“ข้าเองก็รู้เช่นกัน” ติงเหว่ยนึกถึงท่านพ่อของนางที่สูบยาสูบอยู่เงียบๆ เมื่อครู่ และยังมีแม่ของนางที่แอบปาดน้ำตา ติงเหว่ยถอนหายใจออกมายาวๆ พูดอย่างเศร้าสร้อยว่า “บางครั้งข้าก็ไม่เข้าใจจริงๆ ยามลำบากครอบครัวต่างพึ่งพาอาศัยกันเพื่อความอยู่รอด แล้วเหตุใดพอมีกินมีใช้ขึ้นมาถึงได้ห่างเหินและบาดหมางกันล่ะ จริงหรือที่ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ต่างก็สามารถร่วมทุกข์กันได้ แต่ไม่อาจร่วมสุขกันได้? หากไม่เป็เช่นนั้นก็คงไม่มีภรรยาที่ร่วมทุกข์กันมาถูกทิ้ง และคงไม่มีเพื่อนที่รู้จักกันยามลำบากถูกรังเกียจเยอะมากขนาดนั้น”
ขณะที่นางพูดอยู่ก็พยุงกงจื้อิให้นอนคว่ำลงไปและทุบหลังของเขาเพื่อคลายกระดูกที่แผ่นหลัง มือเล็กๆ ของนางกำอยู่กึ่งหนึ่งเหมือนกับหมัด ทุกครั้งที่ทุบลงไปก็ถอนหายใจไปด้วย การถอนหายใจของนางมีทั้งหนักหน่วงและแ่เบา ทำให้คิ้วของกงจื้อิขมวดขึ้นมาเล็กน้อย แล้วเขาก็พูดออกมาประโยคหนึ่งด้วยเสียงหนักแน่นว่า “เ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่...”
“เอ๋ นายน้อยท่านพูดว่าอะไรหรือ?” ติงเหว่ยจมอยู่กับความคิดจึงได้ยินไม่ชัดเจน เมื่อนางหันไปด้านข้างเพื่อฟังอีกครั้งกงจื้อิก็หลับตาไปแล้ว นางจึงทำได้แค่ทำปากขมุบขมิบแล้วก็ตั้งใจทำงานของนางต่อไป ทว่าเฟิงจิ่วที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องราวกับเงากำลังแอบมีความสุขและอยากจะะโใส่หูของนาง นายน้อยเป็คนที่รักษาสัจจะมาโดยตลอด หากวันนี้เขาพูดเช่นนี้แล้ว วันหน้าเขาจะไม่มีทางรังเกียจเพื่อนที่รู้จักกันตอนยากลำบาก และในยามร่ำรวยมีเกียรติยศก็จะไม่ลืมคนที่อยู่ข้างกายไป
สำหรับสตรีผู้หนึ่ง ยังจะมีอะไรที่ชอบมากไปกว่าการมีคนให้พึ่งพาไปตลอดชีวิต ความร่ำรวยมั่งคั่งและอำนาจเกียรติยศ?
