รถม้าของพวกเคอโยวหรานเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จึงได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนมากมายดังขึ้นไม่น้อย
“ใช่แล้ว เคออู่ฝู เ้าเป็ถึงคนแซ่เคอ เหตุใดกลับก่อเื่วุ่นวายร่วมกับคนแซ่เฉินทั้งสกุลเล่า?”
“ข้าว่านะเคออู่ฝู ครอบครัวของพวกเ้ายากไร้เสียจนไม่กล้าเปิดหม้อ [1] หากทดลองการเพาะปลูกแบบใหม่แล้วมิได้เก็บเกี่ยว เช่นนั้นไม่เท่ากับรอให้ทุกคนในครอบครัวอดตายหรอกหรือ?”
“ฟังพี่ชายโน้มน้าวสักประโยค ฉวยโอกาสขณะยังมีเวลาเหลือแก้ผิดเป็ถูกได้ เ้าควรรีบหว่านเมล็ดพันธุ์เพาะปลูกเช่นวิธีการเมื่อก่อนจะดีกว่า”
“เฮ้อ สกุลต้วนเป็ครอบครัวที่มาจากต่างถิ่น เพิ่งมาถึงหมู่บ้านเถาหยวนก็ทำสกุลเฉินกับสกุลเคอแตกคอกันเสียแล้ว เคออู่ฝู เ้าจะคล้อยตามสกุลต้วนจนห่างเหินกับสกุลเคอของพวกเรามิได้โดยเด็ดขาด”
“ใช่แล้ว เคออู่ฝู เ้าไม่ต้องเช่าที่ดินของสกุลต้วนแล้ว เ้าน่าจะลองไปถามที่จวนของคหบดีโฉวสักหน่อย ในแต่ละปีที่นาของพวกเขาเก็บค่าเช่าเพียงสี่ส่วน เช่าที่ดินของพวกเขาจะไม่ดีกว่าหรือ?...”
ทั้งวาจาโน้มน้าวและข่มขู่ดังไม่ขาดสาย ส่งผลให้เคออู่ฝูรู้สึกกดดันเป็อย่างยิ่ง เขายืนนิ่งอยู่ด้านข้างอย่างอ่อนแอ ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี?
เคอต้าหู่ที่อยู่ข้างกายเขาพลันโพล่งออกมาอย่างเหลืออด “ขอบคุณการโน้มน้าวของทุกท่าน พวกเรายังคงคิดว่าการเช่าที่ดินสกุลต้วนดีกว่าขอรับ
อีกประการหนึ่ง ครอบครัวของพวกเราคิดว่าการลองเพาะปลูกแบบใหม่ก็มิได้มีอันใดเสียหาย ไม่เห็นหรือว่ากระทั่งผู้ใหญ่บ้านเฉินยังเห็นด้วยและคนทั้งสกุลเฉินต่างก็ลองวิธีใหม่ๆ กันน่ะขอรับ?”
เคอเจิ้งซีลูบปลายคางพลางคลี่ยิ้มเอ่ย “ข้าว่านะเคออู่ฝู เมื่อก่อนเ้าเช่าที่ดินของหลินซิ่วไฉ แต่ละปีจ่ายค่าเช่าหกส่วนใช่หรือไม่?
ปีนี้เช่าที่ดินของสกุลต้วน ค่าเช่าจะต้องไม่ต่างกันเท่าใดเป็แน่ มิสู้เอาเช่นนี้ เ้ามาเช่าที่ดินในจวนของพวกข้า คิดค่าเช่าปีละห้าส่วนเป็อย่างไร?
อีกประการหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ล้วนเป็คนสกุลเคอ คนสกุลเดียวกันย่อมมิอาจทำกันเกินไป เห็นแก่ความเป็เครือญาติกัน พวกเราถึงขั้นลดค่าเช่าลงตั้งหนึ่งส่วนใช่หรือไม่?”
