“ตอนนี้ภวังคจิตของราชันย์กะโหลกอยู่ที่ภพภูติสรรพสัตว์แห่งนี้สองดวง พวกท่านจะทำอย่างไรกับมัน”
“ต้องทำลาย! มันด้วย! “เคียวปรภพเขี้ยวั” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“คือสิ่งใดกัน!? ข้าไม่เคยได้ยิน! แล้วเราจะหาศาสตรานั่นได้จากที่ใด” อี้เฟิงเหวินเอ่ยถาม
“ไม่ต้องหา! เพราะมันคือการรวมเข้าของตัวอาวุธของข้าและฮวาเฟยฟา ในนิมิตบอกว่าไม่มีพลังและอาวุธใดในโลกสามารถทำลายภวังคจิตได้ เว้นแต่ตัวจอมมารจะดึงดวงจิตกลับไปเอง หรือ สองศาสตราวุธที่แกร่งที่สุดในปฐีสองอันรวมเข้าด้วยกันถึงฟาดฟันภวังคจิตจนดับสลายได้ และนั่นคือ เคียวปรภพเขี้ยวั”
“พวกท่านพอจะมีที่เป็ลานกว้างและสามารถกักเก็บพลังได้หรือไม่ ข้าคิดว่าเรา้าพื้นที่ในการทำลายภวังคจิตนั่นโดยที่ไม่ให้พลังมันทำลายตัวภพและ คนอื่นๆ ในภพนี้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“มีอยู่ที่หนึ่ง “ลานประชุมแห่งดวงดาว (โย่วหลงถาน) ” ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาหลูซานอัน สูงชัน ถูกปกปิดด้วยม่านกันพลังหมอกขาวบางที่ไม่เคยจางหายตลอดทั้งปี อีกทั้งพืชพันธุ์ที่ดูดซับพลังจักรา เช่น ดอกบัวเพลิงที่เติบโตจากหินผา ดอกหลันเงินที่ส่องประกายคล้ายแสงจันทร์ ใบเกล็ดั ดอกขนนกพิราบ เสาที่นั่นทำจากหินูเาไฟโบราณที่ได้รับพลังแสงอาทิย์แสงจันทร์มามากกว่าหมื่นปี สามารถทานทนต่อพลังการทำลายล้างสูง และยังมีพลังในการสร้างเกราะป้องกันพลัง” ฉีเทียนลู่กล่าว พร้อมแสงสว่างวาบขึ้นบริเวณเขาเปิดทางนำไปสู่ลานประชุมแห่งดวงดาว
ลานประชุมโบราณแห่งนี้เป็วงกลมขนาดใหญ่ ปูด้วยหินหยกสีเขียวเข้มที่ผสานกันอย่างไร้รอยต่อ มองดูเหมือนมีคลื่นพลังงานสีเขียวอ่อนไหลเวียนอยู่ภายใน พื้นหินมีลวดลายแปดทิศเป็รูปดาวสิบสี่แฉก แต่ละแฉกชี้ไปยังภพต่างๆ ลวดลายเหล่านี้เรืองแสงอ่อนๆ ยามค่ำคืนราวกับดวงดาวบนพื้นดิน
ตรงกลางลานประชุมคือสิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์และงดงามที่สุด หินผาเทียนถู่ หรือหินแห่ง์และโลก หินผาที่ล้อมรอบมากมายนี้มีความสูงเท่าบ้านสามชั้น ตั้งตระหง่านสลับกันไม่เป็ระเบียบ แต่เรียงตัวโอบล้อมรอบลานโย่วหลงถานไว้ มีลักษณะคล้ายกับเสาหินธรรมชาติที่ถูกสลักอย่างวิจิตรบรรจง แต่ความพิเศษของมันอยู่ที่สีและองค์ประกอบที่เกิดการดูดซับพลังอาทิย์และจันทรากว่าหมื่นปี
หินผาด้านซ้ายมีสีทองอร่ามไล่ระดับไปจนถึงสีแดงเพลิง มีลวดลายคล้ายเปลวไฟนับพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนรู้สึกได้ถึงความร้อนแผ่ซ่าน ส่วนหินผาด้านขวามีสีเงินวาววับไล่ระดับไปจนถึงสีฟ้าเข้ม ประดับด้วยผลึกสีขาวที่ดูคล้ายหยดน้ำค้างหรือดวงดาวเล็กๆ สะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืน
มันเป็ภาพที่งดงามราวกับฝัน แต่สิ่งที่ทำให้ลานประชุมแห่งนี้วิเศษที่สุดคือ ยามที่แสงจากหินผาทั้งสองสาดกระทบกัน จะเกิดเป็ภาพลวงตาสามมิติของดวงดาวและจักรวาล ลอยวนเวียนอยู่เหนือลานประชุม เหมือนกับเป็การจำลองกลไกของ์และโลกไว้ในพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้
“สถานที่นี้ช่างงดงามเหมือนอยู่นอกโลกใบนี้” หลิ่งกวางเอ่ย
“ด้วยพลังแห่งภูติและเดรัจฉานทำให้สถานนี้พิเศษ แข็งแกร่ง และงดงาม” อีเฟิงเหวินกล่าว
“ที่ลานแห่งดวงดาวนี้คือจุดสูงสุดและอยู่กึ่งกลางระหว่างภพซึ่งก็ตรงกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงเสียดฟ้าขึ้นมา สามารถเก็บและดูดซับพลังงานทั้งหมดได้ แต่พลังจากเคียวปรภพเขี้ยวั และภวังคจิต สองสิ่งที่พลังมากขนาดนั้นข้าเองก็ไม่แน่ใจ แต่ก็มีแต่ที่นี่ที่เหมาะสม” ฉีเทียนลู่เอ่ย
“งั้นเราเริ่มกันที่นี่แหละ” เ้าวั่งซูเอ่ยยังไม่จบ ก็สังเกตเห็นเหล่าสรรพสัตว์และจิตภูติมากมายมายืนล้อมอยู่รอบนอกหินผาเทียนถู่ ทุกคนมาเพื่อเฝ้าดูดวงตา์าและหลิ่งซื่อ อัญมณีศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องพวกเค้ามานานเข้าสู่การดับสูญ
ฉีเทียนลู่เปล่งแสงที่ดวงตา ปรากฏดวงตา์าปรากฏลอยลงบนแท่นอาสนะกลางลาน ส่วนอี้เฟิงเหวินสะบัดไม้ในมือปรากฏหลิงซื่อดำมืดส่วนที่เจ็ดและลอยสงบนิ่งบนแท่นคู่กัน
“อันนี้คือภวังคจิตสองชิ้นแรกของปีศาจร้ายนั่น ถ้าเราทำลายมันชัยชนะเราก็ใกล้ยิ่งขึ้นสินะ” ชิงหลงกล่าว
“พวกเรามาไกลแล้ว อีกไม่นานหรอก” หลิ่งกวางสะบัดเก้าหางรับ
“ตาพวกเราละ” เ้าวั่งซูหันมาสบตาพยักหน้ากับคนรัก
“อื้อ...!” ฮวาเฟยฟาประสานมือเป็สามเหลี่ยมที่หน้าพร้อมชิงหลงที่ปรากฏขึ้นด้านหลัง “กระบี่สุสานัแห่งข้า” ตาชิงหลงเป็ประกายพร้อมคายดาบสุสานัออกจากปาก วั่งซูประสานมือท่ามกลางอกพร้อมหลิ่งกวางขยายร่างดวงตาสีแดงและหางทั้งเก้าแผ่พังพานพร้อมการปรากฏของเคียวสู่ภพ เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟารับอาวุธคู่กายมาไว้ในมือและฟาดฟันปะทะเขาด้วยกัน
“มนต์ผสานิญญา” สิ้นเสียงทั้งคู่เคียวและดาบเริ่มขยับเ้ารวมร่างกัน ดาบสุสานัขดเกลียวเลื้ยวพันเคียวปรภพเอาไว้ทั้งหมด พลังงานเพิ่มขึ้นและกระจายตัวออกมหาศาล แต่หินผาเทียนถู่ก็สามารถโอบลับทานทนไว้ได้หมดจริง หลิ่งกวางและชิงหลงถอดเสี้ยวิญญาเข้ารวมร่างและลอยเข้าครอบพันตัวเคียว แสงสว่างแสบตาเข้าหุ้มตัวเคียว สักพักเมื่อทุกอย่างดับลง ก็ปรากฏ “เคียวปรภพเขี้ยวั” เคียวนี้ยาวแหลมและใบมีดโค้งงอดั่งเคียวยมฑูต สีดำสีทองสีแดงสีขาวสีฟ้าสลับพันเกลียว มีสุนัขจิ้งจอกเก้าหางและัขาวนอนเลื้อยรอบด้ามจับสูงขึ้นมาถึงหัวเคียวสว่างไสวและวิจิตร
“ศาตรานี่! ช่างงดงามไม่มีที่ติและทรงพลังที่สุดั้แ่เคยพบมา” อี้เฟิงเหวินกล่าว
“นี่ไม่ใช่การรวมกันแค่เรา แต่ยังมีหลิ่งกวางและชิงหลงด้วย เราทั้งสี่” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“อื้ม เคียวนี่ช่างวิเศษ ข้าสามารถรู้สึกถึงพลังจักราที่วิ่งอยู่ในมันมากมายมหาศาล” เ้าวั่งซูเอ่ยขณะถือเคียวไว้ในมือ
