ตอนแรกเซี่ยเจิงนึกว่าเขาไม่ได้เจตนา จึงไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งชวีเสี่ยวปอใช้ขาถูไปบนหน้าแข้งของเขามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
เซี่ยเจิงที่ในมือถือแก้วชาเอาไว้หยุดเคลื่อนไหวไปเล็กน้อย พลางมองไปยังเขา : “ไม่ปวดขาแล้วเหรอ? ”
“พอไหวอยู่” ชวีเสี่ยวปอยิ้มขึ้นมาอย่างทะเล้น แต่ไม่ได้หยุดการเคลื่อนไหวอันน้อยนิดของตัวเองที่กระทำอยู่ใต้โต๊ะลงไปเลย ในตอนนี้ถ้าหากมีคนเหลือบมองด้านล่างไปเพียงนิด ก็จะเห็นได้เลยว่าขาของเขาทั้งสองคนใกล้จะพันกันเป็เกลียวเหมือนขนมหมาฮวา [1] แล้ว
จนกระทั่งพนักงานยกอาหารมาเสิร์ฟ ชวีเสี่ยวปอถึงได้ขยับเท้าออกมา เขาไม่เคยเบื่อเลยที่ได้ลวนลามเซี่ยเจิงเช่นนี้ โดยเฉพาะในตอนที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายต้องเก็บกลั้นอารมณ์เอาไว้ แต่ใบหูกลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ
มันช่างรู้สึก...
ถึงความสำเร็จมากทีเดียวเลยละ
คงจะเหมือนกับการที่เซี่ยเจิงชอบพูดเื่สิบแปดบวกกับเขาอยู่บ่อยๆ
หลังจากทานข้าวเสร็จเขาก็ไปนั่งเล่นอยู่ที่บ้านของเซี่ยเจิงพักหนึ่ง ในตอนที่ชวีเสี่ยวปอกลับถึงบ้านก็เป็เวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่ทว่าไฟในห้องรับแขกยังคงเปิดอยู่ ดูเหมือนว่าเวินลี่จะรอเขากลับบ้านมาอยู่ตลอด ทั้งยังไม่ได้เข้านอนเลยด้วย
“แม่ไล่ครูสอนพิเศษลูกออกแล้วนะ” ทันทีที่เดินเข้าประตูมา เวินลี่ก็กดปิดโทรทัศน์ลง แล้วจู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาประโยคนี้ขึ้นมา
ชวีเสี่ยวปอยังคงยืนเปลี่ยนรองเท้าอยู่หน้าประตู ั้แ่ท่าทางในการปิดโทรทัศน์ของเวินลี่ ชวีเสี่ยวปอก็รับรู้ได้ถึงความโกรธขึ้นมาแล้ว “ทำไมล่ะครับ? ครูเขาก็สอนพอใช้ได้อยู่ไม่ใช่เหรอครับ? ”
“ไล่ออกก็คือไล่ออก” เวินลี่ลุกขึ้นเดินไปยัง้า “สอนพอใช้ได้จะไปได้อะไร สอนดีกว่าเขามีตั้งเยอะ! ไม่มีคุณภาพ! แล้วยังจะมาเป็ครูอีก! เรียนกับคนแบบนี้ช้าเร็วก็ต้องกลายเป็คนไม่ดี! เดี๋ยวอีกสองวันแม่หาครูคนใหม่มาให้! ”
“ก็ได้ครับ” ชวีเสี่ยวปอมองเวินลี่ที่บ่นขึ้นมาไม่หยุดในขณะที่เดินขึ้นไป้า ทั้งยังคิดว่าเขาคงจะไม่สามารถรับรู้ความจริงจากปากแม่ของเขาได้อย่างแน่นอน ชวีเสี่ยวปอขึ้นไปล้างหน้าล้างตา้า จากนั้นจึงลงมาด้านล่างเปิดประตูห้องครัวเข้าไป
“คุณป้าครับ” ชวีเสี่ยวปอเปิดประตูตู้เย็น หยิบเครื่องดื่มขวดหนึ่งมาเปิดฝาออก แล้วยกดื่มไปอึกหนึ่ง
ขณะนั้นป้าแม่บ้านกำลังเตรียมวัตถุดิบในการทำอาหารเช้าสำหรับวันพรุ่งนี้อยู่ แต่เมื่อเห็นชวีเสี่ยวปอดื่มน้ำเย็นเช่นนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า : “ระวังปวดท้องนะคะ”
“ป้ายังเป็ห่วงผมมากกว่าแม่เลยครับ” คุณป้าท่านนี้ทำงานในบ้านชวีเสี่ยวปออย่างน้อยสิบปีได้ และถือได้ว่าเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวไปแล้ว ชวีเสี่ยวปอจึงไม่เคยกังวลใจอะไรเมื่อพูดคุยต่อหน้าเธอเช่นนี้ “วันนี้แม่ผมเป็อะไรไปอีกแล้วล่ะครับ? พ่อผมกลับมาแล้วเหรอ? หรือว่าทางฝั่งนั้น...”