“ท่านอาสามช่างวางแผนการได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!” เคอโยวหรานที่สวมหมวกเหวยเม่าถูกต้วนเหลยถิงประคอง นางเอ่ยพลางก้าวเหยียบตั่งรองเท้าลงจากรถม้า
“คหบดีที่อยู่ละแวกใกล้เคียงต่างเก็บค่าเช่าเพียงสี่ส่วน ท่านเก็บห้าส่วนยังบอกว่าเห็นแก่ความเป็เครือญาติ ช่างสมดั่งคำกล่าวที่ว่ามิใช่โคลนลื่นไม่ทำถนนพัง มิใช่เครือญาติไม่ขุดหลุมฝังคนทั้งเป็เสียจริง”
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” เคอเจิ้งซีชี้นิ้วไปทางเคอโยวหรานด้วยความโมโห จากนั้นเมื่อเห็นต้วนเหลยถิงที่อยู่ด้านข้างก็ถึงกับสะดุ้งโหยงและชักมือกลับทันที
หากจำไม่ผิด บุรุษผู้นี้เคยเกือบจะบิดมือของตนจนหัก รวมถึงความองอาจห้าวหาญตอนอยู่ในลานตากข้าว แค่หนึ่งฝ่ามือก็ทุบหินก้อนใหญ่จนแหลกละเอียดเป็ผุยผงเลยทีเดียว
ต้วนเหลยถิงไม่แม้แต่จะชายตามองเคอเจิ้งซี ทำเพียงคอยยืนคุ้มกันอยู่ข้างกายเคอโยวหรานอย่างเงียบเชียบ สายตาเย็นเยียบทอดมองบรรดาผู้คนที่แย่งกันพูด
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างพากันเงียบกริบ นอกจากสายลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านจนเกิดเสียงดังหวิว บรรยากาศก็เงียบสงัดเสียจนได้ยินเสียงเข็มหล่นลงพื้น
เคอโยวหรานทอดมองเคอเจิ้งซีพลางเอ่ยอย่างเอ้อระเหยว่า “ท่านอาสามว่างมากหรือเ้าคะ? งานในที่นาของบ้านเดิมทำเสร็จหมดแล้วหรือ? นึกไม่ถึงว่าท่านจะมีเวลาว่างถึงขั้นมายุ่งเื่ของผู้อื่นเช่นนี้ได้?”
เคอเจิ้งซีวางมาดเช่นผู้เป็อา เอ่ยว่า “โยวหราน มิใช่ว่าอาตำหนิเ้า แต่เป็แม่นางผู้หนึ่งกลับไม่อยู่ในจวนคอยซักผ้าปักอาภรณ์ มีผู้ใดวิ่งเต้นไปทั่วทุกหนแห่งเช่นเ้าบ้าง?
นี่มันเื่ในทุ่งนา ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับบุรุษเช่นพวกข้า เ้าเป็สตรีจะเข้ามายุ่งซี้ซั้วอันใด?”
มุมปากของเคอโยวหรานหยักยก นางชี้ไปทางหลิวชุนฮวาที่น้ำลายไหลไม่หยุดอยู่ด้านข้างก่อนเอ่ย
“ในเมื่อท่านอาสามกล่าวเช่นนี้ เหตุใดถึงยังให้ท่านอาสะใภ้สามลงนาเล่าเ้าคะ นี่ไม่เท่ากับกำลังตบปากตนเองหรอกหรือ?
อีกประการหนึ่ง ข้ามาดูการไถคราดในที่นาของตน ไปขวางธุระกงการอันใดของท่านหรือเ้าคะ?”
เคอเจิ้งซี “...?”
ผู้เฒ่าเคอก้าวมาข้างหน้าจากท่ามกลางฝูงชน วางมาดเช่นท่านปู่ผู้แสนดี เอ่ยอย่างเปี่ยมความจริงใจเป็อย่างยิ่งว่า
“โยวหราน อาสามของเ้าพูดไปก็เพราะหวังดีต่อเ้า ฟังคำกล่าวของปู่สักประโยคเถิด การเพาะปลูกแบบใหม่อันใดนั่นมิอาจลองทำจริงได้ เ้าจะเอาชีวิตของญาติพี่น้องมาล้อเล่นมิได้เชียว!”
