ได้ยินคำประกาศของอู๋ฉิง สหายสนิททั้งหลายของหลิ่วเทียนฉีล้วนดีใจเป็อย่างยิ่ง
“อื้อ เทียนฉีเยี่ยมที่สุด เทียนฉีเยี่ยมที่สุดแล้ว!” หลังคำประกาศของอู๋ฉิง เฉียวรุ่ยะโอย่างดีใจขึ้นมาเป็คนแรก
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักดีใจเสียยิ่งกว่าตนก็ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ ก้าวเดินไปอยู่ข้างกาย
“เทียนฉี เ้าเก่งกาจที่สุด!” เฉียวรุ่ยมองคนรักด้วยสีหน้าเลื่อมใส ชมอย่างตั้งใจและจริงจังมาก
หลิ่วเทียนฉีจ้องใบหน้าน้อยที่ไร้การเสแสร้งและการลวงหลอกพลางลูบเส้นผมอย่างรักใคร่
ถูกลูบผมเช่นนี้ เฉียวรุ่ยขัดเขินจนหน้าแดงขึ้น เขาหลุบตา ไม่กล้าสบสายตาผู้คนที่ส่งสายตาอิจฉา
“เทียนฉี ยันต์อัคคีทองของเ้าไม่เลวเสียจริง!” ต่งเฟิงจ้องหลิ่วเทียนฉี กะพริบตาอยู่หลายที
“ศิษย์น้องหลิ่วเป็อัจฉริยะยันต์จริงๆ ถึงกับสร้างยันต์วิเศษขั้นสามที่ร้ายกาจเช่นนี้ออกมาได้!” จงหลิงมองหลิ่วเทียนฉีด้วยสีหน้านับถือ
“ใช่ ศิษย์น้องหลิ่วช่างมีความสำเร็จวิชายันต์สูงส่ง เทียบกับศิษย์ที่คิดว่าตนสูงส่งเ่าั้ ร้ายกาจกว่ากันนัก!” เมิ่งเฟยพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง ไม่กลัวโดนหาว่าล่วงเกินจนทำให้พวกเขาเกิดความแค้นสักนิด
“ฮ่าๆๆ ขอบคุณพี่สาวทั้งสองที่มีคุณธรรมออกปากให้ ที่น้องเล็กยังมียันต์อัคคีทองอีกสองสามแผ่น ข้าขอมอบให้พี่สาวทั้งสองไว้ใช้ป้องกันตัวล่ะกัน!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางหยิบยันต์อัคคีทองหกแผ่นออกมา มอบให้เมิ่งเฟยกับจงหลิงคนละสามใบ
“ขอบคุณศิษย์น้องหลิ่วยิ่ง!” พวกเขาคบหากันมานานปีย่อมไม่เกรงใจกัน ต่างรับยันต์วิเศษของตนเองไป
“ข้า ข้าเล่า? สหายก็มีคุณธรรมออกปากให้เหมือนกันนะ? ข้า ข้าะโจนคอแตก ทำไมไม่มีส่วนของข้า?” ต่งเฟิงมองสหายรักข้างกาย บอกด้วยสีหน้าน้อยใจ
หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองท่าทางของต่งเฟิงก่อนยิ้มอ่อน
“เฮ้ เทียนฉี อย่าปฏิบัติต่างกันเช่นนี้สิ มากน้อยเ้าก็ควรให้ข้าสักแผ่น ให้ข้าเอากลับไปอวดที่วิทยาลัยโอสถสักหน่อย!” ต่งเฟิงมองเพื่อนรักพลางวิงวอนอย่างน่าสงสาร
“หลิ่วเทียนฉี ยันต์อัคคีทองของเ้าหนึ่งแผ่นกี่ศิลาทิพย์หรือ ข้า้าซื้อ!” เซวียนหยวนหงเดินเข้ามาถามราคาเป็สิ่งแรก
“ถูกต้อง ศิษย์พี่หลิ่ว ยันต์แผ่นนี้ขายอย่างไร? ข้า้าซื้อเหมือนกัน!”
“ใช่แล้ว ศิษย์น้องหลิ่ว ยังมีอีกหรือไม่ ข้า้าซื้อเหมือนกัน!”
“ข้า ข้าก็อยากซื้อ!”
“ข้าด้วย ข้าด้วย...”
