หลินไท่จี๋จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน นางมองชายชราทั้งสามที่ตอนนี้ถือดาบจักรพรรดิอยู่คนละเล่ม ออร่ากึ่งจักรพรรดิขั้นสูงสุดแผ่กระจายออกมาเต็มที่ ราวกับเทพาทั้งสามที่เพิ่งถือกำเนิด
นางนึกย้อนถึงเสาแห่งแสงเมื่อครู่ ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย
หนึ่งในชายชราหัวเราะอย่างเ็าก่อนจะพูดขึ้น
“ตอนนี้พวกเราก็เท่าเทียมกันแล้ว… เดี๋ยวข้าจะสอนมารยาทให้เ้าเอง ว่าการพูดกับผู้าุโมันต้องทำยังไง”
เสียงฝนเริ่มหมุนวนกลับมาอีกครั้ง เมฆดำก่อตัวอย่างรวดเร็วราวกับท้องฟ้ากำลังตอบสนองต่อบางสิ่ง
และในม่านควันที่หมุนวน ร่างของจางเหวินค่อย ๆ เดินออกมา โดยไม่ได้รับาเ็แม้แต่น้อย
ร่มสีดำกางออกช้า ๆ น้ำฝนกระทบผืนร่มเกิดเสียงแ่เบา ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นในใจ
“ระบบ…เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกัน หรือเต๋า์กำลังเผาโชคของทั้งสามคนเพื่อเพิ่มพลังให้พวกเขา”
เสียงระบบตอบกลับทันที
[จะพูดแบบนั้นก็ใช่ แต่การทำแบบนี้มันก็มีข้อเสียร้ายแรงอยู่คือ คนที่เลือกจะรับการช่วยเหลือจากเต๋า์แล้ว โชคของพวกเขาจะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อีกตลอดชีวิต]
[และท่านลองมองไปที่โชคของทั้งสี่คนที่ท่านจับเอาไว้สิ]
จางเหวินเปิดแหวนมิติ สายตาของกวาดมองเข้าไปด้านในฟองน้ำสีใส
โชคของทั้งสี่คนดูแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน แต่แผงข้อมูลยังคงแสดงเพียงคำว่าสีทอง
ระบบพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ
[ท่านรู้สึกว่าโชคของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้นใช่ไหม]
[ตอนนี้เต๋า์กำลังเลือกที่จะดูดโชคของคนเ่าั้มาให้ทั้งสี่คนนี้]
จางเหวินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แล้วเขาก็ถามต่อทันที
“แล้วการเพิ่มโชคให้ทั้ง 4 คนมันจะได้ประโยชน์อะไรกัน…ในสถานการณ์แบบนี้”
เสียงของระบบตอบกลับแทบจะทันที ราวกับมันเฝ้ารอคำถามนี้อยู่แล้ว
[ท่านเห็นความไร้เหตุผลของเต๋า์เมื่อครู่นี้แล้วใช่ไหม ที่มันบังคับเพิ่มพลังให้กึ่งจักรพรรดิที่หมดศักยภาพแล้วทั้ง 3 คน ให้ก้าวขาข้างหนึ่งไปสู่ประตูของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ และยังโยนดาบระดับจักรพรรดิลงมาอย่างกับของไร้ค่า]
จางเหวินยิ้มบาง ๆ มุมปากขยับเล็กน้อยใต้หน้ากาก
“งั้นตอนนี้มันก็เหมือนกำลังเติมเชื้อเพลิงเพื่อแกล้งบ้าอีกรอบสินะ”
[ประมาณนั้นเลย โฮสต์]
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนถามต่อ
“แต่ว่าโชคสีแดงแค่สามอัน มันให้ผลตอบแทนขนาดนี้เลยเหรอ”
ระบบเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนตอบ
[ท่านลองมองไปที่ร่างของหลงหยานเทียนกับหลินไท่จี๋สิ]
จางเหวินหันสายตาไปทันที
เบื้องหน้าไม่ไกล กองเศษเนื้อสีแดงเข้มกำลังขยับตัวอย่างช้า ๆ พลังชีวิตอันเหนียวแน่นกำลังซ่อมแซมร่างกายที่แทบจะไม่เหลือสภาพเดิมของหลงหยานเทียน เสียงเนื้อและกระดูกสมานตัวดังแ่เบาน่าขนลุก
และในวินาทีนั้นเอง จางเหวินก็รับรู้ได้
โชคของหลงหยานเทียน…ที่เดิมทีเป็สีแดง
ตอนนี้กลายเป็สีขาว
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนหันไปมองหลินไท่จี๋
หญิงสาวยืนอยู่บนอินทรีม่วงทอง สีหน้าสงบนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในมุมมองของจางเหวิน โชคของนางที่เคยเป็สีทองบริสุทธิ์… ตอนนี้กลายเป็สีดำสนิท
ราวกับแสงสว่างทั้งหมดถูกดูดกลืนไปจนหมด
จางเหวินขยับสายตาไปอีกด้าน ก่อนจะเห็นร่างของหลงซูเหยานอนจมกองเื หัวที่บิดผิดรูปยังคงไม่ฟื้นตัว แต่โชคของนางยังคงเป็สีทองเหมือนเดิม
เขาถามขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้นกัน”
ระบบตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
[อย่างที่ท่านถามไปก่อนหน้า โชคสีแดงสามอันนั้นไม่เพียงพออยู่แล้ว เต๋า์เลยดูดโชคของหลงหยานเทียนมาทั้งหมด]
[และท่านอาจไม่ทันสังเกต ตัวของหลินไท่จี๋เลือกที่จะปฏิเสธเต๋า์ ทำให้มันดึงโชคทั้งหมดของนางออกมาในทันที แล้วนำไปเติมให้ชายชราทั้งสามและคนอื่นๆ ในแหวนมิติของท่าน]
จางเหวินพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ สีหน้าภายใต้หน้ากากยังคงสงบนิ่ง
