ณ ใต้กำแพงเมือง เสียงเงียบกริบราวกับป่าช้า
หวู่อันถงกับพวกจี้ไป๋อี้ราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ องครักษ์ป้องกันเมืองก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ
“คนบาปแห่งโม่เหมินหรือ? ในที่สุดก็ตามมาแล้วหรือ?”
จั๋วอวิ๋นเซียนได้ยินชื่อเรียก ‘คนบาป’ เป็ครั้งแรก ในใจเกิดความรู้สึกสั่นไหวอย่างอธิบายไม่ถูก แต่คนของโม่เหมินตามมาถึงที่ เขากลับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรมรดกสืบทอดของสำนักเทียนกงก็มีค่าพอให้นิกายเซียนโม่เหมินต้องจ่าย
“เ้าก็คือไป๋เฮ่อหรือ?”
บุรุษชุดดำกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ทุกคำพูดล้วนเหมือนใช้แรงอย่างมาก “ข้าคือคนบาปแห่งนิกายเซียนโม่เหมิน โอวหยาง...ได้รับคำสั่งจากผู้เฒ่าโม่ให้มานำตัวเ้ากลับไป”
“โอ้”
จั๋วอวิ๋นเซียนกวาดสายตามองอีกฝ่ายอย่างเ็า ปณิธานของเขาสูงส่งเหนือสรรพสิ่ง แม้แต่์ยังกดดันเขามิได้ ผู้แข็งแกร่งระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ก็กดดันเขามิได้เช่นกัน
สำหรับนิกายเซียนโม่เหมินแล้ว จั๋วอวิ๋นเซียนเกลียดชังอีกฝ่ายมาตลอด หากมิใช่เพราะคนของโม่เหมินบีบบังคับ ลุงเยี่ยนคงไม่ต้องตายเช่นนี้ สามปีผ่านไปแล้วแต่ก็ยังมิอาจลืมภาพที่ลุงเยี่ยนเสียสละตัวเองให้เขารอดได้เลย เขามิอาจปล่อยวางได้ตลอดไป
โอวหยางมองจั๋วอวิ๋นเซียนเงียบๆ สายตาของเขาไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแม้แต่น้อย
หวู่อันถงกับพวกจี้ไป๋อี้เหงื่อไหลเยียบเย็น เสี่ยวจิ่วจิตใจสั่นสะท้านจนล้มลงนั่งกับพื้น ‘ฟุ่บ’ มือเท้าสั่นไหวอย่างห้ามมิได้
“เ้าไม่เหมือนผู้ใด”
โอวหยางเก็บแรงกดดันกลับไป เขาจ้องมองจั๋วอวิ๋นเซียนอีกครั้ง บนร่างของเขาแฝงด้วยพลังอึมครึมอย่างหนาแน่น ราวกับเป็คนกำลังจะตาย เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโศกเศร้า
จั๋วอวิ๋นเซียนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านเื่อะไรมาบ้าง ถึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แต่ในใจของเขาเกิดความรู้สึกสงสัยและเห็นใจออกมา ถึงแม้เขาจะรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไปสงสารหรือเห็นใจผู้ที่แข็งแกร่ง อีกทั้งคนที่แข็งแกร่งมากก็ไม่้าให้ผู้ใดสงสารหรือเห็นใจ
“ที่จริงแล้วข้าไม่อยากจับเ้า”
โอวหยางเปลี่ยนน้ำเสียง เริ่มสนทนาขึ้นมา
จั๋วอวิ๋นเซียนตกตะลึง อดถามกลับไปมิได้ “ท่านเป็ยอดฝีมือระดับกายาศักดิ์สิทธิ์ หรือว่ายังมีคนที่สามารถบีบบังคับให้ท่านทำเื่ที่ไม่ยินยอมได้อีกหรือ?”
“การบำเพ็ญเซียนไร้ซึ่งเยื่อใย โลกมนุษย์ไร้ซึ่งอิสระ”
โอวหยางรู้สึกปลงสังเวช สายตาเผยแววรำลึกความหลัง “วิชาที่ข้าฝึกฝนมีนามว่า ‘วิชา์ไร้รัก’ ลืมความรัก ลืมตัวตน ก้าวสู่ความแข็งแกร่ง...ข้าอยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับโม่เหมินก็ต้องทำคุณไถ่บาป ทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”
“น่าเสียดาย ท่านคงนำตัวข้าไปมิได้”
จั๋วอวิ๋นเซียนััได้ว่าเ้าเกาะทั้งสามอยู่บริเวณใกล้เคียง จึงมิได้หวาดกลัวคำขู่ของอีกฝ่าย
โอวหยางเหมือนจะััได้เช่นกัน แต่เขามิได้สนใจ “เ้าหนู รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงพูดคุยกับเ้า?”
