กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อของโรงพยาบาลทหารนั้นแตกต่างจากโลกที่นิพาคุ้นเคย
ที่ร้านยาในตรอกไฟ กลิ่นยาฆ่าเชื้อของเธอเจือปนด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตกลิ่นสมุนไพรอบแห้ง กลิ่นไม้เก่าชื้นฝน และกลิ่นของผู้คนที่แบกความเ็ปมาพร้อมกับความหวัง แต่ที่นี่... กลิ่นนั้นบริสุทธิ์ คมกริบ และเยียบเย็น เป็กลิ่นของสถานที่ซึ่งทุกตารางนิ้วถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นของระเบียบวินัยที่บังคับใช้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
นิพาเดินผ่านประตูหน้าของโรงพยาบาลทหารญี่ปุ่นในเช้าวันจันทร์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย บัตรประจำตัวที่ทาเคดะออกให้กำอยู่ในมือ กระดาษแข็งสีขาวสี่เหลี่ยม ประทับตราสีแดงฉานพร้อมตัวอักษรญี่ปุ่นที่เธอพอจะปะติดปะต่อความหมายได้ว่า "ผู้ช่วยแพทย์ได้รับอนุญาต"
ผู้ช่วยแพทย์...
เธอนึกเยาะหยันในใจ
ในชาติภพก่อน ฉันคือแพทย์ฉุกเฉิน ก่อนหน้านั้นคือศัลยแพทย์ฝึกหัดที่ทำงานสัปดาห์ละแปดสิบชั่วโมง และก่อนหน้านั้นคือนักศึกษาแพทย์ที่ต้องฟุบหลับในห้องเรียนเพราะไม่มีเวลากลับบ้าน... ทั้งหมดนั้น เพื่อมายืนตรงนี้พร้อมบัตรที่เรียกฉันว่า "ผู้ช่วย"
แต่ผู้ช่วย... คือคนที่มองเห็นได้ทุกอย่าง และนั่นคือสิ่งเดียวที่สำคัญในตอนนี้
ทหารยามรับบัตรไปตรวจ พินิจใบหน้าเธอสลับกับบัตรแข็ง ก่อนจะโค้งศีรษะให้เป็สัญญาณอนุญาตให้ผ่าน
---
พยาบาลชาวไทยคนแรกที่เธอพบ ยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าตู้ยาบนชั้นสอง กำลังสาละวนอยู่กับการนับขวดยาด้วยความเร็วและความแม่นยำอันเป็ผลจากการทำซ้ำมาแล้วนับร้อยนับพันครั้ง
เธอหันมาทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า
หญิงสาววัยยี่สิบปลายๆ ใบหน้าอิ่ม แต่รอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากนั้นดูเหมือนจะเดินทางมาถึงก่อนที่ดวงตาจะตัดสินใจว่าจะยิ้มตามด้วยหรือไม่ มันเป็รอยยิ้มที่นิพารู้จักดีรอยยิ้มที่เกิดจากการฝึกฝน ไม่ใช่จากความรู้สึก
"คุณสาวิตรีใช่ไหมคะ" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลและชัดเจน "ดิฉันสุดาค่ะ ทำงานที่นี่มาสองปีแล้ว ทาเคดะเซ็นเซฝากให้มาต้อนรับ"
"ขอบคุณค่ะ" นิพาตอบพร้อมยื่นมือออกไป
สุดาจับมือเธอ...มั่นคงและสุภาพ สายตาที่กวาดมองใบหน้าเธอนั้นเฉียบคมและเก็บทุกรายละเอียด ทว่าแฝงเร้นอยู่ภายใต้ท่าทีที่พยายามทำให้ดูเหมือนไม่ได้สังเกตอะไรเป็พิเศษ
คนนี้ฉลาด นิพาประเมินในใจ ฉลาดในแบบที่ไม่้าให้ใครรู้ว่าฉลาด
---
วันแรกในโรงพยาบาลทหารผ่านไปในม่านหมอกของความระแวดระวัง
นิพาเดินตามสุดาเป็เงา เฝ้าดู รับฟัง และบันทึกทุกสิ่งในใจ เธอไม่ปริปากแสดงความเห็นเกินจำเป็ ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาแต่รัดกุม
ห้องพักฟื้นทหารมีสามสิบเตียงทหารญี่ปุ่นสิบแปดนาย ทหารไทยเกณฑ์แปดนาย และพลเรือนที่าเ็จากเหตุการณ์ต่างๆ อีกสี่คน
ตัวเลขพวกนี้มีความหมาย นิพาคำนวณในหัวขณะเดินผ่านเตียงแล้วเตียงเล่า ทหารสิบแปดนายในห้องพักฟื้น... หากอิงตามอัตราส่วนทั่วไปที่ผู้ป่วยในห้องพักฟื้นคิดเป็หนึ่งในสิบของกำลังพลที่พร้อมรบ นั่นหมายความว่ากองกำลังหลักในละแวกนี้มีอยู่ประมาณ...
