เ้าใหญ่เก็บได้สมุนไพรมาก็เดินลงจากเขาไปอย่างอารมณ์ดี ระหว่างทางพบเจอชาวบ้านแสร้งเอ่ยอย่างเป็ห่วงว่า “ดูเหมือนการที่สกุลกู้ช่วยชายชราที่ใกล้จะไม่รอดผู้นั้นกลับมาจะเป็การหาเื่ใส่ตัว เมื่อครู่ข้าเห็นมีคนกำลังไปที่บ้านนั้น”
ชาวบ้านคนหนึ่งฟังแล้วถอนหายใจกล่าวว่า “ข้าก็บอกแล้วว่าอย่าช่วยผู้ใดสุ่มสี่สุ่มห้า กลายเป็หาเื่ใส่ตัวจริงๆ ด้วย”
“นั่นน่ะสิ หาเื่ใส่ตัวโดยแท้”
เ้าใหญ่แสร้งผ่อนลมหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนจะกล่าวว่า “ได้ยินว่าเ้าหกกับกู้อวี้เจอคนผู้นั้นบนเขา กู้อวี้ขาพิการจะขึ้นเขาได้อย่างไร เกรงว่าจะเป็เ้าหกที่นิสัยซุกซน ไม่แน่ว่าตอนขึ้นเขาอาจจะเผลอทำร้ายชายชราผู้นี้เข้า หาไม่แล้วจะพากลับมาที่บ้านแล้วตามหมอมารักษาหรือ แม้นางยังเด็กแต่นิสัยใจร้อนบุ่มบ่ามไปบ้าง แต่ถึงอย่างไรข้าก็คิดว่านางคงมิได้ตั้งใจ…
“ดูจากเสื้อผ้าของผู้ที่มาตามหาชายชราแล้วน่าจะมีฐานะไม่ใช่น้อย เ้าหกคงไม่ได้นำภัยมาสู่สกุลกู้กระมัง แต่ถ้าสกุลกู้ต้องเดือดร้อนเพราะเ้าหกจริง เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี” กล่าวจบเ้าใหญ่ก็แสร้งบีบน้ำตาให้มาคลอตรงหน่วยตา สีหน้าเต็มไปด้วยความจนปัญญาไร้สิ้นหนทาง
ทุกคนคิดตามแล้วสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด เมื่อวันก่อนเ้าหกเพิ่งจะทำร้ายหลิ่วซิ่วไฉไป อีกทั้งเด็กผู้ชายในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนเคยถูกนางเล่นงานมาแล้วทั้งสิ้น แม้เด็กหญิงจะอายุเพียงแค่สี่ขวบแต่ถือว่าเป็ตัวเอาเื่ตัวน้อยผู้หนึ่ง!
“คนสกุลกู้เป็คนจิตใจดีนิสัยอ่อนโยน หากครั้งนี้กลับต้องมาเดือดร้อนเพราะเ้าหก”
“พวกเรารีบไปดูกันเถิด ไม่แน่อาจจะช่วยกล่อมผู้ที่มาตามหาชายชราผู้นั้นก็ได้”
“นั่นสิ จะยอมให้คนจากที่อื่นมารังแกคนสกุลกู้ไม่ได้เป็อันขาด”
“ก่อนหน้านี้นึกว่าเ้าหกคือตัวนำโชค แต่งงานเพื่อขจัดอัปมงคลให้แก่สกุลกู้ ไม่เท่าไรพวกเขาก็อาการดีขึ้น แต่ยามนี้หากนางนำเื่เดือดร้อนมาให้สกุลกู้ แบบนี้แล้วจะเรียกว่าตัวนำโชคได้อย่างไร”
“นั่นน่ะสิ”
“ทุกท่านอย่าได้ว่าเ้าหกเลย นางยังเด็กยังมิรู้ความ ใช่ว่านางตั้งใจหาเื่ให้คนสกุลกู้เสียที่ใด” เ้าใหญ่แสร้งทำเป็แก้ตัวแทนเ้าหก ทว่ายิ่งพูดออกไปชาวบ้านก็ยิ่งคิดว่าเ้าหกคือตัวโชคร้าย พวกเขาต่างวางงานในมือลง ถือเครื่องไม้เครื่องมือทำมาหากินตรงไปยังบ้านสกุลกู้ทันที
เ้าใหญ่ก็เดินตามชาวบ้านไปเช่นกัน แต่พอมาถึงกลับพบว่าบุรุษสองคนที่มาตามหาชายชราได้จากไปแล้ว ชาวบ้านเอ่ยถามกู้เอ้อร์หลาง ซึ่งเด็กชายเพียงตอบว่าคนพวกนั้นมาตามหาชายชรา
“พวกเขาได้บอกหรือไม่ว่าชายชราผู้นั้นเป็ใคร แล้วได้สร้างความลำบากใจอะไรให้พวกเ้าหรือไม่” หนึ่งในชาวบ้านเอ่ยถาม
ซานหลางส่ายศีรษะ “พวกเราก็ไม่ทราบ พอพวกเขาถามได้ความก็จากไปทันที”
“พวกเขาจากไปไกลแล้ว” ซื่อหลางยืนยันอีกคน
