ในเช้าวันต่อมาหลังจากกลับจวนแล้ว หานอวิ๋นซีก็พบว่าหลงเฟยเยี่ยหายตัวไปอีกครั้ง
สิ่งที่น่าแปลกคือฉู่ซีเฟิงเชิญกู้เป่ยเยวี่ยไปที่ลานดอกบัว โดยบอกว่าก่อนที่จะออกไปหลงเฟยเยี่ยขอให้กู้เป่ยเยวี่ยตรวจชีพจรของนางและดูว่าอาการนางหายดีแล้วหรือไม่
อย่าว่าแต่ฉู่ซีเฟิงที่รู้สึกใเลย แม้แต่หานอวิ๋นซีก็ยังรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เป็ครั้งแรกที่พบว่าหัวใจของูเาน้ำแข็งใหญ่นั้นไม่เ็าและไร้หัวใจเหมือนใบหน้าของเขา
หลังจากที่กู้เป่ยเยวี่ยทำการตรวจอย่างละเอียดแล้ว ก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมนางถึงหมดสติไปนานขนาดนั้น เดาได้เพียงว่ามันคือความเหนื่อยล้าที่เกิดจากการใและอ่อนเพลียมากเกินไป
แน่นอนว่าหานอวิ๋นซีรู้จักร่างกายของนางดี ดังนั้นนางจึงรีบเปลี่ยนเื่และถามกู้เป่ยเยวี่ยเกี่ยวกับพิษกาฬโรค
ทันทีที่ยาแก้พิษมาถึง การรักษาและป้องกันทำได้อย่างทันท่วงที ทุกคนในวังและนอกวังต่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม ฮ่องเต้เทียนฮุยกลับไม่สามารถมีความสุขได้ ทำหน้าเ็าตลอดทั้งวัน คนรับใช้หลายคนที่ทำผิดพลาดเล็กน้อยในวัง ต่างก็ถูกลงโทษอย่างรุนแรง ทำให้ผู้คนหวาดกลัวไม่น้อย
หานอวิ๋นซีรู้ว่าครั้งนี้ตัวเองทำให้ใครบางคนขุ่นเคืองอย่างที่สุด แต่เื่แบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้นางกลัว นางกลับมองว่ามันเป็เื่ตลกเสียด้วยซ้ำ
“หวังเฟย กู้ชีฉ่าวท่านนั้น ข้าได้ยินมาว่าเขาคือเ้าของโรงน้ำชาเทียนเซียง?” กู้เป่ยเยวี่ยถามอย่างเป็กันเอง
“โรงน้ำชาิเซียงก็เป็ของเขาด้วย แต่มันถูกปิดหมดแล้วล่ะ”
เมื่อหานอวิ๋นซีนึกถึงกู้ชีฉ่าวที่ถูกบีบให้ยอมรับความพ่ายแพ้ในโรงเตี๊ยมวันนั้น ก็รู้สึกตลก คนหยาบคายผู้นั้นสมควรถูกหลงเฟยเยี่ยจัดการ
“ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะมีต้นชิงเฮาม่วงอยู่ในมือ” กู้เป่ยเยวี่ยพูดด้วยความสงสัย
หานอวิ๋นซีไม่ได้คิดอะไรมากเกี่ยวกับเื่นี้ นางคิดว่ากู้เป่ยเยวี่ยแค่สงสัยเท่านั้น ดังนั้นนางจึงเล่าเื่ทั้งหมดเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้และทักษะพิษของกู้ชีฉ่าวให้ฟัง
ความซับซ้อนฉายผ่านดวงตาของกู้เป่ยเยวี่ย ทำเพียงพยักหน้า “ช่างเป็คนที่แปลกประหลาดเหลือเกิน”
หานอวิ๋นซีไม่ได้พูดถึงกู้ชีฉ่าวมากนัก แต่กลับพูดคุยเื่การซื้อยาในเมืองยาอย่างตื่นเต้น แล้วก็พวกเื่การค้นหาวัตถุดิบยาคุณภาพดี มีเพียงกู้เป่ยเยวี่ยเท่านั้นที่คุยกับนางเข้าใจในเื่พวกนี้
หลังจากทั้งสองพูดคุยกัน ก็ถึงเวลาเย็นโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว ฉู่ซีเฟิงและแม่นมจ้าวเฝ้ามองอย่างเงียบๆ จากด้านข้าง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็รู้สึกไม่สบายใจ