“เอาละนะ! มนต์ทำลายล้าง!” เ้าวั่งซูลอยตัวขึ้นพร้อมหลับตาตั้งจิตรวบรวมพลังจักรา พร้อมเหวี่ยงเคียวฟาดฟันลงบน ดวงตา์า และ หลิ่งซื่อชิ้นส่วนที่เจ็ด เมื่อเกิดการปะทะ แสงสว่าง และพลังมหาศาลของวัตถุทั้งสองที่พุ่งชนกันขยายขอบเขตพลังที่ยิ่งใหญ่และรุนแรงมาก แต่ทุกอย่างกลับเกิดะเิอยู่ภายในลานแห่งดวงดาว และหินผาถู่ ไม่ะเิออกด้านนอก ด้วยพลังะเิมหาศาลขนาดนี้มันอาจจะทำให้ภพภพนึงหายวับไปกับตาได้เลย หลังจากแรงะเิสงบลง ิญญาร้ายสีดำหลุดออกจากอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงกรีดร้องและเริ่มสลายดับสูญไป
“เฮเฮ..!” เสียงคนรอบๆ ต่างส่งเสียงดีใจที่ความมืดที่แฝงตัวอยู่ในภพภูติสรรพสัตว์ของพวกเค้ามายาวนานนั้นดับสูญได้จริง
“มันได้ผล เคียวปรภพเขี้ยวันี่สามารถทำลายภวังคจิตได้” เ้าวั่งซูเอ่ย
“ใช่ และตอนนี้ภวังคจิตของปีศาจกะโหลกโดนทำลายไปสองเหลืออีกเจ็ดอัน พวกท่านยังต้องตามหาและทำลาย ช่างเป็ภาระที่ยิ่งใหญ่นัก” ฉีเทียนลู่กล่าวเสียงสงบ
“ยิ่งใหญ่และหนักหนายิ่งนัก แต่ขอให้พวกท่านรู้ว่าพวกท่านมีพวกเรา ภพภูติสรรพสัตว์เป็กำลังสำคัญและพร้อมให้ความช่วยเหลือเสมอ สหายที่รัก พวกเราขอบคุณพวกท่านมากสำหรับความช่วยเหลือ และขอให้พวกท่านจงสำเร็จในเส้นทางเพื่อชาวเราทุกภพ” อี้เฟิงเหวินกล่าวเสียงระฆังแก้วพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน
“ขอบคุณพวกท่านมาก ถ้า้าความช่วยเหลือพวกเราจะส่งสัญญาณมา สหายรัก” เ้าวั่งซู ฮวาเฟยฟา หลิ่งกวาง ชิงหลง ร่ำลาทุกคนในภพภูติสรรพสัตว์ ฉีเทียนลู่ อี้เฟิงเหวิน ทุกคนมีแต่รอยิ้ม อวยชัย และรอข่าวดีจนถึงวันที่จะได้พบกัน
“พวกท่านจะไปที่ใดต่อหลังจากนี้ ให้ข้าได้เป็คนส่งพวกท่านเถิด” ฉีเทียนลู่ที่กลับคืนสู่ร่างกวางสง่างามตัวใหญ่เดินเข้ามาหาด้วยเสียงสงบ
“ภพฝันแห่งความเงียบงัน ถูหลันและเม่งเซี๊ยะ พวกเราต้องไปหากระจกบานที่สิบเพื่อทำลาย สุสานคำสาปนั่น และ ปลดปล่อยจิติญญาพวกเราจากพันธนาการที่ยึดรั้งโชคชะตาของพวกเราเอาไว้” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“มองตาข้า” ฉีเทียนลู่เอ่ย ทันใดนั้นทั้งสี่ก็ตกอยู่ในภวังค์ ทั้งสี่กลับไปยืนที่ทะเลสาบกลางป่าที่ครั้งแรกได้พบกับฉีเทียนลู่
“ข้าขอขอบใจพวกท่านมาก หลังจากนี้ภวังคจิตแต่ละดวงจะทวีความร้ายขึ้นเรื่อยๆ อาจยากจะต่อกร ขอให้พวกท่านจงค้นพบและได้พลังจากพลังที่ท่านตามหาและสมควรได้รับมัน ชะตาที่โหดร้ายและหมุนวนซ้ำนั่นจะหมดไป เ้าวั่งซู ฮวาเฟยฟา ขอให้พวกท่านเข้มแข็งและเจอแสงสว่างเสมอ ตัวข้าฉีเทียนลู่ในฐานะเ้าภพจะอยู่ตรงนี้คอยเฝ้าดูและคอยช่วยเหลือพวกท่านเสมอ สหายรัก” สิ้นเสียงฉีเทียนลู่ก็ปรากฏหมอกสีขาวเข้าพรางตาจนร่างสง่างามของฉีเทียนลู่ค่อยๆ หายวับไป และปรากฏแสงทางออกและหิ่งห้อยเรืองแสงปลายอุโมงค์
“ที่นี่คือภพฝัน นั่นคือละอองทรายแกะเงินแกะทองของเค้าสองคนแน่นอน ข้าจำได้” เ้าวั่งซูเอ่ยก่อนพล็อยหลับไปทั้งสี่คน
