สำหรับจอมยุทธ์ในทวีปเฉียนหยวน โพ้นทะเลนับว่าเป็สถานที่ลึกลับ เป็มหาสมุทรกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถข้ามก้าวไปยังสถานที่นั้นได้
ถ้ามิใช่เพราะการปรากฏตัวของชายวัยกลางคน จูชิงก็คงไม่มีโอกาสได้ัักับโลกโพ้นทะเล
ในวรรณกรรมของขุนเขากระบี่เทียนหยวนเพียงแค่เอ่ยถึงโลกโพ้นทะเลไว้สั้นๆ แต่กลับไม่มีคำอธิบายใดอื่นๆ!
“เฮ้ เ้าหนู มาช่วยตรงนี้หน่อย!” จอมยุทธ์คนหนึ่งะโเรียกจูชิง
จูชิงตื่นจากภวังค์ รีบวิ่งไปในทันที เขายกกล่องใบใหญ่ด้วยมือข้างเดียวและก็วิ่งไปที่คลังเก็บของของท่าเรือรวดเร็วดั่งอัสนี
“นั่นมันไม่เกินไปหน่อยรึ?” จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าสองคนถึงกับอ้าปากค้าง
ตอนแรกพวกเขาแค่อยากให้จูชิงมาช่วยอีกแรงหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจูชิงจะยกกล่องใบใหญ่ไปคนเดียว กล่องนั่นถึงเป็จอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าสองคนก็ยังยกไม่ไหว
“เ้านั่นไปเอาเรี่ยวแรงขนาดนั้นมาจากไหน?” จอมยุทธ์ทั้งสองคนเม้มปาก
“มีถุงเอกภพอยู่แล้วจะยกของไปมาให้ยุ่งยากไปทำไม?” ขณะที่ถือกล่องด้วยมือข้างเดียว จูชิงรู้สึกไม่เห็นด้วยกับวิธีการจัดเก็บสินค้าบนเกาะนี้เท่าไหร่นัก
จอมยุทธ์เกือบทุกคนบนแผ่นดินใหญ่ต่างก็มีถุงเอกภพ ถุงเอกภพที่มีขนาดเล็กที่สุดก็มีพื้นที่หลายสิบลูกบาศก์เมตร ซึ่งมากพอที่จะบรรจุกล่องใหญ่สองสามกล่องได้สบายๆ ทั้งยังไม่ต้องเปลืองแรง
“หรือว่า...” จูชิงฉุกคิดอะไรบางอย่างแล้วหันไปมองที่เอวของจอมยุทธ์ที่อยู่ในท่าเรือ!
เป็ไปตามที่คาด พวกเขาไม่มีถุงเอกภพ!
“ถุงเอกภพ พวกเราจะไปมีของล้ำค่าแบบนั้นได้อย่างไรกัน” ซินิจูมองจูชิงเหมือนคนโง่เขลา ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นักหลอมอักขระิญญา สำหรับพวกเขาแล้วของล้ำค่าอย่างถุงเอกภพก็คงไม่ต่างอะไรกับของสามัญทั่วไป
จูชิงคิดไม่ถึงว่าถุงเอกภพที่พบเห็นได้ทั่วไปบนแผ่นดินใหญ่จะกลายเป็ของล้ำค่าในต่างแดนไปเสียได้
