ชูชิงไม่คาดคิดเลยว่าคุณลุงต้าลี่จะมีความทรงจำจากชาติปางก่อนหลงเหลืออยู่
“ลุงต้าลี่เก่งกาจขนาดนี้ ถ้าต้องมาหมกตัวอยู่ในหมู่บ้านเป่ยซินชนบทแบบนี้ จะไม่เป็การฝังกลบความสามารถของแกไปหน่อยเหรอคะ?”
มิติกาลเวลาตอบกลับเสียงเรียบ “คนเก่งอยู่ที่ไหนก็ยังเปล่งประกายได้เสมอเ้าค่ะ”
จู่ๆ ชูชิงก็นึกขึ้นได้เื่หนึ่ง “อ้อ จริงสิ เมื่อกี้ที่ฉันเอาไข่ไปขายที่โรงอาหารโรงพยาบาลอำเภอ มันราบรื่นผิดปกติเลย เป็เพราะอะไรเหรอคะ?”
“อ่านข้อมูลจากในหัวของผู้จัดการโรงอาหาร เจอว่าเถาเทียนเต๋อได้โทรศัพท์มากำชับไว้เป็พิเศษ”
“คุณปู่เถารู้เื่ที่ฉันขายไข่ด้วยเหรอคะ?”
“ถูกต้อง อ่านจากความคิดของกู้เฉียน หลังจากที่ท่านมอบโสมให้พวกเขา พวกเขาก็ไปสืบประวัติของท่าน พอรู้ว่าท่านเป็คนช่วยชีวิตต้าลี่ไว้ ก็เลยสืบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่กู้เฉียนไม่รู้เื่ที่เถาเทียนเต๋อโทรศัพท์ไปสั่งผู้จัดการโรงอาหารหรอกนะ”
“แบบนี้ก็ดีเลยสิ มีคุณปู่เถาคอยหนุนหลัง ต่อไปไข่ไก่บ้านเราก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออกแล้ว”
“รอให้พ่อกับแม่ของท่านออกจากโรงพยาบาล คุณก็ค่อยมอบหมายหน้าที่ขายไข่กับเป็ดไก่ให้พวกเขาทำ จะได้ประหยัดเวลาของคุณเอาไปทำอย่างอื่น”
“ขอบคุณที่เตือนนะคะมิติ... เอ๊ะ วันนี้คุณดูพูดเก่งจัง ตอบคำถามฉันเยอะผิดปกติเลยนะ”
“นั่นเป็เพราะฉันได้รับหยาดน้ำตาของเถาอี้เฉิน”
“น้ำตาของเถาอี้เฉินมีพลังขนาดนั้นเลยเหรอคะ? คุณกับเขาเคยมีเื่ราวอะไรเกี่ยวข้องกันมาก่อนหรือเปล่า?”
“อาจจะนะ ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก ว่างๆ ท่านลองไปขุดสมุนไพรจากเขาซินมาปลูกในมิติสิ จะได้ััถึงความมหัศจรรย์ของดินในนี้ด้วยตัวเอง”
“พรุ่งนี้ฉันจะลองไปดู งั้นฉันออกไปก่อนนะ”
ชูชิงออกจากมิติ
เธอลองชำเลืองมองนาฬิกาแขวนผนังที่เคาน์เตอร์พยาบาล อยู่ข้างในตั้งนาน แต่โลกภายนอกผ่านไปแค่สามสิบวินาทีเท่านั้น
เมื่อกลับมาถึงห้องพักฟื้น ชูผิงและคนอื่นๆ ทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ต้าลี่ดื่มน้ำแก้วใหญ่จนหมดเกลี้ยงในอึกเดียว แล้วเรอออกมาเสียงดังอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ผลตรวจออกมาหมดแล้วครับ รองผู้อำนวยการเฝิงบอกว่าผมมีเืคั่งในสมองนิดหน่อย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหรอก เอายาจีนกลับไปต้มกินที่บ้านก็พอ เดี๋ยวผมก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว กลับไปพักฟื้นที่บ้านดีกว่า”
เขาวางแผนไว้ในใจว่าจะรีบไปบุกเบิกพื้นที่บนูเาั้แ่เช้าตรู่วันพรุ่งนี้
ชูชิงรู้เื่ราวของลุงต้าลี่จากมิติแล้ว จึงไม่ได้ทักท้วงอะไร
ส่วนหลี่ไหลฮวาและชูผิงที่เชื่อมั่นในฝีมือหมอเฝิงอยู่แล้ว ก็เห็นดีเห็นงามให้เขากลับไปพักผ่อนที่บ้าน
ทันใดนั้น กู้เฉียนก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามาอย่างรีบร้อน “ไอ้หมอนั่นเถาอี้เฉิน กลับปักกิ่งไปไม่บอกไม่กล่าวกันเลย ใช้ไม่ได้จริงๆ จี้หยวน ได้ข่าวว่านายออกจากโรงพยาบาลได้แล้วใช่มั้ย? เดี๋ยวฉันขับรถไปส่งที่หมู่บ้านเป่ยซินเอง”
ต้าลี่ทำหน้าขรึม เอ่ยเสียงจริงจัง “กู้เฉียน ต่อไปนี้ให้เรียกฉันว่าต้าลี่”