ชาวบ้านถามต่อ ทว่าเด็กชายทั้งสามกลับส่ายหน้าด้วยความไม่รู้เื่รู้ราว ชาวบ้านทุกคนเห็นแล้วก็ถอนหายใจ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ยามนี้สกุลกู้กำลังจะมีภัย แต่ทั้งสามคนกลับไม่รู้เื่ราวอันใดแม้แต่น้อย
ครั้นเห็นทั้งสามคนไม่รู้เื่อะไร ชาวบ้านจึงแยกย้ายกันกลับไป เ้าใหญ่ร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเดินไปที่บ้านสกุลหลิ่ว เมื่อไปถึงก็ได้เล่าเื่นี้ให้หญิงม่ายหลิ่วและหลิ่วเหวินไฉฟัง ทั้งคู่ต่างยิ้มกว้างอย่างสะใจ
รอจนในห้องเหลือแค่หลิ่วเหวินไฉกับเ้าใหญ่เพียงสองคน หลิ่วเหวินไฉกล่าวอย่างยินดีในความทุกข์ของผู้อื่น “ก่อนหน้านี้ข้ายังสงสัยอยู่ว่า เหตุใดความฝันของเ้าถึงไม่เป็จริงเสียที ไฉนสามีภรรยาสกุลกู้ถึงยังมีชีวิตอยู่ ที่แท้์บันดาลให้คนทั้งสามมีชีวิตอยู่เพื่อรอวันนี้นี่เอง”
เ้าใหญ่ช่วยจัดเก็บหนังสือบนโต๊ะพลางพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเองก็คิดอยู่เช่นกัน ความฝันของข้าจะกลายเป็จริงหรือไม่ยามนี้ท่านคงรู้แล้ว ทีนี้คงเลิกสนใจสกุลกู้ได้แล้วกระมัง”
หลิ่วเหวินไฉมองแผ่นหลังอรชรอ้อนแอ้นของเ้าใหญ่ ก่อนจะยื่นแขนไปโอบเอวแล้วดึงเข้ามากอด เอาคางเกยที่ไหล่r]k’ยิ้มถามว่า “แล้ว่นี้เ้าได้ฝันเห็นสิ่งใดอีกหรือไม่
“นับั้แ่เกิดเื่บุตรชายของคหบดีหลิวในตำบล จนถึงยามนี้ก็ผ่านมานานแล้ว เงินที่ทางนั้นให้มาเพื่อตอบแทนน้ำใจก็ถูกใช้ไปจนใกล้จะหมดแล้ว เ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าเป็บัณฑิตต้องใช้เงินจำนวนมาก ลำพังแค่ค่าพู่กันและค่าหมึกก็หลายตำลึงแล้ว ไหนจะสินสอดของเ้าเมื่อวันก่อนอีก นั่นก็หลายตำลึง…”
เพื่อให้ชายหนุ่มเชื่อว่านางมีความสามารถในการหยั่งรู้อนาคต เ้าใหญ่จึงเล่าเื่ในอนาคตให้ฟังหลายเื่ หนึ่งในนั้นคือข้อสอบในการสอบซิ่วไฉ เหตุใดนางถึงรู้ นั่นเพราะชาติก่อนหลังจากเกิดเื่กับกู้อวี้ หลิ่วเหวินไฉได้นำข้อสอบของตนเองมาให้กู้ซิ่วไฉแสดงความคิดเห็น อีกฝ่ายถูกเื่นี้กระตุ้นจนอาการป่วยทรุดหนัก วันนั้นนางอยู่ที่นั่นด้วยจึงบังเอิญได้ยินเข้าเลยจดจำได้เป็อย่างดี
อีกเื่หนึ่งที่นางบอกแก่ชายหนุ่มคือ เื่ที่อนุคนหนึ่งของคหบดีหลิวซึ่งอาศัยอยู่ในตำบลวางแผนแอบนำตัวบุตรชายไปขายให้แก่โจรค้ามนุษย์ ถึงแม้ตอนหลังจะจับตัวโจรค้ามนุษย์และอนุผู้นี้เอาไว้ได้ ทว่าไม่อาจตามตัวเด็กเจอ คหบดีหลิวถึงกับป่วยหนักเพราะเื่นี้ ต่อมาไม่นานเขาก็ตายจากไป
เื่นี้เป็เื่ใหญ่ทีเดียว นางถึงยังคงจดจำได้ ยามที่เ้าใหญ่เล่าให้ฟัง ชายหนุ่มไม่เชื่อเลยลองส่งคนไปคอยจับตาดูที่สกุลหลิว จนกระทั่งทราบว่าอนุผู้นั้นนำตัวเด็กไปขายให้แก่พวกโจรค้ามนุษย์จริง เขาถึงได้ยอมเชื่อนาง
ชาติก่อนหลังจากพวกโจรค้ามนุษย์ได้ตัวเด็กไปก็นำไปซ่อนไว้ในวัดร้างแห่งหนึ่ง สองวันต่อมาถึงค่อยนำไปขายต่อ เนื่องจากสกุลหลิวแจ้งทางการช้า กว่าทางการจะออกตามหา เด็กก็ได้ถูกพาตัวออกจากวัดร้างพาไปขายที่ใดแล้วก็ไม่รู้ ทว่าชาตินี้หลิ่วเหวินไฉไปแจ้งทางการทันทีที่เด็กถูกขายให้พวกโจรค้ามนุษย์ ทางการจึงหาตัวเด็กเจอ สกุลหลิวซาบซึ้งในน้ำใจของเขามาก ถึงกับให้เงินสองร้อยตำลึงเป็การตอบแทน
