วังหลวง ณ ตำหนักใหญ่!
จางหลี่เอ๋อร์ตื่นขึ้นอย่างช้าๆ
แม้ก่อนหน้าถูกจื่อปู้ฝานทำร้ายหมดสติ แต่นางมีพลังการฟื้นฟูอันยอดเยี่ยม
ถึงถูกสูบโลหิตยังส่งผลกระทบต่อนางไม่มาก อย่างไรเสียคนที่สูญเสียเืไปมากคือจางเสินซวี
จางหลี่เอ๋อร์กลับไม่ได้ถูกดูดเืมากมายเท่าใดนัก
“ข้า ข้าตายแล้วหรือ?”
จางหลี่เอ๋อร์ปวดศีรษะขณะลืมตาตื่น
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่
ท่านฟื้นแล้ว? ดีจริงๆ!”
เสียงศิษย์น้องทั้งหลายกระตุ้นสติจางหลี่เอ๋อร์ให้ค่อยๆ
แจ่มใสขึ้น
เมื่อเห็นทุกอย่างที่อยู่โดยรอบ
สีหน้าของนางพลันแปรเปลี่ยน
ยังไม่ตาย? ข้ายังไม่ตาย? แล้วทำไมถึงถูกมัดทั้งตัวแบบนี้ แถมยังถูกผนึกพลังไม่อาจเคลื่อนไหวได้เลย
“ข้าถูกขัง…?” จางหลี่เอ๋อร์สีหน้าอัปลักษณ์
“จางเสินซวีเล่า?” สีหน้านางพลันเปลี่ยนแปลง มองไปทางน้องของนางที่ถูกพันธนาการเช่นกัน
จางเสินซวีสภาพสุดอนาถยิ่งกว่าจางหลี่เอ๋อร์
ไม่เพียงยังไม่ได้สติ สีหน้ายังทั้งซีดขาวทั้งอัปลักษณ์
คล้ายเหลือลมหายใจเฮือกสุดท้าย
“ศิษย์พี่หญิง
ศิษย์พี่เสินซวียังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่าเ็สาหัสนัก แถมยังเสียเืไปมาก!”
ศิษย์น้องเอ่ย
“ยังไม่ตาย? ยังไม่ตายก็ดีแล้ว!” จางหลี่เอ๋อร์สูดหายใจเฮือก
“ครั้งนี้
ครั้งนี้ถูกหวังเค่อทำร้ายแล้ว!” จางหลี่เอ๋อร์คุมแค้น
“ศิษย์พี่หญิง
ครั้งนี้พวกเราลำบากหวังเค่อแล้ว!” ศิษย์น้องทั้งหลายทอดถอนใจ
“ลำบากหวังเค่อแล้ว?” จางหลี่เอ๋อร์ทวนคำอย่างประหลาดใจ
ศิษย์น้อง หัวเ้ามีปัญหารึเปล่า? ขอบคุณหวังเค่อ? หากไม่ใช่เพราะมัน พวกเรามีหรือจะตกอยู่ในสภาพอนาถาขนาดนี้?
“ใช่ ศิษย์พี่หญิง
พวกเรารู้เื่ท่านและหวังเค่อแล้ว!” ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งกล่าว
“ข้ากับหวังเค่อ?” จางหลี่เอ๋อร์ตะลึง
“ใช่ ศิษย์พี่หญิงใหญ่
ความสัมพันธ์ของท่านกับหวังเค่อช่างะเืใจนัก!
สามารถมีวาสนาได้เคียงคู่สุภาพบุรุษเช่นนั้น ยังจะ้าอื่นใดได้อีก
ศิษย์พี่หญิง ผู้ที่ท่านฝากใจไว้มิได้ทรยศน้ำใจท่าน!” ศิษย์น้องถอนใจอีกครั้ง
“วะ ว่าอะไร เ้าพูดอะไร?
ใครฝากใจไว้ที่ใคร?” จางหลี่เอ๋อร์เบิกตากว้าง
“ท่านไง!”
