“จะให้ข้ากล้าทำอย่างนั้นได้ยังไง!” ผู้าุโติงคิดไปคิดมาแล้วก็พูดออกมาว่า “ถ้างั้นข้าเองก็จะเรียกท่านว่าพี่อวิ๋นเหมือนกัน”
ต่างฝ่ายต่างก็เรียกกันแบบพี่น้อง แต่ก็มีความเคารพอยู่ในนั้นเช่นกัน
ลุงอวิ๋นเองก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป เขาให้พี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงเรียกเขาว่าลุงอวิ๋น เหมือนกับที่ติงเหว่ยเรียกเขา
พี่รองสกุลติงเห็นโลกมามากมาย เขารู้ว่าสกุลกงจื้อตั้งใจสานสัมพันธ์กับครอบครัวของเขา เขาจึงไม่ได้ปฏิเสธไป แล้วก็รีบเรียกออกมาก่อนว่าลุงอวิ๋น พี่ใหญ่สกุลติงก็รีบเรียกตามเช่นกัน
ลุงอวิ๋นมองไปด้านนอกประตูเห็นหัวเล็กๆ สองหัวโผล่ออกมา เขายิ้มตาหยีและกวักมือเรียกให้พวกเขาเข้ามา “เด็กน้อยสองคนนี้ต่างก็ผิวขาวสะอาดสะอ้าน ดูแล้วช่างมีวาสนาจริงๆ!”
พวกผู้ใหญ่กำลังรับแขกและคุยเื่สำคัญกัน แน่นอนว่าพวกเขาก็ต้องกันเด็กน้อยออกไปข้างนอก เมื่อสักครู่แม่นางหลิวก็เกลี้ยกล่อมให้เด็กทั้งสองคนไปเล่นในเรือนหลัง ไม่รู้ว่าเพราะความอยากรู้อยากเห็นหรือว่าอย่างไร ทั้งต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เด็กทั้งสองคนเล่นกันอยู่ครู่หนึ่งก็พากันเดินกลับมาที่นี่อีกแล้ว
แม่นางหลิวที่นั่งรอปรนนิบัติรับใช้อยู่ที่ข้างประตูก็รู้สึกหน้าร้อนขึ้นมาในทันที นางรีบลุกขึ้นและอยากจะไล่เด็กๆ ออกไปข้างนอก
ทว่าต้าเป่ากลับใช้ขาน้อยๆ ของเขาวิ่งตึงตังไปที่ข้างกายติงเหว่ย และพยายามมุดตัวของเขาเข้าไปในอ้อมแขนของท่านอา “ท่านอา ท่านไม่ได้กลับมาหาต้าเป่าตั้งนานแล้ว ต้าเป่าคิดถึงท่านอาแล้ว!”
ฝูเอ๋อร์เองก็ไม่ยอมรั้งท้าย นางรีบวิ่งตามไปติดๆ และเบียดตัวด้วยกัน “ท่านอา ฝูเอ๋อร์เองก็คิดถึงท่านอาแล้วเหมือนกัน!”
ติงเหว่ยหัวเราะออกมาเล็กน้อย เมื่อเห็นแม่นางหลิวและแม่นางหวังมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ก็พูดเกลี้ยกล่อมออกมา “เ้าทั้งสองทำไมถึงวิ่งเข้ามาในห้องล่ะ ดูสิมือน้อยๆ ยังเลอะไปหมดเลย รีบไปล้างเร็วเข้า เดี๋ยวอาจะทำของอร่อยๆ ให้พวกเ้ากิน!”
