บทที่ 2 แม่ต๋า! ไม้อันนี้หย่อยมาก!
ความเย็นเยียบของอากาศลอดผ่านช่องโหว่ของหลังคาฟางที่พังยับเยิน มู่หลันลืมตาขึ้นมองเพดานที่เต็มไปด้วยหยากไย่ ร่างกายของเธอหนักอึ้งราวกับถูกหินผานับพันชั่งกดทับ ความทรงจำสายหนึ่งไหลบ่าเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ปั่นป่วนจนรู้สึกวิงเวียนไปหมด
ร่างนี้ชื่อมู่หลันเช่นกัน เป็หญิงหม้ายผู้น่าสงสารในหมู่บ้านจินเฟิง ชายขอบของแคว้นต้าเฉียน ชื่อที่หมายถึงทองคำและความอุดมสมบูรณ์พูนสุข แต่ความจริงเบื้องหน้ากลับตลกไม่ออก แผ่นดินแตกสระแหงจนไร้เงาหญ้าเขียวขจี หมู่บ้านถูกลืมเลือนท่ามกลางภัยแล้งที่ยาวนานกว่าสามปี สามีหายสาบสูญไปในกองทัพ ทิ้งให้เธอสู้ชีวิตตามลำพังจนกระทั่งร่างนี้หมดลมหายใจเพราะความอดอยาก
“กึก... กึก...”
เสียงประหลาดแว่วมาจากมุมมืดของห้องที่ทั้งชื้นแฉะและอับจนไร้หนทาง มู่หลันพยายามเค้นแรงทั้งหมดเพื่อยันกายที่ร่วงโรยลุกขึ้น แขนขาของเธอผอมเพรียวซูบซีดจนเห็นรอยข้อกระดูกปูดโปนสั่นระริกอย่างน่าเวทนา สายตาที่พร่ามัวจากการขาดสารอาหารค่อยๆ ปรับโฟกัสช้าๆ จนกระทั่งภาพเบื้องหน้าทำให้เธอแทบจะลืมวิธีหายใจ
ร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งนั่งคูตัวอยู่บนพื้นไม้ที่ผุพังจนแทบจะกลายเป็ธุลีดิน ท่ามกลางแสงสลัวที่ลอดผ่านรูโหว่ของหลังคา ร่างนั้นผอมโซจนเห็นซี่โครงแต่ละซี่โปนออกมาชัดเจนราวกับซี่กรงเหล็กที่ขังิญญาเด็กน้อยเอาไว้ ิัของเธอแห้งกร้าน แตกเป็ขุยและบางใสจนเห็นเส้นเืฝอยเลือนลาง แขนขาเล็กจ้อยสั่นพริ้วไปตามจังหวะลมหายใจที่แ่เบาเหมือนกิ่งไม้แห้งกรอบที่พร้อมจะหักโค่นลงเพียงแค่มีลมพัดผ่าน นั่นคือเสี่ยวเปาเปา แก้วตาดวงใจเพียงหนึ่งเดียวของร่างนี้ที่เหลืออยู่เพียงลมหายใจสุดท้าย
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากระชากหัวใจของมู่หลันจนแหลกละเอียดเป็ผุยผง รสชาติของความขมปร่าและกลิ่นอายของความสูญเสียแล่นขึ้นมาจุกที่ลำคอจนเธอแทบจะกรีดร้องไม่ออก ความรู้สึกผิดต่อดวงิญญาน้อยๆ นี้ถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นั์
เด็กน้อยวัยเพียงสามขวบกำลังตั้งอกตั้งใจใช้ฟันซี่เล็กๆ ที่เริ่มโยกคลอนแทะแผ่นไม้กระดานผุๆ จากพื้นบ้านอย่างมุ่งมั่น แววตาของเธอที่ควรจะสดใสสมวัยกลับเลื่อนลอยและลึกโหลราวกับบ่อน้ำที่แห้งขอด เธอเคี้ยวเศษไม้นั้นด้วยความหิวกระหายราวกับมันคือเนื้อนุ่มๆ หรือขนมรสเลิศ น้ำตาเม็ดโป่งคลออยู่ที่เบ้าตาที่ลึกโหลของเสี่ยวเปาเปา แต่เธอกลับไม่มีแม้แต่แรงจะเปล่งเสียงสะอื้นไห้ออกมา
“แม่ต๋า! ตื่นแด่วหยอ”
เสียงเล็กๆ นั้นสั่นเครือ แหบพร่า และเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่กลับแฝงด้วยความดีใจอย่างที่สุดที่เห็นมารดาขยับตัว
“เสี่ยวเปา... ลูก... ลูกทำอะไรน่ะ”