ศิษย์น้องทั้งหมดลั่นวาจาพร้อมกัน
“ผายลม
มารดาไปฝากใจไว้ที่หวังเค่อั้แ่เมื่อไหร่? พวกเ้าเพ้อเจ้อทั้งนั้น!”
จางหลี่เอ๋อร์ถลึงตากล่าวอย่างขุ่นแค้น
“ศิษย์พี่หญิง
พวกเรารู้หมดแล้ว หวังเค่อบอกว่าท่านตามพัวพันมัน!” ศิษย์น้องคนหนึ่งเอ่ย
“ผายลมมารดามันเถอะ! ใครพูด?”
จางหลี่เอ๋อร์ปรี๊ดแตก
“หุบปาก
เื่เสื่อมเสียของศิษย์พี่หญิงแบบนี้ พวกเ้าจะเอามาจารนัยทำอะไร? จะให้นางเอาหน้าไปไว้ไหน?” ศิษย์น้องหญิงทางด้านข้างคนหนึ่งตวาดด่าทอศิษย์น้องบุรุษที่ปากพล่อย
“อือๆ ใช่ๆ ข้าปากมากเอง!”
ศิษย์น้องบุรุษรีบก้มหัวขออภัย
จางหลี่เอ๋อร์เบิกตา “…!”
“เ้าหมายความว่ายังไง?
ใครเอาน้ำแกงผีบอกที่ไหนกรอกปากพวกเ้าแล้ว? หวังเค่อมาเกี่ยวอะไรกับข้า?”
จางหลี่เอ๋อร์เค้นเสียงอย่างโกรธเกรี้ยว
“ศิษย์พี่หญิง ท่านยังไม่ทราบ
หวังเค่อเพื่อช่วยชีวิตท่าน
ต้องรับฝ่ามือของดวงธาตุทองคำร้อยฝ่ามือจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด!”
“หวังเค่อกระอักโลหิตแทบหมดตัวเพื่อช่วยศิษย์พี่หญิง
แน่นอน เืพวกนั้นบางส่วนก็แหกตา แต่เพื่อช่วยชีวิตท่าน
มันกลับไม่ลังเละโออกมาต่อรองกับมารร้าย!”
“พวกเราไม่รู้ว่าทำไมหวังเค่อถึงได้คุ้นเคยกับมารพวกนี้
แต่มันต้องทำเพื่อช่วยท่านแน่ๆ!”
“ศิษย์พี่หญิง
ทั้งหมดที่มันทุ่มเทเพื่อท่าน ช่างสะท้านใจผู้คนนัก!”
………
………
……
……
…
……
คนทั้งกลุ่มต่างแย่งกันพูดจาถกเถียงไม่หยุด
จางหลี่เอ๋อร์ “…!”
“พวกเ้าเสียสติไปแล้ว?
หวังเค่อมาเกี่ยวอะไรกับข้า? หรือว่ามันจิตราคะกำเริบ
คิดเรียกร้องความสนใจจากข้า?” จางหลี่เอ๋อร์เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าแขยง
“ไม่ใช่ หวังเค่อบอกว่ามันมีคนรักอยู่แล้ว
มันไม่ชอบท่าน เป็ท่านที่ติดตามพัวพันมันไม่ยอมเลิกราต่างหาก!” ศิษย์น้องคนหนึ่งแก้ต่าง
“ผายลมมารดามันเถอะ!”
จางหลี่เอ๋อร์ด่า
“ศิษย์น้อง
เ้าเพ้อเจ้ออะไรออกมา? หวังเค่อหากไม่มีใจให้ศิษย์พี่หญิงแม้แต่น้อย
เมื่อครู่ไหนเลยเสี่ยงชีวิตถึงปานนั้น? มันเพียงเกรงว่าศิษย์พี่หญิงจะลำบากใจ!
สมองของเ้ายังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า?” ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งค่อนแคะศิษย์บุรุษที่เพิ่งกล่าววาจา
จางหลี่เอ๋อร์
“เ้าก็ไร้สมองเหมือนกันหรือ? ข้าน่ะนะจะชายตามองหวังเค่อ? พวกเ้าไม่รู้หรือว่าทำไมครั้งนี้ถึงถูกจับมาได้?”