เคอโยวหรานยกยิ้มบาง “ท่านปู่มั่นใจว่าอาสามทำไปเพราะหวังดีต่อข้าจริงๆ หรือเ้าคะ? ท่านอาอู่ฝูเช่าที่นาของข้า กำลังทำงานอยู่ดีๆ พวกท่านก็พากลุ่มคนสกุลเคอมาขวางการทำงานของเขา เช่นนี้เรียกว่าหวังดีต่อข้าหรือเ้าคะ?
เฮอะ ข้าไม่เคยรู้เลยว่าการหวังดีต่อคนอื่นคือการขัดขวางมิให้คนผู้นั้นมุ่งหน้าสู่หนทางที่ดีกว่า ครั้งนี้นับว่าได้รับการสอนสั่งแล้วเ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าเคอชี้หน้าเคอโยวหรานพลางร้องตะคอกด้วยความโมโห “เ้ากำลังมุ่งหน้าสู่หนทางที่ดีกว่าหรือ? เ้ากำลังจะพาหมู่บ้านเถาหยวนมุ่งหน้าสู่หนทางจบสิ้นเสียมากกว่า
เ้ารู้หรือไม่ว่าหนึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดจนทำให้หมู่บ้านเถาหยวนมิได้เก็บเกี่ยว จะนำมาซึ่งผลลัพธ์เช่นไร?”
“เหอๆ...” เคอโยวหรานหัวเราะเย้ยหยัน “นึกไม่ถึงว่าท่านปู่จะเปี่ยมความสามารถยิ่งนัก สามารถทำนายสิ่งที่ยังมิอาจรู้ได้ เื่ที่ยังไม่ทันเกิดขึ้นอย่างเหตุการณ์่หลังฤดูใบไม้ร่วง ท่านกลับทำนายได้อย่างแม่นยำเสียแล้วเ้าค่ะ”
“เ้า...เ้า...เ้า...” ผู้เฒ่าเคอโมโหจนกระอักเื พลันชี้หน้าเคอโยวหรานแล้วเอ่ยออกมาแค่คำเดียว
คนสกุลเคอเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ก็ต่างพากันปิดปากเงียบสนิท
เคอโยวหรานมองคนเหล่านี้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “คนทั้งสกุลเคอได้ลงนามในสัญญาแล้ว การไถคราดต้นฤดูใบไม้ผลิยุ่งถึงเพียงนี้ ยังมีเวลามาลับฝีปากที่นี่กันอีกหรือ?
อีกประการหนึ่ง นาที่ท่านอาอู่ฝูทำคือที่นาของพวกข้า จะได้ผลผลิตหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับคนสกุลเคอ เป็การหารือระหว่างพวกข้าและท่านอาอู่ฝู มิหนำซ้ำยังไม่เกี่ยวข้องกับทุกคนด้วยเ้าค่ะ
พวกท่านควรกวาดแค่หิมะหน้าเรือนตนเองเป็พอ ไม่ต้องไปยุ่งหิมะบนหลังคาเรือนผู้อื่นจะดีกว่า
ส่วนการเพาะปลูกแบบใหม่จะได้เก็บเกี่ยวหลังฤดูใบไม้ร่วงหรือไม่ รอให้ถึงเวลานั้นค่อยเอาความจริงมาพูดกันเถิดเ้าค่ะ ยามนี้ทุกคนมัวมาพูดพร่ำอันใดอยู่ที่นี่ ไม่เท่ากับกำลังพูดจาไร้สาระอยู่หรือเ้าคะ?”