"คุณสาวิตรีคะ" เสียงของสุดาแทรกความคิดของเธอ "รบกวนดูคนไข้เตียงนี้หน่อยได้ไหมคะ"
นิพาหันขวับ ชายในเครื่องแบบทหารไทยกำลังนอนบิดตัวด้วยความเ็ป ใบหน้าซีดเผือดชุ่มเหงื่อ
เธอสาวเท้าเข้าไปหาทันที การคำนวณรอได้ แต่ชีวิตคนตรงหน้ารอไม่ได้
---
แผลที่ขาซ้ายของทหารไทยนายนั้นติดเชื้อ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต แต่หากปล่อยไว้เช่นนี้อีกสักสามวันก็ไม่แน่
นิพาล้างแผลอย่างเบามือ ขูดหนองที่เกรอะกรังออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะพันแผลใหม่ด้วยผ้าก๊อซสะอาด
"เจ็บ" ชายหนุ่มกัดฟันพูด
"ทราบค่ะ อีกครู่เดียว"
"หมอ... หมอผู้หญิงคนไทยรึ" เขาถาม ดวงตาพร่าเลือนจากพิษไข้พยายามเพ่งมอง
"ค่ะ"
"ดีแล้ว..." เขาพึมพำ น้ำเสียงนั้นมีความหมายลึกซึ้งกว่าเพียงคำพูดสองพยางค์ "...ดีแล้ว ที่มีพวกเดียวกัน"
นิพาไม่ตอบ แต่ััที่เธอบรรจงกดผ้าพันแผลลงไปนั้นอ่อนโยนกว่าเดิม
เมื่อเธอลุกขึ้นและหันกลับมา ก็พบว่าสุดายืนอยู่ที่ปลายเตียง มองดูอยู่เงียบๆ รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตาคู่นั้นกำลังบันทึกทุกการกระทำของเธอ
---
่พักเที่ยง สุดาชวนนิพาไปที่ห้องพักพยาบาล
ข้าวกล่องสองกล่องถูกนำออกมาวางข้าวสวยร้อนๆ กับปลาเค็มและผักดอง นิพาสังเกตว่าอาหารในโรงพยาบาลทหารแห่งนี้ ดีกว่าอาหารที่คนส่วนใหญ่ในพระนครได้กินอยู่มากนัก
"อยู่ที่นี่ก็สบายดีนะคะ" สุดาเอ่ยขึ้นขณะเปิดกล่องข้าวของตน "ปลอดภัยกว่าข้างนอก มีอาหาร มีที่พัก ทาเคดะเซ็นเซก็ไม่ได้โหดร้ายอย่างที่ใครๆ เขาว่ากัน"
"ทราบค่ะ" นิพาตอบสั้นๆ
"คุณสาวิตรีมาอยู่ที่นี่ั้แ่ก่อนาหรือคะ"
"ค่ะ... อยู่ตรอกไฟ"
"ตรอกไฟ..." สุดาทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เคยได้ยินชื่ออยู่ค่ะ"
ได้ยินจากไหนกัน นิพาคิด แต่ไม่ได้ถามออกไป
"ก่อนที่คุณจะมา ทาเคดะเซ็นเซพูดถึงคุณให้ฉันฟังด้วยนะคะ" สุดาพูดต่อ เหมือนเป็บทสนทนาธรรมดา แต่มีกระแสบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใต้ "ท่านบอกว่าคุณสาวิตรี... 'พิเศษ' กว่าคนอื่น"
"ท่านคงให้เกียรติเท่านั้นค่ะ"
"ไม่ใช่เื่การให้เกียรติหรอกค่ะ" สุดาแย้ง สายตาจับจ้องมาที่เธอโดยตรงกว่าครั้งไหนๆ "ทาเคดะเซ็นเซไม่ใช่คนที่จะใช้คำพูดเพื่อรักษามารยาท ท่านหมายความว่าคุณพิเศษ...จริงๆ"
นิพาตักข้าวเข้าปาก เป็การยุติบทสนทนาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ความเงียบที่โรยตัวลงในห้องนั้นอึดอัดและหนักอึ้งไปด้วยสิ่งที่ไม่ถูกพูดออกมา
---
เธอออกจากโรงพยาบาลตรงเวลาห้าโมงเย็น
สรวิชญ์รออยู่ตรงหัวมุมถนนที่ห่างออกไปสองร้อยเมตร ไม่ใช่มุมเดิมที่เคยพบกัน แต่เป็มุมใหม่ในซอยเปลี่ยวที่เธอไม่ได้ใช้เป็ปกติ