“ศิษย์พี่หญิง
อย่าแกล้งทำท่าเหมือนไม่มีอะไรเลย พวกเราทุกคนล้วนเข้าใจดี! หวังเค่อแม้พลังฝีมืออ่อนด้อยไปบ้าง
แต่นับว่ากล้าทำกล้ารับ เมื่อครู่ยังกล้าเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยท่าน!”
ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งเอ่ย
จางหลี่เอ๋อร์ “…!”
พวกเ้าไม่มีใครเชื่อคำพูดข้า
เอาหัวสมองขังไว้ในโลกของตัวเองกันหมดรึไง?
“ใช่
หากไม่ใช่เพราะหวังเค่อละก็ ศิษย์พี่หญิงใหญ่คงไม่รอด! หวังเค่อยังเห็นแก่หน้าท่าน
วิงวอนขอร้องต่อมารร้ายทั้งหลายอย่างสุดกำลังเพื่อช่วยชีวิตของศิษย์พี่เสินซวีด้วย!
กระทั่งพวกเรายังเกือบถูกพวกมันรับประทานทั้งฝูง ล้วนเป็หวังเค่อช่วยเอาไว้!”
“พวกมารปีศาจแม้เรียกหาหวังเค่อเป็นายท้าย
แต่ข้าเดาว่าคงเป็ความผิดพลาดอะไรบางอย่าง หากมันเป็นายท้ายลัทธิมาร
จะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยพวกเราทำไม? ข้าเดาว่ามันคงมีความลำบากใจอะไรบางอย่าง
มันไม่ใช่มารแน่นอน!”
“ไร้สาระ หวังเค่อหากเป็มาร
เฉินเทียนหยวนจะไม่รู้ได้ยังไง? หวังเค่อผู้นี้จิตใจใฝ่ธรรมะ
คุณธรรมเทียมฟ้า!”
“หวังเค่อทุ่มสุดชีวิตเพื่อศิษย์พี่หญิงใหญ่
ท่านดูคนไม่ผิดจริงๆ!”
“มีแต่คนเช่นหวังเค่อถึงจะคู่ควรให้ศิษย์พี่หญิงใหญ่ฝากชีวิตไว้!”
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่และหวังเค่อคือคู่สร้างคู่สมชัดๆ!!”
………
………
……
……
…
…
ทั้งกลุ่มต่างคนต่างพูดคนละประโยคสองประโยค
พูดไปพูดมาจนจางหลี่เอ๋อร์แทบอกแตกตาย
“ข้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหวังเค่อทั้งนั้น!
มารดาเ้าเถอะ พวกเ้าเสียสติกันไปหมดแล้วหรือไง?” จางหลี่เอ๋อร์โทสะพลุ่งพล่าน
“ได้ๆๆ ศิษย์พี่หญิงใหญ่
ท่านอย่าได้โกรธไปเลย ถือว่าพวกท่านล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน! อย่าโมโหเลย!”
ศิษย์น้องหญิงอีกคนปลอบ
จางหลี่เอ๋อร์หน้าดำเป็ตอตะโก
เ้าหมายความว่าไงที่ว่า “ถือว่าพวกท่านไม่มีอะไรกัน”? พวกเ้าเสียสติกันไปหมดแล้วหรือไร!
คนอย่างข้าน่ะนะจะชอบไอ้เ้าหวังเค่อบัดซบนั่น? เฮอะ!
“เฮอะ
ทั้งวี่วันมัวแต่คิดอ่านไร้สาระ? ล้วนถูกคุมขังหมดสิ้นแล้ว
ตอนนี้ไม่ใช่ต้องหาวิธีหนีหรอกหรือ?” จางหลี่เอ๋อร์ถลึงตาใส่กลุ่มศิษย์น้อง
“พวกเราทั้งหมดถูกผนึกพลังไว้
ทั้งยังถูกพันธนาการ หนีไปไม่ได้!”
“ไม่ว่าวิธีอะไรก็คิดไปแล้วทั้งนั้น!