ในที่สุดผู้เฒ่าเคอก็ได้สติกลับมา จึงเอ่ยด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “วิธีเพาะปลูกของบรรพบุรุษสืบทอดมานานนับพันปีแล้ว ข้าไม่เชื่อว่าวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่จะสามารถปลูกสิ่งใดได้
ดึงต้นกล้าดีๆ ออกมาแล้วปักลงไปใหม่ยังจะไม่ตายได้หรือ? พวกเราทั้งสกุลเคอขอเดิมพันกับสกุลต้วน
หากพวกเ้าแพ้ เช่นนั้นสกุลต้วนก็จงไสหัวออกไปจากหมู่บ้านเถาหยวนของพวกเรา มิอาจกลับมาเหยียบหมู่บ้านเถาหยวนอีกแม้เพียงครึ่งก้าว”
“ได้” ต้วนเหลยถิงตกปากรับคำโดยไม่ลังเลเลยสักนิด ชายหนุ่มถามผู้เฒ่าเคอว่า “เช่นนั้นหากพวกข้าเก็บเกี่ยวได้มากเป็เท่าตัวใน่หลังฤดูใบไม้ร่วง คนสกุลเคอจะทำอย่างไร?”
ผู้เฒ่าเคอเบิกดวงตาที่แต่เดิมไม่ใหญ่นัก กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “ล้อเล่นอันใด พวกเราจะแพ้ได้อย่างไร?”
เคอโยวหรานเอ่ยเย้ยหยัน “หรือว่าท่านปู่สองมาตรฐาน หากสกุลต้วนแพ้จะต้องออกจากหมู่บ้านเถาหยวน แต่เมื่อสกุลเคอแพ้กลับไม่มีบทลงโทษ? การเดิมพันที่ไม่ยุติธรรมเช่นนี้ เหตุใดพวกข้าต้องเดิมพันด้วยหรือเ้าคะ?”
ผู้เฒ่าเคอไม่กล้าเป็ตัวแทนของคนทั้งสกุล จึงชำเลืองมองไปทางปู่รองสกุลเคอ ประจวบเหมาะกับปู่รองสกุลเคอกำลังค่อยๆ ถอยห่างจากฝูงชนเพื่อเตรียมจะหนีออกไปพอดี
ผู้เฒ่าเคอพลันหรี่ดวงตาแล้วร้องะโเสียงดัง “พี่รองจะไปที่ใดขอรับ? คนทั้งสกุลเคอกำลังจะวางเดิมพัน ท่านก็มาแสดงท่าทีสักหน่อยเถิด!”
ปู่รองสกุลเคอนึกเคียดแค้นยิ่งนัก ตาเฒ่าสมควรตายผู้นี้ อยู่ดีไม่ว่าดีกลับรนหาเื่ จะเดิมพันเช่นนี้แล้วดึงตนไปเกี่ยวด้วยเหตุใด? แสดงท่าทีเอาเองก็พอแล้วมิใช่หรือ
เนื่องจากเสียงร้องะโของผู้เฒ่าเคอ กลุ่มคนโดยรอบจึงแยกออกจากกันเพื่อเว้นทางหนึ่งสายให้ปู่รองสกุลเคอ ทั้งยังพากันมองเขาตาปริบๆ อีกด้วย
ปู่รองสกุลเคอถลึงตาจ้องผู้เฒ่าเคอคราหนึ่ง ก่อนเดินเข้ามาข้างหน้าแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อจะเดิมพัน เช่นนั้นหากสกุลต้วนแพ้พนันแค่ออกจากหมู่บ้านเถาหยวนคงไม่พอ
ที่ดิน บ้านเรือนที่กำลังก่อสร้าง และโรงงานที่สกุลต้วนซื้อเอาไว้ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสกุลเคอทั้งหมด”
“ย่อมได้” ต้วนเหลยถิงยังคงตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด ทั้งยังถามอีกหนึ่งประโยค “เช่นนั้นหากสกุลเคอแพ้จะทำอย่างไร?”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ไม่กล้าเปิดหม้อ 揭不开锅 หมายถึง ยากไร้จนไม่มีอะไรจะกิน