เธอเดินตรงไปหาเขา ไม่หยุด ไม่หันมองซ้ายขวา
"ตามผมมา" เขาพูดเสียงเบาเมื่อเธอเดินเข้ามาในระยะ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปโดยไม่รอคำตอบ
---
สถานที่ที่เขาพาไปคือร้านตัดผมร้างในซอยที่สามถัดจากตลาดใหญ่ หน้าร้านที่ปกคลุมด้วยฝุ่นและป้ายชื่อที่สีซีดจางจนอ่านไม่ออกบ่งบอกว่ามันถูกทิ้งร้างมานานหลายปีแล้ว แต่ประตูไม้เก่ากลับแง้มเปิดออกเมื่อสรวิชญ์เคาะเป็จังหวะเฉพาะ...สามครั้ง
ข้างในมีชายสี่คนรออยู่
ชายที่นั่งอยู่กลางห้องมีผมขาวโพลน แต่ดวงตายังคงคมปลาบแม้วัยจะล่วงเลยไปมากกว่าใครในที่นั้น เขาแต่งกายมอซ่อจนแทบไม่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป แต่ท่วงท่าการนั่งนั้นองอาจและเปี่ยมด้วยอำนาจของคนที่คุ้นชินกับการออกคำสั่ง
"นางหมอ" เขาเอ่ยทัก น้ำเสียงนั้นเป็การประเมินมากกว่าทักทาย "ฉันได้ยินเื่ของคุณมาหลายสัปดาห์แล้ว"
"ท่านคือ"
"แค่รู้ว่าฉันเป็คนตัดสินใจก็พอ" เขาตัดบทอย่างสุภาพแต่เด็ดขาด "คุณมาที่นี่เพราะตัดสินใจแล้ว หน้าที่ของฉันมีเพียงเพื่อยืนยันว่าคุณเข้าใจดีว่ากำลังตัดสินใจทำอะไร"
"เข้าใจค่ะ"
"ไหนลองว่ามาให้ฟัง"
นิพาสบตากับชายผมขาว ดวงตาคู่นั้นไม่มีความปรานี แต่ก็ไม่มีความโหดร้าย...มันเป็ดวงตาของคนที่เคยส่งคนไปตาย และต้องแน่ใจว่าคนที่กำลังจะส่งไปนั้นพร้อมสำหรับทุกสิ่ง
"ฉันจะรับตำแหน่งในโรงพยาบาลทหารญี่ปุ่น" เธอพูดอย่างหนักแน่น "ฉันจะรักษาคนไข้ทุกคนที่นั่น เพราะนั่นคือหน้าที่ของฉัน แต่ในระหว่างนั้น หากฉันได้เห็นหรือได้ยินสิ่งใดที่เป็ประโยชน์ต่อขบวนการเสรีไทย ฉันจะส่งข่าวผ่านช่องทางที่กำหนด... ฉันจะไม่เสี่ยงชีวิตตัวเองหรือใครเพื่อข้อมูลที่ไม่คุ้มค่า และที่สำคัญที่สุด ฉันจะไม่ทำสิ่งใดที่ขัดต่อคำสัตย์ปฏิญาณของแพทย์ จะไม่ทำร้ายคนไข้... ไม่ว่าเขาจะเป็ฝ่ายไหนก็ตาม"
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ชายผมขาวจ้องมองเธอเนิ่นนาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
"ดี" เขาพูดในที่สุด "นั่นคือสิ่งที่เสรีไทย้า เราไม่้าสายลับ... เรา้าคนแบบคุณ คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร"
---
พิธีสาบานตนนั้นเรียบง่ายและรวบรัด
ไม่มีแสงเทียน ไม่มีบทสวด ไม่มีถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
มีเพียงคำสาบานสั้นๆ ที่ชายผมขาวเป็ผู้กล่าวนำ และเธอเป็ผู้กล่าวตามคำสาบานต่อผืนแผ่นดิน ต่อผู้คนบนแผ่นดิน และต่ออนาคตที่ควรจะเป็เมื่อาครั้งนี้จบสิ้น
เธอได้รับชื่อรหัสว่า "หมากฝรั่ง"ชื่อที่ดูธรรมดาและไม่น่าจดจำ ซึ่งสรวิชญ์อธิบายในภายหลังว่านั่นคือจุดประสงค์ของมัน