“ท่านอาดีที่สุดเลย ข้าจะไปล้างมือก่อน!” ฝีมือการทำอาหารของติงเหว่ยเด็กทั้งสองต่างก็รู้ดี เมื่อเขาได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็นึกถึงขนมสีสันต่างๆ ที่เคยกิน ปากน้อยๆ ของพวกเขาก็แทบจะน้ำลายไหลออกมาเลย
ฝูเอ๋อร์หัวเราะคิกคักและวิ่งออกไปอย่างมีความสุข
แม่นางหลิวเหลือบตามองแม่นางหวังที่นั่งอยู่ข้างประตูโดยไม่ขยับราวกับทองไม่รู้ร้อน และแม่นางหลิวก็รู้ดีว่านางไม่ยินยอมที่จะออกไปอย่างแน่นอนก็เลยแอบถอนหายใจหนึ่งทีและลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เด็กสองคนนี้ดื้อซนมาก เดี๋ยวจะตักน้ำหกกระจายเต็มพื้นไปหมด ข้าขอตัวออกไปดูสักหน่อย!”
หลังจากพูดจบนางก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไป
ต้าเป่าและฝูเอ๋อร์ล้างมือเรียบร้อย และร้องหาติงเหว่ยเสียงดังอย่างที่คาดไว้ แม่นางหลิวปลอบพวกเขาอยู่นานสองนาน และก็หยิบขนมเปี๊ยะที่พี่รองสกุลติงซื้อมาส่งให้พวกเด็กๆ ด้วย พอมีของกินแล้วเด็กทั้งสองก็สงบลง แม่นางหลิวจึงคอยดูแลเด็กๆ อยู่ข้างนอกโดยไม่ได้กลับเข้าไปอีก
ไม่ว่าคนสกุลอวิ๋นจะมาด้วยเหตุใด ก็มีพวกผู้ชายในครอบครัวอยู่ที่นี่ อีกอย่างสตรีเช่นนางก็ไม่จำเป็ต้องออกหน้า
ผู้าุโติงที่นั่งอยู่ในห้องก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย “เด็กในชนบทไม่ค่อยมีกฎระเบียบเท่าไร ให้พี่อวิ๋นเห็นเื่น่าอายเสียแล้ว”
ลุงอวิ๋นโบกมือไปมาและพูดออกมาด้วยความอิจฉาเล็กน้อย “ข้าชอบเด็ก แต่น่าเสียดายที่ในจวนเงียบสงัดเกินไป ไม่เหมือนกับพี่ติงมีเด็กถึงสองคน ปกติแล้วคงจะคึกคักไม่น้อย”
“เวลาที่เด็กทั้งสองเกิดแมวก็รังเกียจสุนัขก็รำคาญ [1] มักจะซนและเกเรไม่น้อยเช่นกัน!” ผู้าุโติงยิ้มจนตาหยีพร้อมพูดออกมาหนึ่งประโยค แล้วในที่สุดก็ลองถามออกมาว่า “ที่พี่อวิ๋นมาในวันนี้ เพื่อตั้งใจมาส่งติงเหว่ยโดยเฉพาะ หรือว่ามีเื่อื่นหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คนอื่นๆ ในห้องต่างก็ยกหูขึ้นรอฟัง
ลุงอวิ๋นมองไปที่ทุกคนในครอบครัวสกุลติง เขาไม่ปิดบังอีกต่อไปและพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ความจริงแล้วที่ข้าเสียมารยาทมาถึงที่นี่ก็มีเื่สำคัญจะพูดจริงๆ!” เขายิ้มออกมาน้อยๆ และน้ำเสียงก็ยิ่งเป็มิตรขึ้นไปอีก “พูดกันตามตรง ท่านแม่ทัพของข้าเกณฑ์ผู้อพยพจำนวนมากเข้ากองทัพ กองทหารเข้มแข็งไม่เบา และยังมีคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่รู้ข่าวแล้วเลื่อมใสชื่นชมในชื่อเสียงนายท่านของข้า และยังจะมาเข้าร่วมทัพด้วย ในไม่ช้าก็จะเคลื่อนทัพขึ้นเหนือ ตามหลักการแล้วพวกท่านสกุลติงอยู่ที่นี่ก็ถือว่าเป็สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ทุกอย่างต่างก็กลัวเหตุการณ์ไม่คาดฝันทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าข้าพูดจาเลื่อนลอย มิใช่เพื่อข่มขู่ผู้อื่นให้หวาดกลัวและทำลายศักดิ์ศรีของตนเอง ทุกอย่างก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงจะไม่เกิดความสูญเสีย! ส่วนแม่นางติงและอันเกอเอ๋อร์ ไม่ว่าจะเป็ข้าหรือนายน้อยของข้าล้วนอยากให้นางอยู่ต่อที่จวนสกุลอวิ๋น มีพวกเราคอยปกป้อง เื่ความปลอดภัยจะไม่มีข้อผิดพลาดอย่างแน่นอน
อีกอย่างบนโลกนี้ไม่มีกำแพงที่ไม่มีรู คนมากมายในอำเภอเมืองต่างก็รู้ว่าแม่นางติงทำงานในจวนสกุลอวิ๋น สกุลติงกับสกุลอวิ๋นก็สนิทสนมกัน ถ้าเกิดว่ากองทัพของศัตรูใช้วิธีการสกปรกขึ้นมา ถึงตอนนั้นสกุลติงก็คงจะตกอยู่ในอันตรายไปด้วย
เช่นนั้นมิสู้พี่ติงฟังคำเกลี้ยกล่อมของข้าสักหน่อย และรีบอพยพไปทางใต้เถอะ ทุกวันนี้ผู้อพยพทางใต้ล้วนมาเข้าร่วมในกองทัพหมดแล้ว และก็ยังมีกองทัพปักหลักอยู่ด้วย ต่อไปจะต้องเป็สถานที่ที่ปลอดภัยและเงียบสงบที่สุดอย่างแน่นอน นายน้อยของพวกเราก็ได้เสาะหาพื้นที่ที่เงียบสงบปลอดภัย แล้วก็ร้านค้าและที่เพาะปลูกเอาไว้แล้ว เพื่อจะได้เตรียมสถานที่หลบภัยให้กับครอบครัว
ในเมื่อสกุลติงต้องเดือดร้อนเพราะพวกเราสกุลกงจื้อ และมีความกังวลด้านความปลอดภัย ดังนั้นพวกเราสกุลกงจื้อก็ควรมีหน้าที่ในการปกป้อง ข้าเองก็เตรียมองครักษ์ไว้จำนวนหนึ่ง รอเพียงพวกท่านเก็บของเสร็จก็พร้อมออกเดินทางทันที รับรองว่าจะทำให้พวกท่านเดินทางถึงโดยสวัสดิภาพอย่างแน่นอน”
คำพูดเหล่านี้ที่ผู้าุโพูดออกมาทำให้ทุกคนใเป็อย่างมาก
ผู้าุโติงมองไปที่ลูกชายทั้งสองของเขาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็มองไปที่ลูกสาว เขาเอ่ยปากถามออกมาหนึ่งประโยคว่า “พี่อวิ๋น ท่านกำลังจะบอกว่าที่อำเภอชิงผิงแห่งนี้ก็ไม่ปลอดภัยอย่างนั้นหรือ?”
ลุงอวิ๋นลูบเคราของเขาและพูดอย่างใจเย็นว่า “าเพิ่งจะเริ่มต้น ไม่มีใครสามารถรับรองได้ ดังนั้นการอพยพไปทางใต้จึงเป็วิธีการที่ดีที่สุด พี่ชายโปรดวางใจข้าได้เลือกสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงด้านอู่ข้าวอู่น้ำเอาไว้แล้ว ไม่ต้องกังวลทั้งเื่เสื้อผ้าและอาหาร ขนบธรรมเนียมประเพณีเรียบง่าย ต่อให้จะถอยออกมาหมื่นก้าว [2] แล้วพูดว่านายน้อยของข้าจะพ่ายแพ้ แค่พวกท่านอยู่ที่นั่น ก็จะไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางของครอบครัวพวกท่าน รับรองว่าปลอดภัยอย่างแน่นอน พวกท่านเองก็ไม่จำเป็ต้องย้ายกลับมาถือเสียว่าเป็การก่อร่างสร้างตัว หากว่านายน้อยของข้าชนะ พอถึงตอนนั้นเกรงว่าพวกท่านจะไปที่ไหนก็ได้ในแผ่นดินนี้ หรือจะย้ายกลับมาก็สุดแต่พวกท่านปรารถนา!”