“องครักษ์ฉู่ เ้าว่าควรพาหมอหลวงท่านนี้ออกไปหรือไม่?” แม่นมจ้าวกระซิบ
“แขกของหวังเฟย เ้ากล้าไล่ออกไปหรือ?” ฉู่ซีเฟิงถามกลับ
แน่นอนว่าแม่นมจ้าวไม่มีความกล้าที่จะทำเช่นนั้น นางพูดอย่างจริงจังว่า “องครักษ์ฉู่ ครั้งหน้าไม่ต้องเชิญหมอหลวงกู้มาดูอาการแล้วนะ”
ในวันนั้นหลังจากกู้เป่ยเยวี่ยออกไป เดิมทีหานอวิ๋นซีวางแผนที่จะไปจวนตระกูลหาน แต่หลังจากพักผ่อนแล้ว นางก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว หลับไปจนถึงรุ่งสางของอีกวัน
ความรู้สึกอ่อนล้านี้ค่อนข้างคล้ายกับระบบล้างพิษที่ต้องใช้พลังงานของนางในการทำงาน แต่หานอวิ๋นซีกลับไม่เคยเปิดใช้งานระบบล้างพิษเลย
นางรู้สึกเหนื่อยติดต่อกันมาหลายวัน แต่ร่างกายของนางก็อยู่ในสภาพที่ดีเช่นกัน นางคิดเพียงว่าหลายวันมานี้ที่อยู่ในเมืองยานางเหนื่อยมากจริงๆ และไม่ได้เอามันมาใส่ใจ
แน่นอนว่า หลายวันมานี้ก็ไม่มีข่าวเกี่ยวกับหลงเฟยเยี่ย ชายผู้นั้นราวกับหายไปจากโลกแล้ว
นางรู้มาตลอดว่าที่อยู่ของเขาลึกลับและมีงานยุ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไรที่หานอวิ๋นซีเริ่มสนใจการเคลื่อนไหวของเขา
อยากรู้ว่าเขายุ่งอะไร จะกลับมาเมื่อไร และจะออกไปเมื่อไร บอกว่าจะเดินทางหลังจากปีใหม่ไม่ใช่หรือ? หรือว่าเขาเดินทางไกลอีกครั้ง?
หลังจากพิษกาฬโรค ฮ่องเต้เทียนฮุยก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรกับจวนฉินอ๋อง และไม่ได้พูดถึงเื่การอภิเษกอีก สถานการณ์ในสนามรบซานถูก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ
หนึ่งเดือนต่อมา เทียนหนิงและคณะทูตของซีโจวพบกันที่สนามรบซานถู ว่ากันว่าพวกเขาลงนามสัญญาความร่วมมือกัน หลังจากนั้นซีโจวก็ส่งกองกำลังที่ย้ายจากสนามรบกลับมาเป็ชุดๆ
การอภิเษกถูกยกเลิก คิดไม่ถึงว่าซีโจวจะยังส่งกองกำลังกลับมา พระเ้ารู้ดีว่าฮ่องเต้เทียนฮุยยินยอมแบบไหนในสัญญาความร่วมมือนี้?
เนื่องจากสัญญาความร่วมมือไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ อาณาจักรเทียนหนิงจึงต้องทนทุกข์ทรมาน
หานอวิ๋นซีไม่เข้าใจเื่บ้านเมือง แต่นางก็ดูออกว่า จากเื่การอภิเษกขององค์หญิงหรงเล่อนั้น ดูเหมือนองค์หญิงหรงเล่อจะเป็ที่รักของฮ่องเต้ซีโจว ทว่าในความเป็จริง เพียงเทียนหนิงยอมอ่อนข้อในด้านอื่นๆ ความร่วมมือระหว่างทั้งสองอาณาจักรก็ไม่จำเป็ต้องอิงความสัมพันธ์จากการอภิเษกเสมอไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฮ่องเต้เทียนฮุยไม่บังคับหลงเฟยเยี่ยก็ย่อมได้ แต่หากไม่บังคับหลงเฟยเยี่ยจะมีสิ่งที่ต้องเสียไปมากขึ้น
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็วิธีการและเครื่องมือ จุดประสงค์พื้นฐาน
จากเหตุผลนี้แล้ว องค์หญิงหรงเล่อผู้สูงส่ง เ้ายังมีอะไรให้น่าภูมิใจอีกหรือ?