ตอนนี้ความหวังเดียวที่จะช่วยพวกเราออกไปได้ เกรงว่าจะมีแต่หวังเค่อแล้ว!”
ทั้งกลุ่มโอดครวญ
“ฝากความหวังไว้กับหวังเค่อ?
ไม่สู้ตายไปเสียดีกว่า มันจะมาช่วยพวกเราได้ยังไง?” จางหลี่เอ๋อร์ถลึงตา
“นั่นก็ไม่แน่
ตอนนี้สถานการณ์ด้านนอกย่ำแย่ยิ่ง! หวังเค่อมาไม่ได้ แต่ทันทีที่มีโอกาส
มันย่อมต้องกลับมาช่วยพวกเรา !” ศิษย์น้องคนหนึ่งกล่าว
“เ้าแน่ใจได้ยังไง?” จางหลี่เอ๋อร์ถลึงตาถามหาคำอธิบาย
“เพราะท่านไง!”
ศิษย์บุรุษคนนั้นเฉลย
“ข้า” จางหลี่เอ๋อร์งง
“ใช่ ศิษย์พี่หญิงใหญ่
หวังเค่อรู้ว่าท่านมีใจให้แก่มัน ดังนั้นไม่เสียดายชีวิตทุ่มเทช่วยท่านไว้!
ตอนนี้ท่านถูกคุมขัง มันย่อมต้องหาทางช่วย! ศิษย์พี่หญิง ข้าเองก็เคยผ่านมันมาก่อน
ข้าเข้าใจดี!” ศิษย์น้องที่มีคู่บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งเอ่ย
จางหลี่เอ๋อร์ควันออกหู “เ้า เ้า
ไอ้สมองหมู พูดอะไร!”
“พอเถอะ
อย่าพูดเื่นี้ต่อหน้าศิษย์พี่หญิงใหญ่แล้ว จะให้นางเอาหน้าไปไว้ไหน? พวกเราเก็บไว้ในใจก็พอ!” ศิษย์น้องหญิงคนหนึ่งขัด
จางหลี่เอ๋อร์มองดูศิษย์น้องหญิงเนิ่นนาน
ครึ่งค่อนวันยังไม่ทราบสมควรหุบปากนางยังไงดี ที่ว่า “พวกเราเก็บไว้ในใจก็พอ” น่ะ
หมายความว่ายังไง? พอมารดาเ้า!
“เหอะ หวังเค่อไม่มีทางมาช่วยพวกเรา
ทั้งหมดต้องพึ่งพาตัวเอง!” จางหลี่เอ๋อร์เสียงเข้ม
“ใช่แล้ว
ศิษย์พี่หญิงใหญ่กล่าวถูกต้อง!” ทุกคนผงกศีรษะรับ
แต่ในแววตาของพวกมันแสดงออกชัดเจนว่าไม่เชื่อที่นางพูดแม้แต่น้อย
พวกมันคิดว่านางปากแข็ง เพียงแต่ครั้งนี้ล้วนโอนอ่อนต่อหน้าศิษย์พี่หญิงใหญ่ไว้
เพื่อไม่ให้นางต้องเสียหน้า
จางหลี่เอ๋อร์ไหนเลยจะมองไม่ออก? นางจำต้องข่มตาลงปรับลมหายใจ
“ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก”
เสียงทึบทึมดังออกมาจากร่างจางหลี่เอ๋อร์
ชัดเจนว่าเป็เสียงจู่โจมทำลายผนึกบนร่าง ผนึกพลังที่ถูกประทับไว้จากพวกมารค่อยๆ
คลายออก
จางหลี่เอ๋อร์คือผู้ที่สืบทอดพร์ทางสายเืที่ร้ายกาจที่สุด
แม้จะใช้เวลาคลายผนึก แต่อีกไม่นานก็จะทำลายได้แล้ว
ขณะที่ทุกคนเฝ้ารอคอยอย่างแช่มช้า
เสียงัคำรามสายหนึ่งพลันถ่ายทอดเข้ามาจากนอกตำหนัก
“ฮูมมมมมม~~~~~~~~~~~!”