ติงเหว่ยไม่รู้ว่าในใจของเฟิงจิ่วกำลังดีใจเื่อะไร วันนี้นางรู้สึกเหนื่อยล้ามากทั้งกายและใจ หลังจากที่ทุบอยู่สักพักก็ได้ยินเสียงเหมือนกงจื้อิจะหลับไปแล้ว ดังนั้นนางจึงสะบัดแขนที่เป็เหน็บชาแล้ววิ่งผ่านเฟิงจิ่วกลับไปที่เรือนเล็ก นางกอดลูกชายตัวขาวอ้วนแล้วก็นอนหลับไป
ในขณะที่นางกำลังจะหลับ นางก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ออกมาจากตัวลูกชายของนาง ซึ่งเหมือนกับกลิ่นของเทียนหอมที่ถูกจุดบ่อยๆ ในห้องของกงจื้อิซึ่งช่วยทำให้จิตใจสงบ หรือว่าวันนี้อวิ๋นอิ่งจะอุ้มลูกชายไปที่เรือนหลักอย่างนั้นหรือ? แต่หลังจากที่คิดไปคิดมานางก็เลิกสงสัย อย่างไรนางก็เข้าออกเรือนหลักเป็ประจำอยู่แล้ว ดังนั้นบางทีนางอาจจะนำกลิ่นติดกลับมาโดยไม่รู้ตัวก็เป็ได้
อีกอย่าง ต่อให้ลูกชายจะถูกอุ้มไปเดินเล่นในเรือนหลักก็ไม่เห็นสำคัญ รู้จักกันมาตั้งนานขนาดนี้แล้วนางเองก็ลดความระมัดระวังไปได้ถึงสามส่วน ก็เหมือนกับเมื่อครู่ที่นางคุยเื่ในครอบครัวอย่างปกติทั้งที่เมื่อก่อนไม่แม้แต่จะเคยคิดด้วยซ้ำ
เมื่อคิดเช่นนี้ติงเหว่ยก็กอดร่างเล็กๆ ที่นุ่มนิ่มและอบอุ่นของลูกชายแล้วผล็อยหลับไป แม่ลูกกำลังนอนหลับหันหน้าชนกัน ช่างเป็ภาพที่น่าอบอุ่นจริงๆ
……
ขณะที่หิมะในฤดูหนาวกำลังตกลงมา ผืนดินและป่าไม้ต่างก็ถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวราวกับผ้าฝ้ายหนาๆ บริเวณที่ราบลุ่มในูเาแห่งนี้ก็สงบขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ เด็กซุกซนที่แอบออกมาเล่นด้านนอกก็ถูกพ่อไล่เตะกลับบ้านไปแล้ว ปีนี้ภาษีของผลผลิตทางการเกษตรต้องจ่ายเยอะหน่อย ครอบครัวพอมีกินอิ่มท้องก็ถือว่าไม่เลวแล้ว และหากว่าพวกเด็กๆ จอมซุกซนเป็หวัดขึ้นมา คนในครอบครัวก็คงต้องทุบหม้อและขายเหล็กเพื่อนำมาเป็ค่ายารักษา ดังนั้นให้เล่นซุกซนหลบอยู่ในบ้านเสียดีกว่า บนูเาซ้ายขวาต่างก็ไม่ขาดฟืนทำให้ไม่ต้องกังวลเื่ความอบอุ่นเลย
ร้านอาหารของครอบครัวสกุลติงขายดีเป็พิเศษ ผู้คนพากันเดินฝ่าลมฝ่าหิมะมาถึงหน้าประตูและเกินกว่าครึ่งก็อยากกินกับข้าวร้อนๆ สักคำ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มพ่อค้าที่เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างทิศเหนือและทิศใต้ ทำให้งานในร้านยุ่งไปขณะหนึ่งจนต้องให้ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ออกไปช่วยถึงจะดูแลลูกค้าได้ทัน
ติงเหว่ยไหว้วานให้เสี่ยวฝูจื่อกลับบ้านมาดูสองครั้ง เมื่อเห็นเช่นนั้นนางก็โล่งใจ ดังนั้นในเวลาที่นางว่างเว้นจากการดูแลกงจื้อิ นางก็เริ่มจัดการขนไก่และขนเป็ดที่ผู้แลหลินเตรียมเอาไว้ให้