จั๋วอวิ๋นเซียนครุ่นคิดแล้วกล่าวอย่างตั้งใจ “เพราะท่านกำลังรอคน จากนั้นจะจับตัวข้าไปอย่างเปิดเผย”
“เ้าฉลาดมาก”
โอวหยางพยักหน้า เขากล่าวอย่างมิได้ใส่ใจ “วิถีของข้า คือวิถีอันยิ่งใหญ่ มิใช่วิถีต่ำต้อย ดังนั้นข้าไม่อยากสร้างจุดบกพร่องให้จิตใจของตัวเอง เดิมทีการลงมือกับเ้าก็เป็การรังแกคนอ่อนแออยู่แล้ว ดังนั้นข้าจะให้โอกาสเ้าครั้งหนึ่ง หากมีคนขัดขวางข้าได้ ข้าจะไม่พาตัวเ้าไป”
เมื่อกล่าวจบโอวหยางก็ะเิพลังออกมา กลิ่นอายน่าหวาดกลัวพุ่งทะยานขึ้นฟ้า!
“เหอะ! หยุดเสีย...”
เสียงะโดังขึ้น เงาสามร่างปรากฏตัวที่กำแพงเมือง พวกเขาก็คือเหมยซิ้งหง กงหยางอวี่ซ่าน และจวงซวี่เหยา
เมื่อเห็นเ้าเกาะทั้งสามคนมาถึง พวกหวู่อันถงกับจี้ไป๋อี้ก็ผ่อนคลายลง แรงกดดันเมื่อครู่นี้มากเกินไป จนแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เสี่ยวจิ่วฝืนกลั้นความกลัว เข็นจั๋วอวิ๋นเซียนวิ่งเข้าไปในเมือง...ทว่าจั๋วอวิ๋นเซียนกลับบอกให้เสี่ยวจิ่วหยุด หากแม้แต่เ้าเกาะทั้งสามก็มิอาจขวางคนบาปแห่งโม่เหมินได้ เช่นนั้นเขาไปหลบซ่อนที่ไหนก็มีค่าเท่ากัน
เทียบกับหลบซ่อนตัวไปทั่ว ไม่สู้ดูการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับกายาศักดิ์สิทธิ์กับยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรดีกว่า
“เสี่ยวจิ่ว อย่าได้หวาดกลัว มองดูไว้ให้ดี นี่คือวาสนาของเ้า”
จั๋วอวิ๋นเซียนส่งพลังิญญาให้เสี่ยวจิ่ว เพื่อให้อีกฝ่ายสงบจิตใจลง
เสี่ยวจิ่วมองจั๋วอวิ๋นเซียนด้วยความใ จากนั้นเขาจึงพยักหน้า เพื่อบอกว่าอาการาเ็ของเขาหายดีแล้ว ไม่ต้องกังวล
……
“คนบาปแห่งโม่เหมินหรือ!”
เ้าเกาะทั้งสามมองโอวหยางด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เหมยซิ้งหงกล่าวอย่างเ็า “ที่นี่คือเกาะสามเซียนแห่งทะเลล่วนซิง มิใช่ในแผ่นดิน ยิ่งมิใช่ขุนเขาหิมะของนิกายเซียนโม่เหมิน ท่านกระทำการป่าเถื่อนไร้มารยาทเช่นนี้ คิดว่าเกาะสามเซียนของเราไม่มีใครแล้วหรือ!”
ความจริงแล้วตอนที่จั๋วอวิ๋นเซียนยอมจำนนกับเกาะสามเซียน พวกเหมยซิ้งหงก็คาดเดาเื่ในวันนี้ได้แล้ว เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่า นิกายเซียนโม่เหมินจะส่งผู้แข็งแกร่งระดับกายาศักดิ์สิทธิ์มา ดูท่ามูลค่าของจั๋วอวิ๋นเซียนจะสูงกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้มาก
“พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ข้า้าพาตัวคนผู้นี้ไป หากพวกเ้าขวางข้าได้ ก็ลองดู”
เมื่อกล่าวจบเหนือศีรษะของโอวหยางเกิดมิติบิดเบี้ยว มีั์กระดูกขาวสูงเจ็ดจั้งตนหนึ่งปรากฏกาย มือถือขวานั์สวมชุดเกราะสีดำ ทั่วร่างแผ่ความน่ากลัวและกลิ่นคาวเืออกมา ราวกับเป็ปีศาจร้ายจากนรก มาพร้อมกับความโกรธแค้นและเกลียดชังไร้สิ้นสุด!