“แล้วทำไมหลงซูเหยาถึงไม่ได้รับความช่วยเหลือล่ะ”
ระบบตอบทันที
[ตอนนี้นางอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมต่อสู้ การที่เต๋า์จะช่วยนางมันไม่คุ้มค่า มันเลยเลือกใช้ชายชราทั้งสามแทน เพราะอย่างน้อยพวกนั้นยังใช้งานได้ทันที และถ้าตายก็ไม่เสียหายอะไร]
จางเหวินพยักหน้าอีกครั้งอย่างช้า ๆ
“ข้าเคยคิดว่ามันอาจมีเหตุผลอื่น เช่นเต๋า์เคยช่วยหลงซูเหยาไปแล้วครั้งหนึ่ง ก่อนที่นางจะถูกข้าฟาดจนคอหัก เพราะก่อนหน้านี้พลังของนางเหมือนจะเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ”
ระบบตอบทันที
[ใช่ ความคิดนั้นของท่านตรงส่วนนั้นก็ถูกต้อง]
จางเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองภาพทั้งหมดอย่างเฉยชา สายตาของเขาเลื่อนกลับไปมองยังชายชราทั้งสามที่ตอนนี้ถือดาบจักรพรรดิ พลังของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ออร่ากดดันจนมิติรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยว
จางเหวินพยักหน้าเบา ๆ อีกครั้ง ราวกับเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้ ก่อนที่เสียงของเขาจะดังขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อให้ทุกคนได้ยิน
“ช่างเป็การกระทำที่ชื่นชมจริง ๆ … ในสถานการณ์นี้ที่มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์มหาศาล และเสียผลประโยชน์มหาศาล ส่วนข้านั้นจะได้อยู่ฝั่งไหนกันนะ…”
หนึ่งในชายชรายิ้มเยาะ ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
“นั่นคือคำพูดสุดท้ายของเ้าแล้วใช่หรือไม่”
จางเหวินยังคงยืนสงบนิ่ง
“พวกเรามีความแค้นอะไรกัน ถึงจำเป็ต้องลงมือฆ่ากันเลยหรือ… แล้วเมื่อครู่ตอนที่พวกเ้ายังไม่มีพลัง การกระทำช่างต่างกันราวกับฟ้ากับเหวจริงๆ”
ชายชราทั้งสามเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่พลังในร่างของพวกเขาจะเริ่มถูกรวบรวมอย่างต่อเนื่อง ออร่ากดดันแผ่กระจายออกมาเป็ระลอก
เสียงของจางเหวินดังขึ้นอีกครั้ง
“พวกเ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ ความอ่อนแอคือเหตุผลที่ทำให้คนต้องสวมหน้ากากเพื่อเสแสร้ง แต่พลังคือสิ่งที่ทำให้หน้ากากนั้นหลุดออกไป และความเสแสร้งหมดความจำเป็ พลังอำนาจไม่เคยทำให้ใครกลายเป็ปีศาจ มันเพียงทำให้ปีศาจในใจไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป”
ชายชราทั้ง 3 เงียบไม่ได้พูดตอบโต้อะไรทั้งนั้น ก่อนที่เสียงของจางเหวินจะดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่ๆ ์ไม่เคยอวยพรใครฟรี ๆ ทุกครั้งที่มันยกใครสูงขึ้น มันก็จะดึงใครบางคนลงมาเป็เครื่องแลกเปลี่ยนเสมอ พวกเ้าเชื่อเื่นี้หรือไม่”
ชายชราคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ
“มันก็แค่เื่บังเอิญ…”
จางเหวินพูดต่อ ด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“โลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ ทุกสิ่งล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย เพียงแต่บางคนจ่ายมันไปแล้วโดยไม่รู้ตัว ขณะที่บางคนกำลังจะต้องจ่ายในวันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
“สิ่งที่ดูเหมือนเป็โอกาส อาจเป็เพียงบททดสอบ และสิ่งที่ดูเหมือนเป็ของขวัญ อาจเป็เพียงหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ”
หนึ่งในชายชราหรี่ตา
“เ้ากำลังถ่วงเวลารออะไรหรือเปล่า… เอาเถอะ ถ้าเ้ายอมคุกเข่าขอโทษตอนนี้ ข้าอาจจะเมตตาเ้า เหลือิญญาให้ไปเกิดใหม่”
ด้านข้าง
หลินไท่จี๋มองทุกอย่างอย่างตั้งใจ
ในดวงตาของนาง ภาพอนาคตมากมายกำลังไหลผ่านอย่างรวดเร็ว นางเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือด เห็นคลื่นพลังสีดำปะทะกับแสง เห็นพื้นดินแตกสลาย เห็นเืและเปลวพลังะเิออกเป็ชั้น ๆ เห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดจนแม้แต่กาลเวลาก็เหมือนจะสั่นไหว
แต่ในทุกเส้นทาง ผลลัพธ์สุดท้ายกลับเหมือนกัน… นั้นคือ… ชายชุดขาวคือผู้ชนะ
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจแล้ว
แต่ในวินาทีนั้นเอง
ภาพทั้งหมดในดวงตาของนางก็สับเปลี่ยนอย่างรุนแรง เหมือนกระจกที่ถูกทุบแตก
ทันใดนั้นเสียงของจางเหวินดังขึ้น
“ความเมตตาเป็สิ่งสวยงาม… จนกระทั่งมันถูกใช้ผิดที่ผิดเวลา”
ร่มในมือของเขาหมุนไปหนึ่งจังหวะ
กร๊อก!!!