นางเอามันไปล้างให้สะอาดและผึ่งแดดเอาไว้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการ ทำให้ท่านป้าหลี่และคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกประหลาดใจ จากนั้นก็ดึงติงเหว่ยมาถามว่าขนพวกนี้เอาไปใช้ทำอะไรได้
ติงเหว่ยนานๆ ทีจะเปิดเผยเคล็ดลับ นางยิ้มและบอกว่า “รอข้าทำเสร็จก่อนแล้วเ้าจะรู้ว่ามันดียังไง”
……
แต่น่าเสียดายที่อันเกอเอ๋อร์เ้าเด็กอ้วนกลับไม่ให้ความร่วมมือ ไม่รู้เพราะเหตุใดไม่กี่วันนี้เขามักจะร้องไห้อย่างใกลางดึก ไม่ว่าติงเหว่ยจะเกลี้ยกล่อม ให้ดื่นนมหรืออุ้มพาเดินไปรอบๆ ห้องก็ไม่สามารถทำให้ลูกชายเงียบสงบลงได้
ติงเหว่ยเป็คนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสองยุคสมัย แต่ก็เพิ่งเคยเป็แม่คนครั้งแรกนางตื่นตระหนกจนไม่รู้จะทำอย่างไร แทบจะทุกครั้งที่เด็กร้องไห้เสียงดัง นางเองก็จะสะอึกสะอื้นเบาๆ ตามไปด้วย
เฉิงเหนียงจื่อเมื่อได้ยินเสียงโกลาหล นางก็ทิ้งเอ้อร์หวาไว้ให้ต้าหวาดูแล้วรีบวิ่งเข้ามาช่วย อวิ๋นอิ่งเองก็ตามมาด้วย แต่น่าเสียดายที่เ้าเด็กอ้วนไม่สามารถหยุดร้องไห้ได้
หลังจากเป็เช่นนี้มาหลายวันหลายคืน ติงเหว่ยก็มีรอยคล้ำอยู่รอบดวงตาของนางอย่างเห็นได้ชัด เวลาเดินก็เหมือนจะชนเข้ากับกำแพง และทุกครั้งตอนที่นวดให้กับกงจื้อินางก็แทบจะหลับลงไปบนแผ่นหลังของเขา
เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินเข้าก็เรียกซานอีมาวินิจฉัยให้อันเกอเอ๋อร์ด้วย แต่ไม่ว่าจะตรวจอย่างไรก็ไม่พบโรคใดๆ ซึ่งก็ถือว่าทำให้ติงเหว่ยรู้สึกโล่งใจไปได้กึ่งหนึ่ง
ในวันนี้ ท่านป้าหลี่ทำงานที่เรือนหน้าเสร็จแล้วจึงมานั่งเล่นอยู่ที่นี่ เมื่อเห็นว่าติงเหว่ยผอมลงไปมากก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "สองสามคืนที่ผ่านมานี้ ข้าได้ยินว่าอันเกอเอ๋อร์ไม่ยอมนอนเลย เกรงว่าเ้าคงจะอ่อนเพลียไม่น้อย?”
ติงเหว่ยยิ้มออกมาอย่างขมขื่น นางยื่นมือออกไปแตะหน้าลูกชายที่อิ่มหมีพีมันที่กำลังเบิกตากว้างอยู่ แล้วก็ถอนหายใจ “เด็กน้อยรบกวนการพักผ่อนของท่านป้าด้วยหรือเปล่า? ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไม่นี้เวลาที่ฟ้ามืดเขาก็จะเริ่มงอแงจนกระทั่งไก่ขันตอนรุ่งสางถึงจะดีขึ้นมาสักหน่อย”
ท่านป้าหลี่ก้มลงไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมา นางแกล้งเขาไปยิ้มไปแล้วก็พูดว่า “พวกเราล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน เด็กน้อยก็ร้องเพียงไม่กี่ครั้งจะพูดว่าเสียงดังไม่เสียงดังทำไมกัน แต่หากเป็เช่นนี้ต่อไปเ้าเองก็จะเหนื่อยเกินไป ต้องคิดวิธีอะไรสักอย่างถึงจะดี"
เฉิงเหนียงจื่อที่ยืนอุ้มลูกเอ้อร์หวาไว้ในอ้อมแขนอยู่ด้านข้าง นางเองก็มีสีหน้าเหม่อลอย เมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงพูดอย่างคล่องแคล่วว่า "ทำไมไม่ใส่กระดาษสีเหลืองลงไปล่ะ ที่บ้านเกิดของเรามีขนบธรรมเนียมแบบนี้และทุกคนต่างก็บอกว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล"