กู้เฉียนหัวเราะคิกคัก “เยี่ยมเลย แต่ก่อนฉันก็อยากเรียกแบบนี้ แต่นายทำท่าปั้นปึ่งไม่ยอมท่าเดียว ต้าลี่... ต่อไปนายต้องใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยซินแล้วนะ พอฉันกลับปักกิ่งไป เราสองคนคงไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ คืนนี้เราไปฉลองกันหน่อยมั้ย ที่บ้านลุงหลี่กับป้าหลี่”
“ตกลง” ต้าลี่รับคำทันทีโดยไม่ต้องคิด
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถของกู้เฉียนก็พาต้าลี่และชูเชี่ยนมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านเป่ยซิน ส่วนชูชิงยังคงอยู่เฝ้าพ่อกับแม่ที่โรงพยาบาล
ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องทำงานของรองผู้อำนวยการเฝิง เขากำลังถือสายคุยกับเถาเทียนเต๋อ
“พี่เถาสบายใจได้เลยครับ ค่าร่างกายต่างๆ ของจี้หยวนปกติดีทุกอย่าง”
ปลายสายถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่สมองมันไม่ปกติน่ะสิ ขนาดพ่อแท้ๆ อย่างฉันมันยังจำไม่ได้ ไม่ยอมรับว่าเป็พ่อ เฮ้อ!”
รองผอ.เฝิงรีบปลอบโยน “พี่ครับ อย่าเพิ่งไปถือสาจี้หยวนเลย ถ้าไม่ใช่เพราะความจำเสื่อม มีหรือเขาจะกล้าทำหมางเมินใส่พี่ ในสมองเขามีเืคั่งอยู่นิดหน่อย ผมจ่ายยาจีนให้แล้ว รอให้เืคั่งสลายไป ไม่แน่ความจำอาจจะกลับมาก็ได้นะครับ”
“หืม? ไม่แน่? นายจะฟันธงให้ฉันชื่นใจหน่อยไม่ได้รึไง?”
“อาการของจี้หยวนมันซับซ้อนจริงๆ ครับ ผมไม่กล้ายืนยัน แต่ผมรับรองกับพี่ได้อย่างหนึ่ง ไม่ว่าความจำเขาจะกลับมาหรือไม่ พละกำลังและสมรรถภาพร่างกายของเขาจะยังคงสุดยอดเหมือนเดิม เผลอๆ ตอนนี้ที่เขาความจำเสื่อม เขาดูจะฉลาดหลักแหลมกว่าเมื่อก่อนอีกนะครับ”
เถาเทียนเต๋อถอนหายใจอีกครั้ง “เอาเถอะ น้องเฝิง ฉันไม่กดดันนายแล้ว ขอแค่จี้หยวนปลอดภัยก็พอ ส่วนเื่ความจำจะกลับมามั้ย... ก็ปล่อยให้เป็เื่ของชะตาฟ้าลิขิตเถอะ”
หลังจากคุยสัพเพเหระต่ออีกเล็กน้อย เถาเทียนเต๋อก็วางสาย เขาเดินไปที่ข้างเตียงผู้ป่วย มองภรรยาด้วยแววตาหมองหม่นแล้วยิ้มขื่นๆ
“หลานเอ๊ย... จี้หยวนความจำเสื่อม บางทีอาจจะเป็เื่ดีก็ได้นะ อย่างน้อยลูกก็ไม่ต้องจมอยู่กับความเ็ปในอดีต”
เกิ่งหลานไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแค่กระพริบตาตอบรับเบาๆ
...
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ก่อนตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า ชูชิงตื่นแต่เช้า ออกจากโรงพยาบาลมุ่งหน้าไปยังทำเลค้าขายประจำ...
เมื่อถึงที่หมาย เธอในคราบแม่ค้าหน้าใหม่แอบขายแป้งอย่างเงียบเชียบ เพียงสองชั่วโมงก็ทำเงินได้ถึงยี่สิบหยวน
เมื่อเห็นว่ากำไรเป็กอบเป็กำพอแล้ว เธอก็หยุดมือ กลับไปดูแลพ่อแม่ทานอาหารเช้าที่โรงพยาบาล ก่อนจะปลีกตัวออกมาอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายคือ... เขาซิน
เก้าโมงเช้า ชูชิงมาถึงตีนเขาซิน เริ่มภารกิจค้นหาสมุนไพร สิ่งที่หาง่ายที่สุดคือต้นแดนดิไลออน ถึงราคาจะไม่สูง แต่เธอก็ไม่เกี่ยง ขุดถอนรากถอนโคนไปไม่น้อยเพื่อนำไปปลูกในมิติ
เสียงมิติดังเตือน “ชูชิง ไม่ต้องขุดแดนดิไลออนไปเยอะแยะขนาดนั้นหรอก ปลูกแค่ต้นเดียว หรือแค่เอาเมล็ดไปหว่านสักกำมือก็พอ พอมันโตชุดหนึ่ง เดี๋ยวชุดสองชุดสามก็ตามมาพรึ่บพรั่บเองแหละ...”