มู่หลันเค้นเสียงถามผ่านลำคอที่แห้งผาก น้ำตารื้นขึ้้นมาบดบังทัศนียภาพจนภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปหมด เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาที่สุดแต่กลับกรีดแทงหัวใจมารดาได้เ็ปที่สุด เพราะตามซอกฟันและริมฝีปากที่แตกแห้งของลูกสาวเต็มไปด้วยเสี้ยนไม้และฝุ่นผง
“แม่ต๋า หิวตังเยย!! ไม้อันนี้หย่อยมาก อร่อยที่ตุดเยย! (อร่อยที่สุด)”
คำว่าหย่อยมากกระแทกเข้ากลางใจของมู่หลันอย่างจัง ความเ็ปรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย! ทันใดนั้น ความโศกเศร้าอันมหาศาลที่ตกค้างอยู่ในก้นบึ้งของร่างนี้ก็พวยพุ่งขึ้นมา มันคือความรักและความสิ้นหวังของมารดาตัวจริงที่เห็นลูกน้อยตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไร้ทางช่วย มู่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนแตกสลาย
มู่หลันพุ่งเข้าไปรวบตัวลูกสาวเข้ามากอดแนบอกอย่างโหยหา ร่างของเสี่ยวเปาเปาเล็กเหลือเกิน เบาหวิวราวกับขนนกและเย็นเฉียบจนเธอหวาดกลัวว่าร่างนี้จะสลายไปในอ้อมกอด สัญชาตญาณความเป็แม่ที่สืบทอดมาจากร่างเดิมทำให้เสียงร้องไห้โฮะเิออกมาอย่างไม่อาจกั้น
“ไม่ลูก! ไม้พวกนี้กินไม่ได้นะ! ฮึก!! ไม้มันกินไม่ได้ลูก มันกินไม่ได้ ลูกจะปวดท้อง ทิ้งมันลงเถอะ!”
มู่หลันสะอื้นจนตัวโยน ปาดน้ำตาที่ไหลนองหน้าอย่างบ้าคลั่ง
“แม่กลับมาแล้ว! แม่คนนี้ผิดเองที่ทิ้งให้ลูกต้องหิวโหยแบบนี้ แม่จะเลี้ยงลูกเอง! ต่อไปนี้แม่จะไม่ยอมให้ลูกต้องแตะต้องไม้เน่าๆ พวกนี้อีกต่อไป!”
“แต่... แม่ต๋า... หิว...” เสี่ยวเปาเปาซุกหน้าลงกับไหล่ผอมๆ ของมารดา ทันทีที่ได้รับไออุ่นที่โหยหา ทำนบน้ำตาก็พังทลายลง
“เปาเปาหิว! ท้องมันย้อง (ร้อง) ตลอดเยย จนเต็บ (เจ็บ) ไปหมดแย่ว”
มู่หลันกอดร่างเล็กที่สั่นเทาไว้แน่น เธอก้มมองไปรอบห้องที่มืดมิดและผุพัง หัวใจเต็มไปด้วยความสับสนและขุ่นเคือง เธอไม่รู้เลยว่าควรจะโกรธใครดี? ควรจะโกรธ์ที่กลั่นแกล้งให้ฝนไม่ตก? โกรธทางการที่ทอดทิ้งประชาชน? หรือโกรธตัวเองที่มาไม่ทันเวลาที่เด็กน้อยยังแข็งแรงกว่านี้?
ความว่างเปล่าของบ้านที่ไม่มีแม้แต่เมล็ดข้าวทำให้มู่หลันรู้สึกถึงความไร้หนทางอย่างที่สุด เธอขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน กลิ่นคาวเืจางๆ จากริมฝีปากที่ถูกขบจนแตกยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ในวินาทีที่ความมืดดำเริ่มกัดกินความหวัง ทันใดนั้น! ภาพของชายชราในห้วงิญญาก็ผุดขึ้นมาในมโนสำนึก แสงสีทองเจิดจ้าและห้างสรรพสินค้าที่เธอเคยขอไว้!
ใช่แล้ว! เธอไม่ได้มาตัวเปล่า! ทรัพยากรทั้งหมดในโลกที่เธอจากมาถูกบรรจุอยู่ในสิ่งที่ชายชราเรียกว่า 'ระบบ'
“ฉันไม่ได้มาเพื่อยอมจำนน...”
มู่หลันพึมพำผ่านน้ำตา แววตาที่เคยหม่นแสงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น “ในเมื่อโชคชะตาอยากจะเล่นตลกกับฉันนัก ฉันก็จะใช้ห้างของฉันนี่แหละ!! พลิกฟ้าคว่ำดินให้ดู!”