“กระดาษสีเหลืองอะไรหรือ?” ติงเหว่ยที่ถูกลูกชายก่อกวนจนหาหมอมั่วไปหมดก็รีบถามขึ้นมา
เฉิงเหลียงจื่อตั้งสติขึ้นมาคิดอย่างรอบคอบแล้วพูดว่า "แค่หากระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งแล้วเขียนว่า 'ท้องฟ้าเป็สีเหลือง พื้นดินเป็สีเหลือง มีเหยี่ยคูหลาง [1] อยู่ในบ้านของข้า' จากนั้นก็หาต้นไม้ใหญ่ๆ ตรงทางแยกแล้วแปะกระดาษลงไป ตอนกลางคืนเด็กก็จะหลับอย่างสงบสุข”
ก็แค่กระดาษสีเหลืองแผ่นหนึ่งและตัวอักษรไม่กี่ตัว ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่าไม่ยาก ทันใดนั้นจึงลุกขึ้นมาจัดการทันที ท่านป้าหลี่เองก็ประหลาดใจและตามหลังมาช่วยด้วย จากนั้นนางก็ขอตัวออกไปหาต้นไม้ใหญ่บริเวณทางแยกเพื่อติดกระดาษ
ติงเหว่ยรู้สึกขอบคุณนาง และรอคอยให้ลูกชายได้นอนหลับสบายในตอนกลางคืนสักที
อย่างไรก็ตาม บ้านเกิดของเฉิงเหนียงจื่ออาจอยู่ห่างจากที่นี่มากเกินไป ดังนั้นเครื่องรางนี้จึงไม่ได้ผล เมื่อถึงกลางดึกอันเกอเอ๋อร์ก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุดจนเจ็บคอไปหมด
ไม่ว่าติงเหว่ยจะเย่อหยิ่งและแข็งแกร่งสักเพียงใด ตอนนี้เมื่อเห็นใบหน้าของลูกชายเปลี่ยนเป็สีแดง ร้องไห้จนแทบจะชักกระตุก ติงเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไปน้ำตานางไหลออกมาไม่หยุด นางอยากจะคุกเข่าหมอบลงกับพื้นและอ้อนวอนอยากจะสลับร่างของนางกับลูกแทน
อวิ๋นอิ่งที่ยกกาน้ำร้อนเข้ามาจากด้านนอกก็หยิบผ้าเช็ดหน้าให้ติงเหว่ยสองแม่ลูกเพื่อเช็ดหน้า จากนั้นก็พูดว่า “แม่นางติง ที่อันเกอเอ๋อร์มีท่าทีแบบนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับความใ นายน้อยของพวกเราทำามาหลายปี รอบตัวของเขามีกลิ่นอายของความร้ายกาจและโเี้ เอาชนะเหล่าคนชั่วได้มาก มิสู้…มิสู้พวกเราลองอุ้มคุณชายน้อยไปที่นั่นดูดีหรือไม่?”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างนั้นหรือ?” ติงเหว่ยรู้สึกลังเลนิดหน่อย ถึงแม้่ที่ผ่านมานี้จะพูดได้ว่านางกับกงจื้อิสนิทกันแล้ว แต่อย่างไรก็มีความต่างระหว่างนายกับบ่าวอยู่ หากบุ่มบ่ามอุ้มลูกเข้าไปรบกวนเวลานอนของเขาเกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร
ทว่าอวิ๋นอิ่งกลับเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นางโปรดวางใจ นายน้อยของพวกเราถึงแม้จะดูเ็า แต่แท้จริงแล้วเขาก็เป็วีรบุรุษที่มีจิตใจอบอุ่นและมีคุณธรรม ขอแค่ท่านอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไป เขาจะไม่ตำหนิท่านอย่างแน่นอน”
ติงเหว่ยเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ อวิ๋นอิ่งกลับเข้าไปหยิบผ้าห่มที่อยู่บนเตียงเตาเอามาห่ออันเกอเอ๋อร์อย่างแ่า จากนั้นนางก็อุ้มเขาไป