มีคนเริ่ม ก็มีคนไม่น้อยวิ่งมาเป็ขบวนเพื่อเข้ามาซื้อยันต์กับหลิ่วเทียนฉี
เมิ่งเฉิงเลี่ยงกับจวงไห่เห็นเขาถูกผู้คนล้อมไว้ตรงกลาง ในหัวใจพลันสะอิดสะเอียนวูบหนึ่ง ส่วนเหลิ่งเยว่กับหลิ่วซานกลับอิจฉาเป็อย่างยิ่ง
“ขอบคุณศิษย์พี่ชาย ศิษย์พี่หญิง ศิษย์น้องชายและศิษย์น้องหญิงทุกท่านที่ชื่นชม ยันต์อัคคีทองแผ่นหนึ่งขายราคาสามหมื่นศิลาทิพย์ เริ่มั้แ่วันพรุ่งนี้ หากศิษย์พี่น้องชายหญิง้าซื้อยันต์วิเศษนี้ ท่านสามารถซื้อได้ที่ต่งเฟิง ทุกวันขายยันต์วิเศษเพียงสิบแผ่น ขายหมดเท่ากับสิ้นสุด” หลิ่วเทียนฉีมองผู้คนที่้าซื้อยันต์วิเศษพลางเอ่ยขึ้น
“อ้อ เข้าใจแล้ว!” ผู้คนพากันพยักหน้าก่อนจากกันไป
“เฮ้ย เทียนฉี ทำไมเป็ข้าขายยันต์เล่า? ข้าเป็นักหลอมโอสถนะ!” ต่งเฟิงมองหลิ่วเทียนฉีด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“แน่นอนว่าต้องเป็เ้าสิ ข้าจะเก็บตัวฝึกฝนเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันจตุรแคว้น ไม่ว่างมาขายหรอก!” หลิ่วเทียนฉีพูดเหมือนเป็เื่สมควร
“ถ้าอย่างนั้น เฉียวรุ่ยของเ้าก็ว่างมิใช่หรือ?” ต่งเฟิงพูดพลางชำเลืองมองเฉียวรุ่ยที่ยืนอยู่ข้างกายเขา
“ใช่ ไม่อย่างนั้นก็ให้ข้าขายเถอะ! วันพรุ่งนี้ต่งเฟิงต้องเข้าแข่งขันอีกนะ?”
“ระดับอย่างเขา เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็เหมือนกัน อีกอย่าง าแบนตัวเ้ายังไม่หายดีเลยนะ? ไม่ควรทำงานหนัก!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีมองคนรักด้วยแววตาอ่อนโยน
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าน้อยเริ่มแดงนิดหน่อย
“เฮ้ย เ้าหมายความว่าอย่างไร? ที่บอกว่าข้าเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็เหมือนกันฮะ? ต้องดูถูกข้าปานนี้เลยหรือ?” ต่งเฟิงถลึงตาใส่หลิ่วเทียนฉีด้วยความหงุดหงิด
“ฮ่าๆๆ ช่วยข้าขายยันต์เป็งานได้เงินดีมากเชียวนะ หากเ้าไม่ยินดี เช่นนั้นข้าคงต้องไปหาคนอื่น!” หลิ่วเทียนฉีจ้องใบหน้าไม่สบอารมณ์ของต่งเฟิงก่อนยิ้มบอก
“นี่...” ต่งเฟิงได้ยินพลันลังเลขึ้นมา
“เฮ้อ ดูท่าศิษย์น้องหลิ่วจะลำเอียงรักต่งเฟิงมากจริงนะ ถึงกับเอางานดีเช่นนี้ให้ ไม่ยอมยกให้พวกเรา!” เมิ่งเฟิยเหล่ตามองหลิ่วเทียนฉี ส่งเสียงบ่นอย่างไม่พอใจ
“ฮ่าๆๆ ศิษย์พี่ทั้งสองเป็ผู้ที่ต้องเข้าร่วมการแข่งจตุรแคว้น ไยจะมีเวลาและกำลังมาช่วยข้าขายยันต์เล่า? ต่งเฟิงเป็นักหลอมโอสถขั้นสามระดับล่าง ในหมู่พวกเราไม่กี่คน เขาดูว่างที่สุด!”
“คิกๆ ศิษย์น้องหลิ่วเชื่อมั่นในตัวข้ากับเฟยเฟยมากเกินไปกระมัง การแข่งขันของวิทยาลัยค่ายกลกับวิทยาลัยหลอมอุปกรณ์ยังไม่ทันเริ่มเลยนะ!” จงหลิงยิ้มเย้า อีกฝ่ายคงเชื่อมั่นในความสามารถของนางกับเมิ่งเฟยมากสินะ
“ศิษย์พี่ทั้งสองเป็ศิษย์คนเก่งของอาจารย์ใหญ่ ทั้งยังเป็ศิษย์พี่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในวิทยาลัยเซิ่งตู ศิษย์น้องย่อมเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่ทั้งสองอยู่แล้ว!” ในนิยายต้นฉบับ พวกนางเป็ผู้ถูกเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นล่ะนะ!