เธอได้รับช่องทางการสื่อสารซึ่งอาจไม่ใช่สรวิชญ์เสมอไป บางครั้งอาจเป็ขวัญ หรือคนอื่นที่เธอจะได้รู้จักเมื่อถึงเวลา
และสุดท้าย... เธอได้รับคำเตือน
"คนที่ทำงานแบบคุณ" ชายผมขาวกล่าวทิ้งท้ายก่อนจากไป "ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกจับเพราะทำพลาด แต่ถูกจับเพราะคนรอบข้างสังเกตเห็นความผิดปกติ... จงระวังคนอื่นให้มากกว่าระวังตัวเอง"
---
นิพากลับถึงบ้านในตอนค่ำ ใช้เส้นทางเดิมที่คุ้นเคย
แต่เมื่อเดินผ่านมุมถนนที่มองเห็นโรงพยาบาลทหารได้แต่ไกล...เธอก็ชะงักฝีเท้า
หน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสองหน้าต่างห้องเก็บอุปกรณ์ที่เธอเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อเช้าซึ่งควรจะปิดอยู่ตลอดเวลา บัดนี้กลับเปิดแง้มไว้
และในกรอบหน้าต่างนั้น... เพียงชั่ววูบเดียวก่อนที่เงาร่างนั้นจะหายวับไป...คือเงาของสุดา
เธอยืนอยู่ตรงนั้น...นานพอที่จะเห็นว่าฉันเลี้ยวไปทางไหน
นิพายืนนิ่งอยู่กลางถนนเกือบนาที
คำพูดของชายผมขาวดังก้องในหัวจงระวังคนอื่นให้มากกว่าระวังตัวเอง
แค่วันแรกเท่านั้น...
เธอเริ่มออกเดินต่อด้วยจังหวะก้าวเท่าเดิม ไม่เร็วขึ้น ไม่ช้าลง สีหน้าไม่เปลี่ยน มือยังคงแกว่งไกวเป็ปกติ แต่ในสมอง...ความคิดกำลังวิ่งวนด้วยความเร็วสูงสุด
สุดาเห็นตอนฉันออกจากโรงพยาบาล เห็นว่าฉันเดินไปทางซอยสาม แต่เธอไม่น่าจะเห็นว่าฉันเข้าไปในร้านไหน... หากเธอแค่สงสัย เื่ยังพอรับมือได้ แต่ถ้ารายงานเื่นี้ขึ้นไป...
ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าสุดาเป็ใคร... ก่อนที่เธอจะรู้ว่าฉันเป็ใคร
ความคิดของเธอสะดุดลงอีกครั้งเมื่อเลี้ยวเข้าหัวมุมถนนใหญ่
เธอเห็นสุดาเดินออกมาจากประตูหลังของโรงพยาบาลประตูที่พยาบาลทั่วไปไม่ใช้ เพราะมันนำไปสู่ถนนที่อ้อมกว่ามาก เธอกำลังเดินอย่างเร่งรีบ...ไม่ใช่ในทิศทางที่จะกลับบ้านพักพยาบาล แต่เป็ทิศทางที่มุ่งตรงไปยังอาคารสำนักงานบัญชีของกองทัพ
รายงาน...
เธอไปรายงาน...ั้แ่วันแรก
---
คืนนั้น ก่อนจะล้มตัวลงนอน นิพาเปิดสมุดบันทึกเล่มที่เธอใช้จดความรู้ทางการแพทย์เพื่อสอนขวัญ
เธอเปิดไปยังหน้าใหม่ แล้วเขียนชื่อหนึ่งลงไป
สุดา
จากนั้นจึงเริ่มบันทึกทุกสิ่งที่สังเกตเห็น ทุกคำถามที่เธอถามและไม่ได้ถาม สีหน้าที่เปลี่ยนไปและสีหน้าที่ไม่เคยเปลี่ยน...และหน้าต่างบานนั้นที่เปิดออกในเวลาที่ไม่ควรเปิด
ในปี 2024 เธอเคยเขียนบันทึกอาการของคนไข้เช่นนี้บันทึกสัญญาณชีพ อาการแทรกซ้อน และความผิดปกติต่างๆ
แต่ในคืนนี้...เธอกำลังเขียนบันทึกอาการของสายลับ
วันแรกของการเริ่มต้นสองบทบาทในเวลาเดียวกัน
และยังไม่มีอะไรผิดพลาด
...ยัง