เมื่อลูกชายถูกพาตัวไปแล้ว แม่จะไม่ตามไปได้อย่างไร? ติงเหว่ยสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ โบกมือเพื่อส่งสัญญาณให้เฉิงเหลียงจื่อกลับไปนอนที่ห้อง จากนั้นนางก็รีบวิ่งตามอวิ๋นอิ่งไป
……
ทั้งสองนางมาถึงหน้าทางเข้าเรือนหลักทีละคน เป็อย่างที่คิดเอาไว้ไฟในห้องทางทิศตะวันออกของเรือนหลักยังคงสว่างอยู่ เมื่อมองดูเงาที่สะท้อนกับขอบหน้าต่าง ดูเหมือนว่าท่านลุงอวิ๋นจะอยู่ที่นี่ด้วย
ติงเหว่ยจึงรู้สึกวางใจและพาอวิ๋นอิ่งเข้าไปด้วย
เมื่อเห็นว่าติงเหว่ยมาดึกขนาดนี้ ท่านลุงอวิ๋นกับกงจื้อิต่างก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ยังไม่ทันจะถามอะไร อวิ๋นอิ่งก็แกะผ้าห่มออกเผยให้เห็นอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก
ท่านลุงอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าทันทีและถามด้วยความสงสารว่า “อันเกอเอ๋อร์เป็ยังไงบ้าง? เหตุใดจึงได้ร้องไห้หนักขนาดนี้กันล่ะ?”
ติงเหว่ยคำนับอย่างลวกๆ นางยิ้มอย่างขมขื่นและพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเด็กคนนี้ถึงใจนร้องไห้ทุกคืน ข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ นอกจากบังอาจอุ้มเขามาที่นี่เพื่อให้ได้กลิ่นอายของชนชั้นสูง บางทีสิ่งสกปรกพวกนั้นอาจกลัวและวิ่งหนีไป”
อวิ๋นอิ่งรีบเงยหน้าขึ้นมองติงเหว่ยและอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ มีเ้านายเช่นนี้จะไม่ภักดีต่อเขาอย่างสุดหัวใจได้อย่างไร นี่เป็ความคิดของนางชัดๆ ทว่านายหญิงก็พูดโยนความผิดให้กับตัวเอง แค่เื่ความกล้าหาญและใส่ใจสองอย่างนี้ก็เพียงพอที่จะให้อวิ๋นอิ่งอยู่ข้างกายคอยปกป้องพวกนางสองแม่ลูกไปตลอดชีวิตแล้ว
กงจื้อิที่กำลังเขียนจดหมายอยู่ เมื่อได้ยินคำพูดของติงเหว่ยเขาก็ส่งสัญญาณให้เฟิงจิ่วยกเตียงเล็กๆ ที่วางพาดขาของเขาออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ค่อยๆ ยกผ้านวมบนตัวของเขาขึ้นอย่างแ่เบา
ติงเหว่ยแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางก้าวไปข้างหน้าและกอดลูกชายของนางที่สวมแค่ชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีเท่านั้น แล้ววางเขาไว้ข้างๆ กงจื้อิ
บางทีอันเกอเอ๋อร์อาจรู้ตัวว่าเขาได้ถูกเปลี่ยนสถานที่นอนแล้ว เขาจึงลืมตาโตขึ้นมาและมองไปรอบๆ ทั้งสี่ด้านอย่างสะลึมสะลือ จากนั้นก็กำหมัดเล็กๆ ของเขาแล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าวิธีสุดท้ายก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน ติงเหว่ยหลับตาลงด้วยความโมโห ในใจนางก็คิดว่าตนเองทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลย และใน่นาทีนั้นนางก็ขอพรว่าเพื่อให้ลูกชายของนางได้นอนหลับอย่างสงบ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของนาง นางก็เต็มใจที่จะทำเช่นนั้น