ั้แ่สมัยโบราณ ในหมู่ทายาทของราชวงศ์มีคนไม่มากนักที่สามารถควบคุมชะตากรรมของตนเองได้อย่างแท้จริง เมื่อนึกถึงสิ่งนี้หานอวิ๋นซีก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี แม้ว่าตระกูลหานจะพ่ายแพ้ แต่ก็ให้อิสระอย่างเต็มที่แก่นาง
ใครจะรู้ว่าในตอนที่หานอวิ๋นซีกำลังมีความสุข ตระกูลหานกลับมีเื่เกิดขึ้น และเป็เื่ใหญ่!
ในตอนที่เสี่ยวเฉินเซียงที่รีบวิ่งเข้ามา หานอวิ๋นซียังหลับอยู่ เสี่ยวเฉินเซียงไม่สนใจแม่นมจ้าวที่ห้าม นางรีบไปที่ห้องนอน กังวลจนน้ำตาไหลออกมา
“นายหญิง อี๋เหนียงเจ็ดถูกคนจากจวนซุ่นเทียนจับตัวไป พวกเขาบอกว่าโรงหมอตระกูลหานฆ่าคนสองคนเพคะ”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนี้ หานอวิ๋นซีก็เด้งตัวขึ้นมาจากที่นอน “เกิดอะไรขึ้น?”
“นายหญิง คนของจวนซุ่นเทียนหยาบคายเหลือเกินเพคะ รีบไปกันเถอะ เราค่อยไปคุยกันระหว่างทางอีกที” เสี่ยวเฉินเซียงรีบเร่ง ด้วยเกรงว่าอี๋เหนียงเจ็ดจะทรมานอยู่ในจวนซุ่นเทียน
ตามเหตุผลแล้ว ตระกูลหานเป็ตระกูลกำเนิดของหวังเฟย และหลังจากนั้นไม่กี่ปีก็มีข่าวลืออย่างกว้างขวางว่าหวังเฟยเป็ที่โปรดปรานของฉินอ๋อง ไม่มองหน้าพระสงฆ์ก็มองหน้าพระพุทธเ้า[1] แม้ว่าตระกูลหานจะทำผิดจริงๆ แต่จวนซุ่นเทียนก็ไม่กล้าที่จะประมาท
เมื่อได้ยินสิ่งที่เสี่ยวเฉินเซียงพูด หานอวิ๋นซีรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงรีบเก็บข้าวของไปที่จวนซุ่นเทียนพร้อมกับเสี่ยวเฉินเซียง
ระหว่างทาง เสี่ยวเฉินเซียงก็อธิบายเื่ราวทั้งหมด
เมื่อวานนี้ มีสตรีผู้หนึ่งชื่อเฉินซื่อพาแม่สามีสูงวัยของนางไปพบหมอที่ร้านยาของตระกูลหานทางใต้ สามีของเฉินซื่อเสียชีวิตไปแล้ว นอกจากแม่สามีแล้ว ก็ยังมีลูกชายตัวน้อยอีกหนึ่งคน เป็ครอบครัวที่ยากจนจึงต้องพึ่งพาการเย็บปักถักร้อยเลี้ยงชีพ หมอหลี่ผู้จัดการร้านยาเห็นว่าพวกเขาน่าสงสาร จึงจ่ายยาให้คนไข้ด้วยตัวเองและไม่เก็บเงินค่ายา
แต่ใครจะรู้ เมื่อคืนแม่สามีของเฉินซื่อเสียชีวิตหลังจากกินยา
เช้าตรู่วันนี้ เฉินซื่อลากศพแม่สามีมาที่ประตูจวนซุ่นเทียน ร้องไห้และฟ้องร้องร้านขายยาของตระกูลหานว่าฆ่าคน โดยเรียกร้องค่าชดเชยจากตระกูลหาน หลังจากเกิดเื่ของหานฉงอัน โรงหมอและร้านขายยาของตระกูลหานก็ถูกปิดโดยทั่วไป
ในอดีตร้านขายยาและโรงหมอของตระกูลหาน เป็สถานที่ที่คนร่ำรวยและมีอำนาจในเมืองหลวงมา เช่นเดียวกับหมอส่วนตัวที่ได้รับมอบหมาย ตอนนี้ชื่อเสียงของพวกเขาถูกทำลาย ธุรกิจก็ซบเซาลงไปโดยธรรมชาติ