เสียงัคำรนกึกก้องกระจายออกตลอดสี่ทิศ
สร้างความแตกตื่นแก่ผู้ถูกคุมขังทั้งหมดจนหน้าเปลี่ยนสี
พระราชวังชิงจิง
มุมมืดด้านหนึ่งของตำหนัก
จูเยี่ยนยืนอยู่อย่างเงียบงันที่มุมเสา
ด้านข้างยืนไว้ด้วยบุคคลชุดดำคนหนึ่ง
“จูเยี่ยน อย่ามาหลอกข้า!”
คนชุดดำเอ่ยเสียงเหี้ยม
“ผู้ดูแลถง ข้าจะโกหกท่านทำไม?
ความแค้นที่ข้ามีต่อหวังเค่อ ท่านยังไม่ทราบอีกหรือ? ข้า้าให้มันตาย แต่น่าเสียดายที่ลงมือเองไม่ได้!
เพราะงั้นข้าเลยตามท่านมา! แล้วก็ในพระราชวังนี้ยังมีใครรู้ดีไปกว่าข้าอีก
ข้าอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี รู้ทุกซอกทุกมุม ท่านเพียงแต่ต้องตามข้ามา
จึงจะมีโอกาสกำจัดหวังเค่อได้!” จูเยี่ยนเอ่ยสีหน้าหม่น
ถงอันอันในชุดดำผงกศีรษะ
“ข้าแปลกใจมากกว่า
ทำไมท่านมาคนเดียว ลูกน้องโล้นสิบคนนั่นเล่า ทำไมไม่มาด้วยกัน? มากคน ฝีมือยิ่งมาก ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการฆ่าหวังเค่อ”
จูเยี่ยนขมวดคิ้วถาม
ถงอันอันเงียบไปชั่วครู่
“พวกมันไม่กล้ามา!”
“ทำไมกัน? พวกมันไม่ได้ถูกมารอริยะหมายหัวเสียหน่อย มีแต่ท่านเท่านั้น!”
จูเยี่ยนมึนงง
“หนึ่งคือเ้าตำหนักปู้ฝานละเว้นหวังเค่อ
พวกมันไม่้าทำผิดไปจากเจตนารมณ์ของจื่อปู้ฝาน!
แม้พวกเราจะร่วมลงมือใช้แส้ด้วยกัน แต่ข้าคือผู้รับผิดชอบหลัก พวกมันคือส่วนรอง
ดังนั้นไม่ยอมมา! เกรงว่าอีกเดี๋ยวหากมีการไต่สวนทวนความ ข้าก็คงเป็คนรับคนเดียว!”
“พวกมันไม่กล้ามา
เพราะกลัวว่าจื่อปู้ฝานจะเอาผิด?” จูเยี่ยนสีหน้าบิดเบี้ยว
“ประการที่สอง ที่พวกมันไม่มา
เพราะกลัวว่าเ้าจะโกหกพวกเราอีก! พวกมันบอกว่าเ้าเชื่อไม่ได้!”
ถงอันอันเอ่ยเสียงเข้ม
“ผายลม
ข้าและหวังเค่อมีความแค้นต่อกัน ข้าไปโกหกอะไรพวกท่านตอนไหน?” จูเยี่ยนพลันถามออกมาด้วยความขุ่นเคือง
ถงอันอันจ้องมองจูเยี่ยนด้วยสีหน้าซับซ้อน
ไอ้หมอนี่มันเทพโรคระบาดชัดๆ ถ้าไม่ใช่ว่าข้ารีบอยากทวงแส้เทพอสนีคืนละก็
ไม่มีทางร่วมมือกับมันแน่
“เอาละ เลิกพูดไร้สาระ!
รีบไปตามหาหวังเค่อกัน!” ถงอันอันเอ่ยเสียงหนัก
“ข้าเจอแล้ว นั่นไง ดู!”
