าเนตรถอนหายใจยาว "นี่เป็ร่องรอยของาในอดีต และซากศพเหล่านี้มีทั้งพวกพ้องของข้าและเผ่ามนุษย์ปะปนกันในยามที่ข้ายังไม่ได้เผชิญหน้ากับจักรพรรดิเมฆา"
ไป๋เฉินที่ได้ยินก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นเขาจึงตัดสินใจทิ้งชุดสีขาวเปื้อนเืก่อนจะนำชุดสีดำจากแหวนมิติมาสวมใส่เพื่อที่จะให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศ
ไป๋เฉินเดินตามเส้นทางแคบที่สามารถจุคนได้เพียงสามคนอย่างใจเย็น เขาไม่ได้มีอาการประหม่าหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อยแม้นจะมาเหยียบย่ำถ้ำเสือแล้วก็ตาม
ในระหว่างเดินตรงไปยังเส้นทางที่มีแสงสลัวทอดผ่านมา ไป๋เฉินที่สงสัยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เ้าตาแดง บุคคลที่สิงสู่ร่างของฉินเหวินเทียนเป็ใครกันแน่? เหตุใดเ้าหมอนั่นจึงดูไม่เกรงกลัวเ้าแม้แต่น้อย"
น้ำเสียงของมารเก้าเนตรราวกับกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาล "มันเป็หนึ่งในจตุรมารที่ข้าแต่งตั้งขึ้นมาในอดีตเมื่อ 14,300 ปีก่อน...โม่เฉิง และมันเป็ผู้ที่มีความแข็งแกร่งรองมาจากข้าในบรรดาเผ่ามารทั้งหมด"
คำตอบของมารเก้าเนตรทำให้ไป๋เฉินยิ่งทวีความสงสัย "เ้าเป็จักรพรรดิและเป็หัวหน้าของพวกมันมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดมันจึงไม่สนใจและดูเหมือนว่าจะต่อต้านเ้าเช่นนี้"
มารเก้าเนตรถอนหายใจก่อนจะเอ่ยว่า "เหตุผลง่ายๆ เมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน ข้าได้ผนึกเศษเสี้ยวแห่งจิติญญามันเอาไว้ในแผ่นทองแดงปิดผนึกิญญา"
"ผนึก? พวกเ้าเป็พวกเดียวกันแล้วเ้าจะผนึกมันเพื่ออะไร?" ไป๋เฉินถามอย่างสงสัยใคร่รู้
แต่มารเก้าเนตรกล่าวราวกับมันกำลังส่ายหน้า "แม้นจะเป็เผ่าเดียวกัน แต่นั่นเป็เพราะครั้งหนึ่งมันเคยพยายามลอบสังหารข้าเพื่อ่ชิงต้นกำเนิดปราณแห่งความตายไป แต่สุดท้ายข้าก็ไม่ได้สังหารมันเพราะสหายคนสนิทของข้าร้องขอไว้ ดังนั้นสุดท้ายข้าจึงจองจำและผนึกมันไว้กับแผ่นทองแดงที่อยู่ในส่วนลึกของที่แห่งนี้"
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งมันจึงกล่าวต่อ "หากจะให้คาดเดา ดูเหมือนว่าการเผชิญหน้าระหว่างข้าและจักรพรรดิเมฆาในครานั้นจะทำให้แผ่นทองแดงที่ข้าผนึกโม่เฉิงอยู่หลุดรอดออกมาได้..."