“ฮ่าๆๆ หลิ่วเทียนฉี ปากเ้านี่พูดเก่งนัก ไม่เช่นนั้น เฉียวรุ่ยคงไม่ถูกเ้าล่อลวงมาอยู่ในมือโง่ๆ หรอก!” พูดถึงตรงนี้ เมิ่งเฟยยกมุมปากยิ้มกริ่ม เห็นชัดว่าพอใจกับคำเยินยอของเขา
“ข้า ข้าไม่ได้ถูกล่อลวงมานะ?” เฉียวรุ่ยย่นจมูก เอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจ
เขากับเทียนฉีชอบพอกันชัดๆ ไม่ได้ถูกหลิ่วเทียนฉีล่อลวงมาเสียหน่อย?
“ฮ่าๆๆ...” ได้ยินคำพูดของเฉียวรุ่ย ผู้คนพากันยิ้มบาง
“ศิษย์น้องต่ง หากเ้าไม่้างานเงินดีนั่น ข้าจะหาคนอื่นที่วิทยาลัยค่ายกลมาช่วยศิษย์น้องหลิ่วขายยันต์แทนนะ!” จงหลิงมองต่งเฟิงพลางยิ้มบอก
“อย่านะ ใครบอกว่าข้าไม่เอาเล่า? พวกท่านได้ยันต์วิเศษกันสามแผ่น ตั้งเก้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์เชียวนะ อย่างไรก็ต้องเหลือให้ข้าหน่อยสิ!”
“ฮ่าๆๆ!” ทุกคนมองท่าทางน้อยใจของต่งเฟิงก่อนประสานเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง
“ไปเถอะ พวกเราไปโรงอาหารกัน มื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสามคน พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เอาสิ พวกเรามาดื่มกันสักจอก ฉลองที่ศิษย์น้องหลิ่วคว้าที่หนึ่งของวิทยาลัยยันต์ได้!”
“ใช่แล้ว คราวนี้ต้องปล้นเ้าหนูนี่สักมื้อหนึ่งให้จงได้!” สหายทั้งหลายพูดคุยเล่นหัวเราะระหว่างเดินไป
.........
ทางด้านนี้ พวกหลิ่วซือกับหลิ่วซานที่มีกันห้าคนค่อนข้างหดหู่ที่เห็นพวกเขาคุยอย่างสนุกสนานก่อนเดินจากไป
“ซานซาน อย่าท้อแท้นะ!” พระเอกจับมือของหลิ่วซานไว้พลางปลอบเสียงเบา แต่ในใจกลับคิดอีกอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้ เขาคิดมาตลอดว่าซานซานเป็อัจฉริยะยันต์ มีพร์ทางยันต์ที่สุดราวกับเทพธิดายันต์ แต่วันนี้ที่มองก็ทำได้แค่นี้!
เห็นสตรีที่ตนคาดหวังมาเสมอพ่ายแพ้การแข่งขัน ในใจพระเอกเศร้าใจนิดๆ อย่างไร้สาเหตุ เขามักรู้สึกว่าหลิ่วซานที่หม่นแสงเช่นนี้ผิดแผกจากภาพภรรยาที่เขา้าอยู่เล็กน้อย เพราะภรรยาที่เขา้าคือสุดยอดอัจฉริยะ เป็ผู้แข็งแกร่งวิชายันต์ที่ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ถูกสายตานับหมื่นจับจ้อง เป็ตัวตนที่เหมือนกับ เหมือนกับหลิ่วเทียนฉี ไม่ใช่คนล้มเหลวที่พ่ายแพ้กลับมาก็เศร้าซึมเช่นนี้!