เพียงแต่เนื่องจากเด็กคนนั้นถูกพาไปไว้ยังวัดร้าง แม้จะเพียงแค่ไม่นาน แต่เพราะยังเป็เด็ก เมื่อร่างกายถูกไอเย็นเข้าจึงเป็ไข้ตัวร้อนสูงอยู่หลายวัน แม้จะรักษาจนหายดีทว่าสมองกลับไม่เหมือนคนปกติ หลังจากเื่นี้จบลง หลิ่วหวินไฉเดินทางไปสอบซิ่วไฉ ครั้นเห็นหัวข้อของข้อสอบ เขาถึงกับตะลึงงัน เพราะนั่นคือหัวข้อเดียวกับที่เ้าใหญ่บอกเขาไว้ไม่มีผิด
เป็เพราะหลิ่วเหวินไฉมีความรู้จำกัด แม้จะทราบหัวข้อในการสอบก่อนผู้อื่น และพยายามศึกษาตำราเกี่ยวกับหัวข้อนี้ทว่าอย่างไรก็ไม่อาจสอบได้เป็หลิ่นเซิง[1] เป็ได้แค่ผู้เข้าสอบที่ความรู้อยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น
ครั้นเห็นว่าเื่ที่เ้าใหญ่เล่าให้ฟังกลายเป็จริงเขาก็เชื่อจนหมดใจ ทั้งยังบอกกล่าวให้มารดาไปสู่ขอเ้าใหญ่กับสกุลหยวน
เ้าใหญ่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลิ่วเหวินไฉพร้อมกับออดอ้อน “ก็มีฝันบ้าง เพียงแต่ว่าหากได้เงินมาท่านต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง”
หลิ่วเหวินไฉคลายอ้อมกอดออกเล็กน้อย “ไหนเ้าลองว่ามาสิ หากได้เงินก้อนใหญ่มา อย่าว่าแต่แบ่งให้ครึ่งหนึ่งเลย ยกให้เ้าทั้งหมดก็ยังได้ อีกไม่นานพวกเราก็จะกลายเป็สามีภรรยากันแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นชีวิตข้าก็จะเป็ของเ้า นับประสาอะไรกับของนอกกายพวกนี้”
เ้าใหญ่ยิ้มกว้างอย่างเขินอาย “ข้าฝันถึงนิยายเล่มหนึ่ง เป็นิยายที่จะออกวางขายในอีกสองปีข้างหน้า บอกเล่าเื่ราวเกี่ยวกับการผดุงความยุติธรรม ขายดิบขายดีอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่ร้านหนังสือออกวางขาย ผู้คนจะต่างเข้าไปยื้อแย่ง ขณะที่นิยายเล่มอื่นขายได้เพียงแค่หนึ่งตำลึงหรือสองตำลึง หากแต่นิยายเล่มนี้ซึ่งราคาสูงถึงห้าตำลึงก็ยังมีคนซื้อ ผู้สูงศักดิ์บางคนหาซื้อไม่ได้ถึงกับยอมขอซื้อต่อจากผู้อื่นในราคาสูงลิ่ว…”
“จริงหรือ เ้าจำเนื้อหาได้หรือไม่” แววตาหลิ่วเหวินไฉเปล่งประกาย
“ข้าเคยอ่านมันหลายรอบย่อมจำได้ ถึงแม้ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าจดจำได้ทุกตัวอักษร แต่ยังคงจดจำเื่ราวคร่าวๆ ได้เป็อย่างดี” เ้าใหญ่กล่าวตอบ
หลิ่วเหวินไฉกล่าวว่า “แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว” จากนั้นฉุดตัวเ้าใหญ่ให้นั่งลง รินน้ำชายื่นให้อย่างเอาอกเอาใจ
เ้าใหญ่ยิ้มอย่างพึงพอใจพร้อมกับเล่าเื่ย่อของนิยายที่ว่านี้ออกมา ในขณะที่หลิ่วเหวินไฉรีบหยิบกระดาษและพู่กันมาจด
หญิงม่ายหลิ่วที่แอบดูอยู่ข้างนอกห้องเม้มปากแน่นอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ ในใจคิดด่าว่าเ้าใหญ่ต่างๆ นานา ด่าว่าจนพอใจแล้วก็หมุนกายเดินเข้าไปในห้องครัวอย่างขุ่นเคือง
[1] หลิ่นเซิง ชื่อเรียกผู้ที่สอบได้คะแนนในระดับดีในการสอบเซิงหยวนหรือการสอบในระดับท้องถิ่น