เหตุผลก็เพราะแผ่นดินใหญ่นั้นอุดมไปด้วยหินสุเมรุ ตระกูลเล็กๆ บางตระกูลยังมีเหมืองหินสุเมรุอยู่ใน อีกทั้งการหลอมถุงเอกภพก็ไม่จำเป็ต้องจ่ายค่าหลอมพิเศษ ดังนั้นราคาของถุงเอกภพจึงต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม หินสุเมรุพบเจอได้ยากยิ่งในต่างแดน เหมืองแร่มีอยู่เพียงประปรายในบางเกาะเท่านั้น นั่นทำให้ราคาของถุงเอกภพสูงกว่าแผ่นดินใหญ่ถึงสิบเท่า จอมยุทธ์ทั่วไปไม่มีทางซื้อไหว
หลังจากที่ขนของทั้งหมดไปไว้ที่คลังเก็บของ ซินิจูก็แจกจ่ายค่าจ้าง 6 เดือน ให้กับลูกเรือ มากสุด 200-300 หินปราณ น้อยสุด 100-200 หินปราณ
เรือล่าสัตว์ของสกุลซินเป็เรือขนาดเล็ก เวลาออกเรือแต่ละครั้งได้ทรัพยากรไม่มากเท่าไหร่นัก ลูกเรือก็เลยได้ค่าจ้างเพียงน้อยนิด
หากเป็เรือลำใหญ่ไม่ใช่แค่เก็บของได้มาก แต่ยังมีอุปกรณ์พิเศษที่สามารถทำให้ดำน้ำลงไปได้ลึกหลายพันจั้งเพื่อค้นหาขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเล สิ่งเ่าั้ล้วนแล้วเป็ของมีราคา เวลาออกเรือหนึ่งครั้งสามารถหาหินปราณได้มากหลายพันหลายหมื่น
ยิ่งเป็จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งก็ยิ่งอยากขึ้นเรือใหญ่ อย่างเรือล่าสัตว์ของสกุลซิน นอกจากจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายากับขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณแล้ว จอมยุทธ์คนอื่นๆ แทบมิได้เห็นอยู่ในสายตา
“ข้าไปล่ะ!” ซินิจูโบกมือ เดินจากไปพร้อมกับคนอีกหลายสิบคน
พวกเขาบ้างก็เป็จอมยุทธ์สกุลซิน บ้างก็เป็ทาสของสกุลซิน เพลานี้จูชิงเองก็กลายเป็หนึ่งในพวกเขาแล้ว!
สกุลซินตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ ไม่ได้โดดเด่น สุดแสนจะธรรมดา!
“ท่านปู่ ข้ากลับมาแล้ว!” ครั้นซินิจูเห็นชายชรายืนรออยู่หน้าประตู นางก็วิ่งแจ้นเข้าไปหาอีกฝ่ายเหมือนกับลูกนกนางแอ่นกลับรัง
“ปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ เงินหาเมื่อไหร่ก็ได้!” ชายชราน้ำตารื้น
หลังจากได้ข่าวว่าเรือล่าสัตว์ของสกุลซินถูกเต่าฉกโจมตี เขาแทบเป็ลม เต่าฉกเป็ดั่งฝันร้ายของเรือล่าสัตว์ หลานสาวหัวแก้วหัวแหวนต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดนั่นอย่างนั้นหรือ?
โชคดีที่เรือล่าสัตว์เทียบท่ากลับมาได้อย่างปลอดภัย เพียงแค่นึกถึงความน่ากลัวของเต่าฉก หัวใจชายชราพลันสั่นสะท้านอย่างมิอาจหักห้าม
ซินิจูยิ้ม “ท่านปู่ ข้าไม่เป็ไร ดูสิไม่าเ็อะไรเลย!”