“ไม่หรอกมั้ง?” แม่นางหลี่ว์เองก็ใเป็อย่างมาก ฮูหยินคนหนึ่งที่มีความรู้จำกัด เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้หัวใจของนางก็เต้นแรงจนแทบจะะเิ นางไม่สนใจเื่มารยาทอีกต่อไปและโพล่งออกมาว่า “ในเมื่อแผ่นดินนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัย เหว่ยเอ๋อร์ของพวกเราติดตามพวกท่านไปไม่ใช่ว่ายิ่งอันตรายหรอกหรือ ไม่ว่าจะไปที่ไหนพวกเราทั้งครอบครัวจะต้องอยู่ด้วยกัน!”
พี่ใหญ่สกุลติงและพี่รองสกุลติงเองก็เห็นด้วย สายตาของพวกเขามองไปที่ลุงอวิ๋นอย่างหวาดระแวง
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ท่าทางของสกุลอวิ๋นก็แปลกประหลาดอยู่ดี ลุงอวิ๋นเอาแต่พูดว่าการอยู่ในอำเภอชิงผิงเป็เื่ที่อันตราย และท่านแม่ทัพกงจื้อก็อาจพ่ายแพ้ได้ แต่เขาก็ยังยืนกรานว่าจะพาติงเหว่ยไปอยู่ข้างกายด้วย!
มีอะไรอยู่เื้ัเื่นี้กันแน่?
ลุงอวิ๋นไม่สะดวกที่จะอธิบาย ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงฝืนเกลี้ยกล่อมต่อไปว่า “พี่สะใภ้ แม่นางติงกับอันเกอเอ๋อร์ติดตามพวกเราไปด้วยจะปลอดภัยที่สุด ขอให้ท่านโปรดวางใจ เมื่อครู่ข้าแค่พูดถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันเท่านั้น แต่หากว่าเกิดเื่เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ ข้ากับท่านแม่ทัพจัดการเตรียมเื่ทุกอย่างเอาไว้ทั้งหมดแล้ว และจะส่งแม่นางติงกับอันเกอเอ๋อร์ไปอยู่ข้างกายพวกท่านอย่างปลอดภัย”
อวิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังลุงอวิ๋นราวกับมนุษย์ล่องหนมาโดยตลอดเมื่อนางเห็นแบบนี้นางก็ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมคำนับ น้ำเสียงของนางทั้งชัดเจนและหนักแน่น “ท่านผู้าุโติงและฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะเป็องครักษ์คอยติดตามและปกป้องอยู่ข้างกายแม่นางติงและอันเกอเอ๋อร์ ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเขาได้รับความใแม้แต่นิดเดียว”
แม่นางหลี่ว์ยังคงไม่เชื่อ ปากของนางขยับไปมาแต่ไม่ได้พูดอะไร ทว่าแววตาแห่งความสงสัยของนางก็กวาดไปที่ลุงอวิ๋นครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นก็โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อดึงลูกสาวเข้ามาอยู่ข้างหลังและขวางเอาไว้ ราวกับแม่ไก่ที่กำลังปกป้องลูกไก่ไม่มีผิด
ลุงอวิ๋นฝืนยิ้มออกมา ครอบครัวนี้รักลูกสาวเป็อย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าใช้ใจแลกใจใช้เหตุผลแลกเหตุผล [3] จะต้องสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาได้สำเร็จอย่างแน่นอน ใครเล่าจะนึกว่าเขาล้มเหลวเสียแล้ว
ผู้าุโติงสูบยาสูบอย่างหนักอยู่ครู่ใหญ่ ดวงตาที่ขุ่นมัวทั้งสองข้างของเขามองไปที่ลูกสาวของตน เมื่อเห็นว่านางขมวดคิ้วและเห็นได้ชัดว่าลำบากใจ ทำให้เขาค่อยๆ ถอนหายใจในใจ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่และก็พูดออกมาว่า “พี่อวิ๋น เื่นี้ขอเวลาให้ครอบครัวของพวกเราสักหน่อย ให้พวกเราปรึกษาหารือกันอย่างถี่ถ้วน เนื่องจากเื่นี้เป็เื่ที่ใหญ่มากเกินไปจริงๆ พวกเราไม่กล้าตัดสินใจในทันที!”
ลุงอวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็ตกลง “ได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่เวลาก็เหลือไม่มากแล้ว ยังไงพี่ติงก็ช่วยตัดสินใจเร็วสักหน่อย ยิ่งเร็วยิ่งดี!”
ผู้าุโติงพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว ความหวังดีของพี่อวิ๋นและท่านแม่ทัพกงจื้อ พวกเราทั้งครอบครัวต่างก็รู้ดี และในใจก็รู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างมาก”
หลังจากพูดจบเขาก็มองไปที่ลูกสาวของเขาอีกครั้งและพูดอย่างระมัดระวังว่า “เหว่ยเอ๋อร์ของเราไม่ได้กลับมาอยู่บ้านเป็เวลานานแล้ว กว่าจะกลับมาได้สักครั้งก็ไม่ใช่เื่ง่ายจริงๆ หลานชายและหลานสาวทั้งสองเองก็คิดถึงนาง พี่อวิ๋นท่านว่าให้นางอยู่ค้างที่บ้านสักคืนแล้วค่อยกลับไปได้หรือไม่?”
ลุงอวิ๋นลังเลนิดหน่อย เขามองไปยังติงเหว่ยและถามด้วยน้ำเสียงที่ตั้งคำถาม “แม่นางติง?”
ติงเหว่ยคิดว่าอันเกอเอ๋อร์ก็มีเฉิงเหนียงจื่อคอยดูแลอยู่นางก็เลยไม่ต้องกังวล ดังนั้นจึงพูดว่า “เช่นนั้นข้าขออยู่ค้างที่บ้านสักคืนหนึ่ง แล้ววันรุ่งขึ้นในเวลานี้ค่อยกลับไปได้หรือไม่ลุงอวิ๋น?”
ลุงอวิ๋นไม่เหมาะที่จะคัดค้าน เขาก็เลยตอบตกลงออกมา “ตกลง! งั้นให้อวิ๋นอิ่งอยู่ที่นี่ด้วย วันรุ่งขึ้นในเวลานี้ข้าจะให้คนมารับเ้า!”
ผู้าุโติงก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อครู่อวิ๋นอิ่งก็บอกว่านางมีวรยุทธ์ติดตัว หากว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ อย่างไรก็มีประโยชน์กว่าคนในครอบครัวของเขามากกว่าสามส่วน
ทั้งครอบครัวช่วยกันส่งลุงอวิ๋นและคนอื่นๆ กลับ อวิ๋นอิ่งก็อ้างว่าเหนื่อยและไปนั่งในลาน ปล่อยให้คนในครอบครัวสกุลติงสบตากันอย่างพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
……
แม่นางหลี่ว์คิดไปคิดมาจากนั้นก็พาลูกสาวของนางเข้าไปในห้อง และมองนางอย่างพิจารณาพร้อมถามด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “เหว่ยเอ๋อร์ เ้าว่าลุงอวิ๋นหมายความว่ายังไงกันแน่ เหตุใดเขาถึงไม่ยอมให้เ้ากลับบ้าน?”