มือที่สั่นเทาของมู่หลันค่อยๆ วางร่างเล็กจ้อยของเสี่ยวเปาเปาลงบนแคร่ไม้ผุๆ อย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ ร่างที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกจะแตกสลายไปเสียก่อน
“รอแม่นะลูก แม่จะหาของหย่อยของจริงมาให้ลูกเอง”
มู่หลันกระซิบ เสียงของเธอที่เคยแหบแห้งบัดนี้กลับเต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็น เธอหลับตาลงเพ่งสมาธิไปที่ก้นบึ้งของจิติญญา ทันใดนั้น ความมืดมิดในมโนสำนึกพลันสว่างวาบด้วยแสงสีทองเจิดจ้า สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่คุ้นตาปรากฏขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า มันคือห้างสรรพสินค้าที่เธอเคยเห็นในโลกก่อน แต่กลับดูโอ่อ่าและสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นยอด
[ยินดีต้อนรับสู่ ห้างสรรพสินค้าข้ามมิติของมู่หลัน] [ปลดล็อกชั้นที่ 1: อาหารสำเร็จรูปและวัตถุดิบพื้นฐาน]
ภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนเป็ประตูเลื่อนกระจกที่เปิดออกอย่างนุ่มนวล เผยให้เห็นชั้นวางสินค้าทอดยาวสุดลูกหูล่วตา แสงไฟนีออนสว่างไสวสะท้อนกับพื้นหินอ่อนสะอาดตา บนชั้นวางเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบ ทั้งอาหารพร้อมทาน ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่มที่พร้อมจะถูกดึงออกมาใช้ได้ทุกเมื่อตามใจนึก
‘ในฐานะเ้าของห้าง ฉันจะเอาอะไรออกมาก็ได้สินะ!’ มู่หลันกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ แววตาที่เคยสิ้นหวังลุกโชนด้วยไฟแห่งชัยชนะ เธอไม่ต้องรอสุ่มโชคชะตาเหมือนใครอื่น เพียงแค่สะบัดมือเบาๆ ในมโนสำนึก เป้าหมายก็ปรากฏชัด
[ได้รับ: โจ๊กธัญพืชไข่ละมุนสูตรพิเศษ 1 ชามใหญ่] [สถานะ: พร้อมทาน (อุณหภูมิคงที่ 70 องศาเซลเซียส พร้อมช้อนและเครื่องเคียงครบชุด)]
พรึ่บ! ชามเซรามิกสีขาวนวลปรากฏขึ้นบนมือที่หยาบกร้านของเธอราวกับร่ายมนตร์ ควันที่ลอยกรุ่นออกมานั้นส่งกลิ่นหอมละมุนของข้าวหอมชั้นเลิศที่เคี่ยวจนเนื้อเนียนเป็เนื้อเดียวกับไข่แดงสด กลิ่นน้ำซุปที่เคี่ยวจากกระดูกไก่นานนับสิบชั่วโมงโชยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นแห่งชีวิตที่เข้มข้นจนหัวใจที่แห้งผากของมู่หลันสั่นสะท้าน
เสี่ยวเปาเปาที่นอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนแคร่ พลันจมูกเล็กๆ ของเธอก็ขยับฟุตฟิต ดวงตาที่ลึกโหลเบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความฉงน
“แม่ต๋า! กลิ่นอาไร! หอมจังเยย”
เด็กน้อยพยายามจะยันตัวลุกขึ้นด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย มู่หลันรีบเข้าไปประคองหลังลูกสาวไว้ แล้วตักเนื้อโจ๊กสีนวลที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยสารอาหารขึ้นมา
“นี่คือโจ๊กจ๊ะลูก กินนะลูก กินให้ท้องหนูเลิกย้อง (ร้อง)”
เสี่ยวเปาเปาอ้าปากรับโจ๊กอุ่นๆ เข้าปากอย่างโหยหา ทันทีที่เนื้อััเนียนละเอียดดุจปุยเมฆละลายในปาก รสชาติที่กลมกล่อมและเปี่ยมไปด้วยพลังงานก็ไหลซึมเข้าสู่ร่างกายที่อ่อนแอ ดวงตาของเด็กน้อยเป็ประกายวาววับราวกับได้เห็นปาฏิหาริย์
“อื้อหือ! แม่ต๋า โต๊ก โต๊ก นุ่มนิ่มจังเยย! ไม่เต็บ (เจ็บ) คอเหมือนไม้อันนั้น หย่อย! หย่อยที่ตุดในโลกเยย!”
มู่หลันมองลูกสาวที่เริ่มมีเืฝาดจางๆ ปรากฏบนแก้มซูบตอบด้วยความรู้สึกจุกในอก น้ำตาแห่งความโล่งใจเอ่อล้น