“พระเ้าคุ้มครอง พระเ้าคุ้มครอง!” ชายชราตบหน้าอกของตัวเองแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านพ่อ อาจารย์เวิง้าหินปราณ 20,000 ก้อน!” ซินต้าลี่กลับมาถึงเช่นเดียวกัน สีหน้าดูไม่ดีเท่าไหร่นัก
“หินปราณ 20,000 ก้อนงั้นรึ จิตใจอำมหิตยิ่งนัก คราวที่แล้วถ้ามิใช่เพราะเขาซ่อมมันจนเละเทะ เรือก็คงไม่เสียหายหนักขนาดนี้” จอมยุทธ์สกุลซินคนหนึ่งพูดอย่างโกรธแค้น
“เ้าอยากตายงั้นรึ พูดซะดัง ถ้าไปถึงหูอาจารย์เวิงเข้า ใครจะซ่อมเรือล่าสัตว์?” ซินต้าลี่ตบหน้าจอมยุทธ์ผู้นั้น
“มันน่าโมโหจะตาย อาจารย์เวิงอะไรนั่นไม่เห็นจะได้เื่!” จอมยุทธ์ผู้นั้นพึมพำ
“20,000 ก้อนก็ 20,000 ก้อน มันเป็สิ่งที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษของพวกเรา จักปล่อยให้มันพังทลายไปเช่นนี้มิได้” ชายชราถอนหายใจ หินปราณ 20,000 ก้อนเป็เงินก้อนสุดท้ายของพวกเขาแล้ว
“นั่นใคร?” ชายชรามองจูชิง
“พวกเราช่วยเขาบนเกาะร้างระหว่างทางกลับ เขาจึงเข้าร่วมกับพวกเราเป็การแลกเปลี่ยน” ซินต้าลี่อธิบาย
แววตาของชายชราประจักษ์แสงวาบ จูชิงสำเร็จเป็ขั้นหลอมกายาเก้าชั้นฟ้าั้แ่อายุยังน้อย ถ้าเขาสำเร็จเป็เคลื่อนย้ายลมปราณจักต้องเป็ประโยชน์อย่างยิ่งยวดกับสกุลซิน
แม้ว่าจอมยุทธ์ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณจะไม่มีบทบาทเท่าไหร่บนเรือล่าสัตว์ ทว่าบนเกาะก็ยังต้องพึ่งพาจอมยุทธ์ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณอยู่
เกาะของสกุลซินมีขนาดเล็กมาก เทียบไม่ได้แม้กระทั่งบริเวณที่พักอาศัยของศิษย์สามัญขุนเขากระบี่เทียนหยวน
“ไม่แปลกใจเลยทำไมคนส่วนใหญ่ถึงอยากเข้าร่วมกับสำนัก ถ้าเทียบกันแล้วสภาพแวดล้อมในสำนักดีกว่าข้างนอกมาก” จูชิงถอนหายใจเล็กน้อย
ไม่ต้องกล่าวถึงเื่อื่น แค่พลังฟ้าดินก็อุดมสมบูรณ์สุดแสน พลังปราณรอบเกาะสกุลซินเทียบมิได้กับแถวที่พักอาศัยของศิษย์สามัญด้วยซ้ำ ถึงจูชิงจะใช้วิชาลับกลืนปราณระยะหนึ่งร้อยจั้ง ก็เดาว่าน่าจักซึมซับพลังปราณได้เพียงเล็กน้อยจนน่าสมเพช
จูชิงนึกไม่ออกเลยว่าคนที่อาศัยอยู่ที่นี่มีขั้นบำเพ็ญเพียรเป็อย่างไร
“อะไรกัน!” จูชิงมองห้องที่สกุลซินจัดไว้ให้ตน หัวแทบคะมำไปกับพื้น นี่มันใช่ที่ที่คนอยู่จริงๆ รึ?
“อย่าเื่มาก เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร?” ทาสรับใช้สกุลซินตะคอก แค่ผู้ชายขายตัวเป็ทาสเหมือนกับพวกเขา มิได้วิเศษวิโสอะไร
“อยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่นจำเป็ต้องก้มหัว[1]!” จูชิงยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากทาสรับใช้ผู้นั้นจากไป จูชิงก็หยิบพู่กันเขาแรดออกมาวาดอักขระิญญารวบรวมลม ทันใดนั้นลมกรรโชกแรงพัดผ่าน ใยแมงมุมกับขยะถูกพัดปลิวออกไปจากห้อง
“อักขระิญญา!” เสียงผู้หญิงร้องอุทานดังออกมาจากด้านหลัง