ติงเหว่ยไม่รู้ว่านางควรจะพูดอย่างไรเื่ที่นางกับกงจื้อิรักกัน อีกอย่างอนาคตของทั้งสองคนก็ยังไม่ชัดเจน นางเองก็ไม่อยากให้ที่บ้านต้องกังวล ดังนั้นนางก็เลยหาเหตุผลที่พอจะรับได้ออกมา “ท่านแม่ ท่านลืมแล้วหรือว่าข้าได้เรียนวิชาการนวดจากท่านย่าเทวาูเามานิดหน่อย นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครสามารถทำได้ เนื่องจากท่านแม่ทัพกงจื้อถูกพิษ ทุกวันนี้ต่อให้จะแก้พิษไปแล้ว ทว่าร่างกายของเขาก็ยังไม่ได้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม ซึ่งก็มีผลกระทบไปถึงทั้งการขี่ม้าและยิงธนู จะหวังพึ่งยาอย่างเดียวก็ไม่มีผลอะไรมาก ดังนั้นลุงอวิ๋นก็เลยอยากให้ข้าติดตามอยู่ข้างกาย เพื่อที่จะสามารถช่วยนายน้อยกดจุดกระตุ้นการไหลเวียนของเืได้ตลอดเวลา!”
คำโกหกยิ่งพูดก็ยิ่งลื่นไหล นางเอนตัวเข้าไปซบที่แขนของแม่นางหลี่ว์ด้วยความน้อยใจ และพูดบ่นออกมาว่า “ท่านแม่ ท่านคิดว่าห้าสิบตำลึงในแต่ละเดือนนั้นหามาได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ! ในเมื่อใช้วิธีการของเขายังไงก็ต้องฟังตามที่เขาจัดการไม่ใช่หรือ?”
หลังจากที่ได้ฟังเช่นนั้น แม่นางหลี่ว์กลับคลายความสงสัยไปบ้าง นางพยักหน้าและพูดว่า “หากพูดเช่นนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้เ้าไป!”
ผู้าุโติงตามสองแม่ลูกเข้ามาในห้อง หลังจากที่เขาได้ยินคำอธิบายของลูกสาว เขากลับขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
บางทีการช่วยรักษาท่านแม่ทัพกงจื้อก็อาจเป็เหตุผลหนึ่ง แต่เขาก็มักจะรู้สึกว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้น
เพียงแต่เขาก็ไม่ได้พูดคำเหล่านี้ออกมา เขายื่นมือออกไปอยากจะหยิบปล้องยาสูบมาสูบ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวไม่ชอบให้เขาสูบ และเกรงว่าควันจะไปโดนนาง ก็เลยวางปล้องยาสูบลงไปอีกครั้ง
ติงเหว่ยที่กำลังออดอ้อนแม่ของนางอยู่ เมื่อหันมาเห็นท่าทางเช่นนี้ของพ่อก็หัวเราะออกมา “ท่านพ่อ ท่านอยากสูบก็สูบเถอะ อันเกอเอ๋อร์ไม่อยู่ ไม่เป็ไร!”
-----------------------------------------
[1] แมวก็รังเกียจสุนัขก็รำคาญ 猫嫌狗厌 หมายถึง ใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่างที่น่ารำคาญมากจนแม้แต่สัตว์ก็ไม่อยากเข้าใกล้
[2] ถอยออกมาหมื่นก้าว 退一万步 หมายถึง การตั้งสมมติฐานบางอย่างที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
[3] ใช้ใจแลกใจใช้เหตุผลแลกเหตุผล 晓之以理动之以情 หมายถึง ต้องใช้ความรู้สึกในการโน้มน้าวจิตใจผู้อื่นและต้องใช้เหตุผลในการทำให้ผู้อื่นเข้าใจ