จูเยี่ยนชี้มือไปทางหลังคาไกลออกไป
ตรงนั้น
จื่อปู้ฝานกำลังพาคนมากางค่ายกล หวังเค่อนั่งอยู่ใต้ศาลาไม่ไกลกำลังดูแผนที่
ด้านข้างยืนไว้ด้วยศิษย์ตระกูลหวังคนหนึ่ง
“ท่านประมุข
พี่ใหญ่ตอนนี้ถอนกำลังมนุษย์ออกจากราชวังแล้ว ก่อนจากไปยังให้ข้านำแผนภาพนี้มามอบแก่ท่าน!”
ศิษย์ตระกูลหวังรายงานอย่างนอบน้อม
“อ้อ?” หวังเค่อมองดูภาพอย่างประหลาดใจ
“หนึ่งปีมานี้
ตระกูลหวังเรายึดครองชิงจิง ใช้พระราชวังเป็ที่พำนัก
แน่นอนว่าย่อมต้องมีการต่อเติม! อาจเป็เพราะพวกเราขุดสุสานกันมามากเกินไป
พวกผู้าุโเลยอยู่ไม่สุขขุดเจาะอุโมงค์หลบหนีให้ทั่วไปหมด!
นี่คือแผนผังของอุโมงค์ลับ ท่านประมุขหัวเราะเยาะแล้ว!” ศิษย์ตระกูลหวังยิ้มขื่น
“มีอันใดน่าหัวเราะ? เมื่อเป็ขุนพลก็ลืมกำพืดหรือไง? ตระกูลหวังพวกเรากำเนิดจากหนูต่ำต้อย
กระทำการไม่ทิ้งทางถอยมิเท่ากับคิดหาที่ตายหรือ? อุโมงค์ลับเหล่านี้ขุดได้ดียิ่ง!
อย่าได้ทระนงว่าตอนนี้มีฝีมือเข้าหน่อยก็จะทิ้งวิธีการเอาชีวิตรอดไป! มิเช่นนั้นตายยังไม่รู้ว่าตายยังไงด้วยซ้ำ!
ให้ท่านตาสามตรวจสอบโดยละเอียดว่ามีศิษย์คนไหนที่กล้าด้อยค่าอุโมงค์เอาตัวรอดนี้!
ใช่กลายเป็คางคกขึ้นวอแล้วหรือไม่? เอาพวกมันไปสั่งสอนให้หมด!”
หวังเค่อถลึงตา
“ขอรับ!”
ศิษย์ตระกูลหวังนั่นรีบเปลี่ยนท่าทีทันที
“เอาละ
เ้าออกไปจากที่นี่ทันที ข้าไม่้าเ้าที่นี่ แผนที่นี้ข้าจะเอาไว้ดู!”
หวังเค่อออกคำสั่ง
“ขอรับ!”
ศิษย์ตระกูลหวังแสดงการคารวะ จากนั้นล่าถอยออกจากพระราชวังทันที
หวังเค่อพินิจแผนภาพ
กวาดตาดูเส้นทางอุโมงค์โดยคร่าว
ชายหนุ่มหันไปมองยังตำหนักที่จางหลี่เอ๋อร์และพวกถูกคุมขังที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
ด้านนอกราชวังถูกอารักขาโดยศิษย์ลัทธิมาร
“ด้านล่างตำหนักที่ขังนางมีเส้นทางอุโมงค์ลับอยู่
ข้าควรต้องบอกพวกมันหรือไม่? เื่ของเื่ก็คือ
นี่ไม่เห็นสร้างประโยชน์อันใดต่อข้า! ทำไมข้าต้องคอยช่วยพวกมันตลอดเวลาด้วย?
แค่จางหลี่เอ๋อร์คลั่งรักไล่ตามตื๊อ? อย่างนั้นไม่ใช่เกินไปหรอกหรือ?
หากสตรีทั่วหล้าล้วนหลงรักข้า งั้นข้าไม่ต้องเหนื่อยตายหรือไง!
เหอะ! ทำแบบนี้ไม่ได้” หวังเค่อใคร่ครวญอย่างหนัก
ขณะที่หวังเค่อกำลังใช้สมอง
ไม่ไกลออกไป จื่อปู้ฝานลอยตัวอยู่บนฟ้า “หงอี ค่ายกลสมบูรณ์แล้ว เริ่มเถอะ!”