ชูชิงตาเป็ประกาย “ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอคะ?
สุดยอดไปเลย! งั้นถ้าเป็เมล็ดโสมด้วยก็ยิ่งดีสิคะ?”
“ถูกต้อง”
“่นี้เป็ฤดูเก็บเมล็ดโสมพอดี เดี๋ยวฉันจะลองหาดู”
ชูชิงรีบปลูกแดนดิไลออนต้นหนึ่งลงดินและหว่านเมล็ดลงไปอีกกำมือก่อนจะออกจากมิติมาลุยต่อ
เธอตระเวนค้นหาบนเขาซินอยู่นานถึงสามชั่วโมงเต็ม แต่ก็คว้าน้ำเหลว ไม่เจอแม้แต่เงาของโสมหรือเมล็ดโสม เจอแต่ดอกสายน้ำผึ้งและตานเซิน (เถียนชี) ประปราย
ชูชิงกลับเข้ามิติอีกครั้งด้วยความอ่อนล้า
“มิติคะ... คุณช่วยสแกนหาพิกัดโสมหน่อยไม่ได้เหรอคะ? ฉันหาไม่เจอเลย ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนจะแย่อยู่แล้ว!”
มิติกาลเวลาตอบกลับเสียงเรียบ “ถ้าฉันระบุพิกัดได้เป๊ะๆ ฉันคงบอกท่านไปนานแล้วล่ะเ้าค่ะ เหนื่อยก็ลงเขาเถอะ ยังมีเวลาอีกถมเถ”
ทันใดนั้น ชูชิงก็นึกถึงของขวัญที่ปู่เถาส่งมาให้ ซึ่งมีโสมแห้งอยู่สองต้น
“มิติคะ แล้วโสมที่ตากแห้งแล้วนี่... ใช้ปลูกได้ไหมคะ?”
สิ้นเสียงเธอ เสียงหัวเราะของมิติก็ดังก้อง
“ฮ่าๆๆ... ชูชิง นี่ท่านฝันกลางวันอยู่หรือไง? ถ้าโสมแห้งเอามาปลูกแล้วฟื้นได้ งั้นคนตายเอามาฝังในนี้ก็คงลุกขึ้นมาเดินปร๋อได้เหมือนกันมั้ง? คิดว่าฉันมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขนาดนั้นเชียว? เอ้า ถ้าไม่กลัวเสียของฟรีๆ ก็ลองดูสิ”
ชูชิงรีบส่ายหน้าดิก “ไม่อะ ไม่เสี่ยงดีกว่า โสมพวกนั้นเก็บไว้ให้ลุงต้าลี่บำรุงร่างกายดีกว่า งั้นฉันกลับไปพักที่บ้านยายก่อนดีกว่า บ่ายๆ ค่อยขึ้นเขามาหาใหม่”
“ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นหรอก สมุนไพรธรรมดาที่คุณปลูกไว้ ถึงมูลค่าจะไม่สูง แต่ถ้าสะสมไปเรื่อยๆ จนเยอะเข้า มันก็ทำเงินได้ไม่น้อยนะ บ่ายนี้ไม่ต้องขึ้นเขาแล้ว กลับไปพักผ่อนให้สบายเถอะ”
“โอเคค่ะ”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ชูชิงลงจากเขาและกลับถึงบ้านยาย
แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกของผู้ใหญ่บ้าน
“ต้าลี่เอ๊ย สองวันนี้แกหายหัวไปไหนมา? ฉันตามหาแทบพลิกแผ่นดินทั้งคืนเลยนะ มากินข้าวบ้านฉันแล้วจะชิ่งหนีไปดื้อๆ แบบนี้ไม่ได้นะเว้ย! ฉันยังรอนายกลับมาล่าสัตว์อยู่นะ บ่ายนี้ขึ้นเขาหน่อยเป็ไง?”
ยังไม่ทันที่ต้าลี่จะได้อ้าปากตอบ ฉินซูหลานผู้เป็ยายก็สวนขึ้นทันควัน
“ท่านผู้ใหญ่บ้านคะ ต้าลี่ไปกินข้าวบ้านคุณแล้วมันจะเป็กินฟรีได้ยังไง? ที่เขาต้องหลงป่าจนเจ็บตัวกลับมา ก็เพราะคุณนั่นแหละบังคับให้เขาเข้าป่าไปล่าสัตว์ไม่ใช่หรือคะ?”