“เปล่าจ้ะ” คุณป้าแม่บ้านยกนิ้วชี้มาจ่อที่ริมฝีปาก เพื่อส่งสัญญาณให้ชวีเสี่ยวปอลดเสียงลง
“แม่กลับห้องไปแล้วครับ ไม่ได้ยินหรอก” ชวีเสี่ยวปอหันไปปิดประตูห้องครัว “เพราะงั้นแล้วทำไมแม่ผมถึงจะไล่ครูสอนพิเศษออกล่ะครับ? ”
“เมื่อตอนบ่ายเธอโทรไปหาครูคนนั้น” ป้าแม่บ้านถอนหายใจออกมา “น่าจะโทรไปถามเื่เรียนพิเศษของคุณน่ะ”
“แล้วไงต่อครับ? ” ชวีเสี่ยวปอรอให้เธอพูดขึ้นต่อ
“ก่อนหน้านี้พูดอะไรไปบ้างป้าไม่ได้ฟังหรอก” ป้าแม่บ้านมองชวีเสี่ยวปออย่างรู้สึกลังเลขึ้นมาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรพูดต่อไปดีหรือเปล่า
“ไม่เป็ไรครับ พูดมาเถอะ” ชวีเสี่ยวปอพูดเร่งออกไป
“ทางนั้นเขา เขาน่าจะคิดว่าคุณผู้หญิงวางสายไปแล้ว เลยพูดคำที่ไม่น่าฟังเท่าไหร่ออกมา” ป้าแม่บ้านไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน “จากนั้นคุณผู้หญิงก็ทะเลาะกับเขาอยู่พักใหญ่”
“ครับ ผมเข้าใจแล้ว” ชวีเสี่ยวปอผลักประตูห้องครัวออกไปด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึกใดใด “อีกเดี๋ยวเอานมอุ่นไปให้แม่ผมแก้วหนึ่งนะครับ”
ชวีเสี่ยวปอยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของเวินลี่ พร้อมทั้งเคาะประตูไปสองครั้ง “ผมเข้าไปนะครับ !”
เวินลี่ไม่ได้ส่งเสียงขึ้นมา ชวีเสี่ยวปอเองก็ไม่รอช้าผลักเปิดประตูเข้าไปในทันที
ในห้องไม่ได้เปิดไฟ จึงทำให้มืดสนิทไปทั่วทั้งห้อง แต่ชวีเสี่ยวปอก็ยังมองเห็นกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วหลายก้อนทิ้งลงมาอยู่บนพื้น แต่ไหนแต่ไรเวินลี่ก็เป็คนที่พิถีพิถันมาโดยตลอด แต่ดูท่าแล้วครั้งนี้เหมือนว่าเธอจะโกรธมากจริงๆ เพราะแม้แต่กะจิตกะใจที่จะทิ้งกระดาษทิชชูให้ลงถังขยะยังไม่มีเลย
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเก็บกวาดพื้นให้สะอาดอย่างเงียบๆ จากนั้นจึงนั่งลงไปบนเตียงข้างๆ เวินลี่
“ยังร้องไห้อยู่เหรอครับ” ชวีเสี่ยวปอเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ร้อง !” เวินลี่พูดขึ้น ในขณะนั้นน้ำตาก็ไหลพรากลงมาด้วยเช่นกัน “แม่จะร้องไห้! แม่จะไล่เขาออก! แล้วก็จะไปร้องเรียนที่บริษัทเขาด้วย! ”
จากนั้นล่ะครับ? ชวีเสี่ยวปอถามต่อขึ้นมา
“จากนั้น...ฮือฮือ” เวินลี่เองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าหลังจากนั้นจะทำอย่างไรได้เหมือนกัน เธอเอาแต่ร้องไห้ออกมายกใหญ่
“พอแล้วครับ” ชวีเสี่ยวปอเช็ดน้ำตาให้เธอ “หลายปีมานี้ได้ยินคำพูดพวกนี้มาน้อยซะที่ไหนกัน? อย่าเป็แบบนี้เลยนะครับ”
“ทำไมถึงเป็ไม่ได้ !” จู่ๆ เวินลี่ก็ะโเสียงดังขึ้นมา “เขาว่าแม่ได้ แต่มาว่าลูก...ไม่ได้! แม่รับไม่ได้จริงๆ ! ”