“อืม!” หลิ่วซานเงยหน้ามองพระเอกทีหนึ่ง พยักหน้าเล็กน้อย สีหน้ายังคงเศร้าใจอยู่
“ใช่แล้วศิษย์น้องหลิ่ว อย่าท้อแท้นัก เ้าเพิ่งมาวิทยาลัยยันต์หกปีกลับกลายเป็ผู้แข็งแกร่งอันดับแรกได้ นั่นก็เป็เื่ที่ยอดเยี่ยมแล้ว!” อวี๋ชิงโยวรีบร้อนเอ่ยปลอบ
“อืม ข้าทราบแล้วศิษย์พี่อวี๋ ข้าจะพยายามต่อไป!” หลิ่วซานพูดอย่างแน่วแน่ ไม่เพียงบอกอวี๋ชิงโยว ยังบอกให้บุรุษของตนฟังด้วย เพราะนางรู้ว่าบุรุษใส่ใจการแข่งขันนี้มาตลอด
“พี่สามอย่ากังวลเลย การแข่งขันครั้งนี้เพียงตัดสินผู้เข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นเท่านั้น ต่อให้ได้สิทธิ์ก็ไม่แน่ว่าจะชนะการแข่งจตุรแคว้น เข้าสู่แดนลับได้นี่!” หลิ่วซือมองหลิ่วซานพลางปลอบเสียงเบา
“ซือซือ เ้าอาจยังไม่รู้เื่นี้! ต่อให้หลิ่วเทียนฉีกับเหลิ่งเยว่พ่ายแพ้ในการแข่งขันจตุรแคว้น แต่หากผู้เข้าแข่งขันวิทยาลัยอื่นชนะการแข่ง ได้รับสิทธิ์มาแจกจ่ายให้วิทยาลัยยันต์ เช่นนั้นหลิ่วเทียนฉีกับเหลิ่งเยว่ย่อมได้สิทธิ์ก่อนแน่!” เซวียนหยวนหงอ้าปากก็เอ่ยอย่างจริงจัง
“มีกฎเช่นนี้ด้วยหรือ?” หลิ่วซานมองเซวียนหยวนหง เอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อ
“ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นพวกเ้าคิดว่าการแข่งขันคราวนี้ จัดขึ้นเพียงเพื่อคัดเืตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นอย่างนั้นหรือ?”
“หรือก็คือ หากวิทยาลัยค่ายกลหรือวิทยาลัยกระบี่ชนะการแข่งขันจตุรแคว้น ได้มาสิบสิทธิ์ สิทธิ์เหล่านี้ย่อมแบ่งสรรไปยังวิทยาลัยอื่นได้ ซึ่งหากวิทยาลัยยันต์ได้หนึ่งสิทธิ์ไป เช่นนั้นสิทธิ์นี้ย่อมเป็ของเทียนฉี แม้ว่าน้องเจ็ดจะพ่ายแพ้ในการแข่งขันยันต์ก็ยังได้สิทธิ์เข้าแดนลับอย่างนั้นหรือ?” หลิ่วซือมองเซวียนหยวนหงพลางถามอย่างไม่มั่นใจอีกหน
“ถูกต้อง เขาเป็ที่หนึ่งของวิทยาลัยยันต์ ย่อมให้สิทธิ์เขาเป็คนแรกอยู่แล้ว” เซวียนหยวนหงตอบเหมือนเป็เื่สมควร
“หากพูดเช่นนี้ ที่หนึ่งของแต่ละวิทยาลัยก็ล้วนได้เข้าแดนลับแน่นอนน่ะสิ!”
“ใช่ โดยพื้นฐานน่ะนะ! นอกเสียจากวิทยาลัยเซิ่งตูไม่ชนะมาสักสิทธิ์เดียว แต่ไม่มีทางเป็ไปได้หรอก!”