“โฮกๆ!”
เมื่อกายาศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัว เมืองซานเซียนทั้งเมืองล้วนถูกปกคลุมไปด้วยเงามืด ส่วนเกาะที่ตั้งของเมืองซานเซียนก็สั่นไหวภายในเงามืดมัวนี้ เสมือนจะจมลงไปได้ทุกเมื่อ
ทั้งในและนอกเมืองล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มีคนไม่น้อยที่วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง คิดจะหนีออกจากระยะปกคลุมของเงามืด
“กายาศักดิ์สิทธิ์เจ็ดจั้ง ิญญาเจ็ดแปรเปลี่ยน!”
เ้าเกาะทั้งสามสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง พวกเขารีบเอาสมบัติิญญาที่แข็งแกร่งที่สุดกับิญญาเซียนของตัวเองออกมา ะเิพลังต่อสู้ทันที
ิญญาเซียนของเหมยซิ้งหงคือปลาั ิญญาเซียนของกงหยางอวี่ซ่านคือคางคกทองคำ ิญญาเซียนของจวงซวี่เหยาคือฉลามหนาม ิญญาเซียนทั้งสามตนสูงห้าจั้ง ล้วนเป็ระดับแม่ทัพทั้งหมด รอบด้านมีแสงสีม่วงรายล้อม ใต้เท้ามีห้าดวงดาราส่องสว่าง เป็ตัวแทนของระดับเปิดชีพจรขั้นที่ห้า
“ตูม!”
“ตูมๆ...”
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ั์กระดูกขาวฟันขวานลงมา สมบัติิญญากับิญญาเซียนของเ้าเกาะทั้งสามถูกฟันขาดทันที ไม่มีแรงต่อต้านแม้แต่น้อย
“พรวด! พรวด! พรวด!”
เ้าเกาะทั้งสามคนกระอักเืออกมาพร้อมกัน สีหน้าเริ่มซีดเซียว
เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ผู้คนรอบด้านล้วนจิตใจสั่นสะท้าน มีคนไม่น้อยที่เผยสีหน้าสิ้นหวังออกมา
นี่...นี่คือความแตกต่างระหว่างระดับกายาศักดิ์สิทธิ์กับระดับเปิดชีพจรหรือ? มิใช่การต่อสู้ระดับเดียวกันอย่างสิ้นเชิง!
ร่างิญญาเซียนมีรูปลักษณ์แต่มิอาจแตะต้องได้ อาจจะมีความสามารถแต่กลับอ่อนแอมาก ทว่ากายาศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง ราวกับสิ่งมีชีวิต...นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างิญญาเซียนกับกายาศักดิ์สิทธิ์
เหมยซิ้งหงยิ้มอย่างขมขื่น มองไปทางกงหยางอวี่ซ่านกับจวงซวี่เหยา พวกเขาพยักหน้าให้กัน
นิกายเซียนโม่เหมิน้าจับตัวจั๋วอวิ๋นเซียน เดิมทีจากนิสัยของพวกเหมยซิ้งหงสามคนแล้ว ต้องไม่มีทางยุ่งเื่นี้แน่ ถึงอย่างไรเกาะสามเซียนก็มิอาจต่อสู้กับยอดฝีมือระดับกายาศักดิ์สิทธิ์เพื่อคนอื่นได้ แต่จั๋วอวิ๋นเซียนจะนับเป็คนธรรมดาได้อย่างไร? เขาไม่เพียงมีผลงานให้เกาะสามเซียน ยังมีประโยชน์มหาศาลในการพัฒนาเกาะสามเซียนในอนาคต ผู้มีความสามารถเช่นนี้ พวกเขาจะยอมปล่อยไปได้อย่างไร?
“ตั้งค่ายกล!”
เหมยซิ้งหงะโออกมา ทั้งสามคนหยิบป้ายค่ายกลสามชิ้นออกมา แยกกันตั้งค่ายกล
จากนั้นูเาสั่นไหวผืนดินสั่นะเื เมฆลมปั่นป่วน บนเกาะสามเซียนมีแสงทั้งสามพุ่งทะยานออกมา จากนั้นรวมตัวกันกลางอากาศ กลายเป็ม่านพลังไร้ลักษณ์ปกคลุมทั้งเกาะสามเซียนเอาไว้