“ผมรับได้ครับ” ไม่รู้เป็เพราะเหตุใด ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่าภายในใจของเขาสงบเป็อย่างมาก อันที่จริงก่อนที่จะย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ ชวีเสี่ยวปอก็มักจะเห็นเวินลี่ร้องไห้อยู่บ่อยๆ ร้องไห้ในตอนที่โทรศัพท์หาชวีอี้เจี๋ย เมื่อชวีอี้เจี๋ยมาและจากไปแล้ว เธอก็ยังคงร้องไห้อยู่ บางครั้งก็แอบนอนน้ำตาไหลอยู่บนเตียงคนเดียว ส่วนชวีเสี่ยวปอในตอนนั้นก็เอาแต่ครุ่นคิดอยู่คำถามเดียวมาตลอดว่า แม่ของเขาร้องไห้ขนาดนี้ น้ำตาจะไหลออกมาจนหมดไปในสักวันหรือเปล่า แต่ในความจริงแล้วไม่เป็เช่นนั้น เวินลี่ก็ยังคงเป็เวินลี่คนเดิม ในยามที่อ่อนแอน้ำตาคืออาวุธลับอันมีค่าเพียงอย่างเดียวของเธอ ทั้งยังเป็อาวุธที่ไร้ซึ่งประโยชน์ใดใด
“ลูกห้ามรับได้ !” เวินลี่แผดเสียงะโดังขึ้นมา “ลูกไม่รู้ว่าเขาพูดได้น่ารังเกียจแค่ไหน! รับเงินของแม่ แล้วยังจะมาพูดแบบนี้อีก! ”
“น่ารังเกียจแค่ไหนกันครับ? ” ชวีเสี่ยวปอขมวดคิ้ว “พูดว่าผมเป็ลูกนอนสมรสเหรอ? ”
“ลูก...” เวินลี่ที่เมื่อครู่ยังร้องไห้ฟูมฟายอยู่หยุดลงทันที ราวกับว่าไม่เชื่อสิ่งที่หูของตัวเองได้ยิน “ลูกพูดว่าอะไรนะ? พูดมาอีกรอบสิ”
“ลูกนอกสมรส” ชวีเสี่ยวปอลดเสียงให้เบาลง “เขาพูดแบบนี้เหรอครับ? ”
“หุบปากไปเลยนะ !” เวินลี่เบิกดวงตากว้าง ไม่เชื่อว่าสามคำนี้จะพูดออกมาจากปากของชวีเสี่ยวปอ
“ทำไมผมต้องหุบปากด้วย” ชวีเสี่ยวปอลุกขึ้นยืน ทำให้กล่องกระดาษทิชชูที่วางอยู่บนตักของเขาก็ร่วงหล่นลงมาที่พื้นด้วยเช่นกัน ชวีเสี่ยวปอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างกระแทกเข้ามายังหัวใจเขาอย่างแรง เขาจึงกัดฟันพลางพูดขึ้นมา “ผมพูดผิดตรงไหนเหรอครับ? ”
“พระเ้า! นี่มันเวรกรรมอะไรกัน! ” เวินลี่แทบคลั่ง “ลูกจะทำให้แม่โมโหตายเลยใช่ไหม? ทำให้แม่โมโหแล้วลูกรู้สึกดีหรือยังไง? ”
“ไม่มีใครจะทำให้แม่โมโหทั้งแหละครับ” ชวีเสี่ยวปอพูดด้วยน้ำเสียงเ็า ราวกับมีภูมิคุ้มกันกับท่าทีเช่นนี้ของเวินลี่มาตั้งนานแล้ว ทั้งยังไม่รู้จะใช้อารมณ์ใดมารับมือกับเธอ “สามคำนี้ เขาพูดไม่ถูกตรงไหนครับ? ผมไม่ใช่ลูกนอกสมรสหรือไง? ”
เวินลี่ลงมานั่งที่พื้นเป็ที่เรียบร้อย เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหายใจไม่ทัน แต่กลับยกมือขึ้นมาชี้ไปยังประตู “ไปให้พ้น !”
“พูดจบแล้วผมจะไป” ชวีเสี่ยวปอยืนตัวตรง “ผมรับเื่นี้ได้ตั้งนานแล้วครับ แม่ไม่จำเป็ต้องมาร้องไห้ให้กับความไม่เป็ธรรมในเื่นี้แทนผมอีก ผมไม่ได้สนใจมันเลย ไม่ได้สนใจเลยสักนิด ถึงยังไงสามคำนี้ก็ต้องติดตัวผมไปตลอดชีวิตอยู่แล้ว และผมก็จะไม่ทำเหมือนจะเป็จะตายเพราะสามคำนี้แบบแม่แน่นอน! แม่เข้าใจไหมครับ! ”
หลังจากที่ชวีเสี่ยวปอพูดจบก็หันหลังเดินออกไป จากนั้นไม่นาน ชั้นบนก็มีของบางอย่างหล่นลงมากระแทกกับพื้นจนแตก อีกทั้งยังส่งเสียงออกมาดังลั่น
“เดี๋ยวอีกพักหนึ่งค่อยเอานมไปให้แม่ก็ได้ครับ” ชวีเสี่ยวปอคว้าเสื้อคลุมของตัวเองมา หลังจากพูดกับคุณป้าที่วิ่งออกมาจากห้องครัวอย่างรีบร้อนแล้ว เขาก็เปิดประตูเดินออกไป
.............................
เชิงอรรถ
[1] ขนมหมาฮวา ขนมแป้งทอดของชาวจีน มีรูปทรงที่ถูกพันเอาไว้ด้วยกันจนเป็เกลียว