“ที่แท้เป็เช่นนี้เอง!” หลิ่วซานกับหลิ่วซือพยักหน้าเข้าใจ
“ซือซือ น้องเจ็ดของเ้าช่างร้ายกาจนัก ข้าอยากซื้อยันต์อัคคีทองกับยันต์รวมปราณทิพย์ของเขา ถ้าให้เ้าช่วยซื้อจากเขาให้ เขาจะขายราคาถูกกว่าเดิมหน่อยหรือเปล่า?” เซวียนหยวนหงมองหลิ่วซือ หัวเราะเล็กน้อยก่อนบอก
“เื่นี้...” หลิ่วซือขมวดคิ้ว ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ควรตอบอย่างไร อันที่จริง ด้วยความสัมพันธ์ของนางกับน้องเจ็ดคงไม่มีปัญหา แต่คำพูดนี้ นางกลับไม่สะดวกเอ่ยต่อหน้าหลิ่วซาน
“เกรงว่าเื่นี้คงไม่ได้ พวกเราบ้านใหญ่กับบ้านรองล้วนทะเลาะตึงเครียดกับบ้านท่านอาสาม หากท่านให้น้องสี่ซื้อยันต์วิเศษให้ท่าน ไม่เพียงน้องเจ็ดไม่ขายราคาถูก ตรงกันข้าม กลับจะยิ่งเพิ่มราคา ดังนั้น ให้ดีที่สุดท่านไปซื้อกับต่งเฟิงโดยตรงเถอะ อย่างไรพวกท่านล้วนเป็คนวิทยาลัยโอสถ ไม่แน่ต่งเฟิงอาจช่วยท่านให้ได้ราคาพิเศษก็ได้นะ?” หลิ่วซานมองเซวียนหยวนหง เอ่ยอย่างลำบากใจ
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง!” เซวียนหยวนหงพยักหน้า ไม่สะดวกพูดต่อเช่นกัน
“พูดไปแล้ว เ้าหนูนี่ชั่วร้ายจริงนะ ยันต์วิเศษขั้นสามแผ่นหนึ่งถึงกับขายสามหมื่นศิลาทิพย์ สามหมื่นก้อนศิลาทิพย์เป็ราคาของยันต์โจมตีขั้นสี่ระดับล่างเชียวนะ ขายแพงเช่นนี้ คงยากที่จะมีใครซื้อ!” อวี๋ชิงโยวพูดด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ พอเห็นยันต์อัคคีทองนั่น อวี๋ชิงโยวรู้สึกว่าพลังของมันไม่เลวนัก แต่เมื่อได้ยินว่าราคา เขาจึงตีกลองเลิกศาลทันที1
“ไม่มีทางไม่มีคนซื้อหรอก ศิษย์วิทยาลัยยันต์ต้องอยากซื้อกลับไปวาดลอกเลียนแบบแน่!” สถานการณ์เมื่อสักครู่ หลิ่วซานเห็นชัดเจนยิ่ง ศิษย์วิทยาลัยยันต์มากมายล้วนสนใจยันต์อัคคีทองแผ่นนี้นัก แม้หลิ่วเทียนฉีบอกว่าสามหมื่นก้อนศิลาทิพย์ต่อหนึ่งแผ่น ก็ยังไม่สามารถลดทอนความสนใจของผู้คนเ่าั้ได้
“ถูกต้อง ข้าก็คิดว่าต้องมีคนมากมายไปซื้อแน่ ฉะนั้น หากท่านอยากซื้อ ดีที่สุดก็คือรีบไปคุยกับต่งเฟิงก่อน!” หลิ่วซือพูดพลางชำเลืองมองเซวียนหยวนหง
“อืม ข้ารู้ ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปวิทยาลัยโอสถแล้วไปหาต่งเฟิงสักหน่อย”
“ไปเถอะ พวกเราก็ไปกินอะไรหน่อยเถอะ!” พระเอกมองทุกคนก่อนพูดเสียงเบา
“ถูกต้อง ไปกินอาหารกัน! ข้าเลี้ยงเอง” เซวียนหยวนหงพยักหน้าเห็นด้วยเป็คนแรก
“ทำไมต้องแย่งเลี้ยงอยู่ตลอดกันฮึ ต่อให้ท่านเป็องค์ชายก็ไม่ต้องทำเช่นนี้กระมัง?” หลิ่วซือถลึงตาใส่ทีหนึ่ง ว่าขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์
ในใจคิด ‘คนโง่ผู้นี้ ออกมาทุกครั้งล้วนเป็ฝ่ายออกปากเลี้ยง ช่างโง่เง่านัก!’
ได้ยินคำพูดของหลิ่วซือ เซวียนหยวนหงรู้สึกอบอุ่นหัวใจพลางคิด ‘ซือซือ เ้าเสียดายศิลาทิพย์ของข้าสินะ!’ “ฮ่าๆๆ ไม่ ไม่เป็ไรหรอก ข้าขายโอสถได้!”
“ไม่ต้องให้องค์ชายหกเลี้ยงหรอก ข้าเอง ข้าเลี้ยงศิษย์น้องทั้งสองเอง” อวี๋ชิงโยวอ้าปากบอก
“ถ้าอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นก็ได้! ครั้งหน้าให้ข้าเลี้ยงนะ!”
หารือเื่นี้เรียบร้อย ทั้งห้าคนถึงเดินจากไป
--------------------------------------------------------------
1 ตีกลองเลิกศาล (打退堂鼓) เป็สำนวนเปรียบเปรย หมายความว่า ล้มเลิกการทำเื่ใดเื่หนึ่งกลางคัน