เมื่อท่านลุงอวิ๋นเห็นท่าทีเช่นนั้นของนาง ในใจของเขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อย เขารีบประคองนางให้นั่งลงบนเตียงเตาและพูดปลอบโยนว่า “แม่นางติง เ้าอย่าเพิ่งโมโหไปเลย มีเด็กคนไหนไม่ร้องไห้บ้างล่ะ ไม่แน่บางทีอีกครู่หนึ่งอาจหายดีก็เป็ได้”
กงจื้อิยื่นมือออกมาและแตะที่หน้าอกเล็กๆ ของอันเกอเอ๋อร์เบาๆ สีหน้าของเขานุ่มนวลอย่างไม่คาดคิด และกำชับด้วยเสียงราบเรียบว่า “พรุ่งนี้ให้คนไปอำเภอและเชิญหมอที่เก่งที่สุดมาที่นี่”
ท่านลุงอวิ๋นกำลังกลั้นยิ้มอยู่ แต่ก็ไม่กล้าที่จะไม่ตอบ “ขอรับ นายน้อย”
ติงเหว่ยรู้สึกขอบคุณและอยากจะยืนขึ้นทำความเคารพอีกครั้ง ทว่าอวิ๋นอิ่งกลับพูดว่า “อันเกอเอ๋อร์...ดูเหมือนว่าเขาจะผล็อยหลับไปแล้ว”
ทุกคนมองไปรอบๆ หลังจากได้ยินเสียง และแน่นอนว่าเด็กอ้วนที่เมื่อสักครู่ยังสะอึกสะอื้นอยู่ ตอนนี้กลับหายใจอย่างสงบและนอนหลับสนิท
ติงเหว่ยรีบขยับตัวไปอย่างรวดเร็ว นางก้มลงมองลูกชายของนางอย่างใกล้ชิด และในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “โอ้ เขาหลับไปแล้วจริงๆ เขาหยุดร้องไห้ได้แล้ว เด็กคนนี้ไม่ร้องไห้แล้ว”
ท่านลุงอวิ๋นเองก็แอบเคาะเบาๆ ที่หน้าอกของอันเกอเอ๋อร์ แล้วเขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “อย่าร้องไห้ไปเลย ไม่เป็ไรแล้ว”
ติงเหว่ยรีบปาดน้ำตาออกจากหางตาของนางด้วยความเขินอาย แล้วพูดออกมาอย่างขัดเขินว่า “พอเด็กร้องไห้ข้าเองก็สูญเสียการควบคุมไปด้วย ทำให้นายน้อยและท่านลุงอวิ๋นเห็นเื่น่าอายแล้ว เดี๋ยวข้าจะพาเด็กกลับไปในทันที!”
ในขณะที่นางพูด นางก็จะอุ้มอันเกอเอ๋อร์ออกมา ทว่าอันเกอเอ๋อร์เป็ของเล่นไฟฟ้าที่ถูกกดปุ่มเปิดกะทันหัน ตัวเล็กๆ ของเขายังไม่ทันพ้นออกจากผ้าห่มก็เริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ติงเหว่ยตื่นตระหนกและรีบปล่อยมือ เด็กอ้วนยังคงโบกมือไปมาด้วยความโกรธและร้องไห้งอแง จนกระทั่งกงจื้อิเคาะๆ ที่หน้าอกอีกครั้งเขาก็ค่อยๆ สงบลงในที่สุด จากนั้นเขาก็หันศีรษะกลับมา ใบหน้าเล็กๆ ของอันเกอเอ๋อร์ค่อยๆ หลับไปในฝ่ามือของกงจื้อิอีกครั้ง
ติงเหว่ยมองแล้วอยากจะหยิกก้นลูกชายของนางแรงๆ สักสองที ไหนใครบอกว่ามีน้ำนมก็คือแม่ไม่ใช่หรือ? ทำไมแม่แท้ๆ อย่างนางถึงเทียบไม่ได้กับผู้ชายตัวโตกันล่ะ?
แต่ความจริงก็เป็เช่นนั้น ลูกชายของนางช่างไม่เอาไหนเสียจริง นางจึงทำได้แค่ให้ความร่วมมือเท่านั้น
-----------------------------------------
[1] เหยี่ยคูหลาง 夜哭郎 หมายถึง เด็กที่ชอบร้องไห้ตอนกลางคืน การได้ยินเสียงร้องแปลกๆ ข้างนอกในเวลากลางคืน