“ตูม!”
จูหงอีในพระราชวังทะยานขึ้นฟ้า
สองเ้าตำหนักแห่งลัทธิมารร่อนลงเบื้องล่าง
ดวงตาทอดมองยังค่ายกลกลางจัตุรัสวังหลวงที่สร้างขึ้นจากโลหิตที่สูบมา ขณะเดียวกัน
ทั้งสี่ทิศเรียงรายด้วยศิลาิญญาปริมาณมหาศาลเพื่อคงค่ายกลไว้
“เริ่ม!” จูหงอีตวาดเสียงหนัก
ศิษย์ลัทธิมารโดยรอบทุ่มกำลังกระตุ้นกลไกค่ายกล
“หึ่ง!”
ค่ายกละเิลำแสงสีแดงสุดคณานับออกมา
แสงสีแดงฉานจนตาพร่ามัว เสียดแทงจนหวังเค่อที่ห่างออกไปยังต้องหรี่ตา
ภายในใจบังเกิดคลื่นพลังท่วมทะลักจนใจสั่นระรัว
“ชีพจรเืบรรพชน? แถมยังสามารถเปล่งแสงปล่อยความร้อนได้อีก?” หวังเค่ออุทานแตกตื่น
“ชีพจรโลหิตมนตรา
อัญเชิญพลรบมาจุติ ชีพจรเืบรรพชน เปิด~~~~~~~!” จื่อปู้ฝานลั่นวาจากึกก้อง
ตูม!
ค่ายกลโลหิตสั่นะเื
หลุมดำใจกลางค่ายกลเืบิดเบี้ยว
“โฮกก~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!”
คำรามแห่งัถ่ายทอดออกมาจากพื้นดิน
จากนั้น ผืนปฐีโดยรอบก็ะเืเลื่อนลั่น
“ฮูม~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!”
“ผะ แผ่นดินไหว?” หวังเค่ออุทานตระหนก
“ตูมมม!”
ใจกลางค่ายกลลั่นเสียงกึกก้อง
อิฐหินดินทรายะเิแตกกระจายออก เศียรัทองมหึมาปรากฏขึ้นบนพื้น
เศีนรั
ทั้งเหนือโลกทั้งสมจริงสุดๆ ขนาดสองจั้ง มองดูคล้ายโปร่งแสง
รัศมีสีทองแผ่กำจายเรืองรองอร่าม เนตรัจัดจ้าแหลมคมจนแทบหยุดหายใจ
“เศียร เศียรั?” ศิษย์ลัทธิมารตะลึงเหม่อ
หวังเค่อเหม่อมองภาพตรงหน้า
มันเกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น
“ัมีจริง? แถมยังกำเนิดออกมาจากพื้นอีก?” หวังเค่อจ้องมองเศียรัมโหฬารอย่างแตกตื่น
ตูม~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!
เสียงกระแทกลั่น แผ่นดินพลิกตลบ
ทั้งจัตุรัสถูกพลิกคว่ำ ศิษย์ลัทธิมารทั้งหมดถูกกระแทกกระเด็นกระดอนคนละทิศ
ัทองยาวห้าสิบจั้งคืบคลานออกมาจากดิน
ประกายแห่งอิสรภาพฉายฉานออกจากั์ตา ทันทีที่มันพ้นดินขึ้นมา เสียงคำรามกึกก้องก็ลั่นสะท้อนอีกครั้ง
“โฮก~~~~~~~~~~~~~~~~~~~!”
หลังเสียงคำรามยาวเหยียด
มันก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความตื่นเต้น
“ตูม!”
ปราสาทราชวังล้วนถูกเศียรัโตใหญ่ถล่มจนราบคาบ
“จะหนีไปไหน!”
จื่อปู้ฝานกรีดร้องลั่นพุ่งเข้าใส่
ตูม~~~~~~~~~!
ฝ่ามือของจูหงอีและจื่อปู้ฝานฟาดใส่ัทองโดยพร้อมเพรียง