จูชิงใมาก รีบหันขวับไปทางต้นเสียง พอเห็นว่าเป็ซินิจูเขาก็ถอนหายใจ นางเกือบทำเขาหัวใจวายตายแล้ว
“เ้าเป็นักหลอมอักขระิญญาจริงๆ ด้วย ตอนแรกข้านึกว่าเ้าโกหกเสียอีก” ซินิจูมองอักขระิญญารวบรวมลมที่พัดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในห้องด้วยความฉงนสงสัย
“เ้าว่าใครโกหก” จูชิงกลอกตา
ซินิจูยิ้มแห้ง “ข้าขอโทษ ข้าเพิ่งเคยเห็นนักหลอมอักขระิญญาวาดอักขระิญญาเป็ครั้งแรกนี่นา”
จูชิงสะบัดมือ อักขระิญญารวบรวมลมสลายหายไปในพริบตา จากนั้นก็วาดอักขระิญญาหยดน้ำทำความสะอาดพื้นกับเพดาน เท่านี้ก็พออยู่อาศัยได้แล้ว
ซินิจูพอเห็นแบบนั้นแล้วก็อยากขอให้จูชิงช่วยซ่อมเรือล่าสัตว์ของสกุลซิน แต่พอนึกถึงความโลภของนักหลอมอักขระิญญาที่เคยได้ยินมา ซินิจูจึงไม่กล้าพูดต่อ
“เ้ามีธุระอะไร?” จูชิงมองซินิจู ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็ทาสสักนิด
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร!” ซินิจูส่ายหัวแล้ววิ่งหนีไป
“อะไรของนาง” จูชิงงุนงง
“โฮ่งๆ!” ทันใดนั้นเงาดำพุ่งทะยานออกมา สุนัขโลกันตร์สามหัวแลบลิ้นมองจูชิงด้วยความตื่นเต้น
“พวกตัวตะกละ! ไม่ได้กินอะไรแค่สองสามวันทำเหมือนไม่ได้กินอะไรมาสองสามปี” จูชิงพูด
ตอนที่อยู่บนเรือล่าสัตว์จูชิงไม่สามารถเอาของล้ำค่าฟ้าดินออกมาให้สุนัขโลกันตร์สามหัวกับัคะนองน้ำน้อยกินได้ สุนัขโลกันตร์สามหัวต้องแสร้งทำเป็สุนัขธรรมดา จูชิงจึงเอากระดูกให้มันแทะสงบอารมณ์ ถ้าเขาไม่ทำแบบนั้นคงไม่มีใครบนเรือมีชีวิตรอดอยู่แล้ว
หลังจากกินอาหารจืดชืดนานหลายวัน สุนัขโลกันตร์สามหัวรู้สึกราวกับว่ามันสูญเสียความสามารถในการขบเคี้ยวไป
“ประหยัดหน่อยล่ะ ข้าไม่รู้ว่าบนเกาะนี้มีอะไรที่พวกเ้ากินได้บ้าง” จูชิงโยนผลไม้ิญญาดึกบรรพ์ไป สุนัขโลกันตร์สามหัวอ้าปากงับกลืนลงคอ
“ตายหรือยัง ถ้ายังไม่ตายก็ออกมา ข้าให้เ้ามาเป็ทาสรับใช้ ไม่ใช่ให้มานอนสบายใจเฉิบ!” ชายหน้าบึ้งตึงะโด่าเสียงดังลั่น
“มาแล้ว!” จูชิงยิ้มแล้ววิ่งออกไป
“เร็วเข้า อย่ามัวชักช้า ถ้าทำงานไม่เสร็จอย่าหวังจะได้กินข้าวเย็น!” คนผู้นั้นเหมือนจะเป็ผู้ดูแลคอยจัดการเื่ต่างๆ ในสกุลซิน มีทาสรับใช้ยี่สิบกว่าคนในการปกครอง
งานของทาสรับใช้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการตัดฟืนและขนน้ำ ซึ่งไม่ใช้เื่หนักหนาอะไรสำหรับจอมยุทธ์
สกุลซินเกาะเล็กๆ ถึงจักพูดว่าเกาะเล็กๆ แต่นั่นก็เพราะเทียบกับเกาะอื่นๆ หากคิดที่จะเดินสำรวจเกาะก็ต้องใช้เวลาอย่างมาก คนของสกุลซินกระจัดกระอยู่ตามที่ต่างๆ บนเกาะ ลำพังแค่วิ่งไปมาก็หมดแรงแล้ว
“รีบขนท่อนซุงพวกนี้ไปให้นายท่านสาม!” ผู้ดูแลชี้ไปที่กองท่อนซุงขนาดหนายิ่งกว่าเอวของจูชิง
[1] คำเปรียบเปรย หมายถึงถูกควบคุมหรือจำกัดจึงต้องทำตาม