เหลือโรงหมอเล็กๆ ทางตอนใต้ของเมืองเพียงแห่งเดียวและอี๋เหนียงเจ็ดยืนยันที่จะรักษามันไว้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรตระกูลหานก็เป็ตระกูลหมอ ผิดพลาดคือผิดพลาด หากไม่มีโรงหมอเล็กๆ แห่งนี้ก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว ประการที่สอง อี๋เหนียงเจ็ดรักษาโรงหมอเล็กๆ แห่งนี้ไว้เพื่อช่วยเหลือคนยากจนเ่าั้
แม้แต่เวลาเราเจ็บป่วยเร่งด่วนก็ยังไปหาหมอไม่เลือก ด้วยเกรงว่าถ้าเกิดกินยาสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วจะตายขึ้นมา ไม่ต้องพูดถึงคนจนที่รีบร้อนเลย คงจะดีถ้ารักษาได้ราคาถูกหรือไม่คิดเงิน แล้วใครจะกล้าไม่ชอบตระกูลหาน?
ตั้งใจที่จะแสดงน้ำใจ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเื่แบบนี้จะเกิดขึ้น?
“แม่สามีนางเป็โรคอะไรหรือไม่? อะไรเป็สาเหตุของการตาย แน่ใจหรือว่าเกี่ยวข้องกับยา?” หานอวิ๋นซีถามอย่างจริงจัง
“เป็แค่หวัดเพคะ นายหญิง อาการป่วยแบบนี้ต้องกินยาอะไรข้ายังรู้เลยเพคะ หมอหลี่ไม่มีทางพลาดอย่างแน่นอน! แต่เฉินซื่อยืนยันว่าเขาเสียชีวิตหลังจากกินยาของเรา ตอนนี้จวนซุ่นเทียนคงกำลังพิจารณาคดีอยู่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะจวนซุ่นเทียนมาจับคน เราก็คงไม่รู้เื่นี้!”
เสี่ยวเฉินเซียงอยู่ที่จวนตระกูลหานมาระยะหนึ่ง คอยรับใช้เสี่ยวอี้เอ๋อร์ที่หมกตัวอยู่กับตำราแพทย์และวัตถุดิบยาตลอดทั้งวัน จึงได้เรียนรู้ซึมซับมาไม่น้อย สิ่งที่นางพูดไม่ได้เกินจริงเลย แค่หวัดธรรมดาด้วยความสามารถของหมอหลี่แล้ว จะทำให้คนตายได้อย่างไร?
ในตอนที่หานอวิ๋นซีและเสี่ยวเฉินเซียงรีบมาที่จวนซุ่นเทียน ประตูจวนก็ปิดไปแล้ว และการสอบปากคำก็กำลังดำเนินไปภายใน
เมื่อเห็นหานอวิ๋นซีมา แน่นอนว่าใต้เท้าฝูอิ่นก็ไม่กล้าที่จะละเลย ในขณะที่กำลังออกจากห้องโถงมาทักทาย หานอวิ๋นซีก็เดินไปที่ห้องพิจารณาคดีด้วยตนเอง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใต้เท้าฝูอิ่นก็รีบลุกขึ้นและคุกเข่าคำนับ “ถวายบังคมหวังเฟยพ่ะย่ะค่ะ!”
ครู่หนึ่ง เสมียนทุกคนในห้องโถงต่างคุกเข่าลงและทำความเคารพ หานอวิ๋นซีเหลือบมองไปและเห็นอี๋เหนียงเจ็ดและผู้ร้องเรียนเฉินซื่อคุกเข่าอยู่ที่ด้านล่างของห้องโถง
อี๋เหนียงเจ็ดแอบขยิบตาให้หานอวิ๋นซี หานอวิ๋นซีไม่เข้าใจว่านางหมายถึงอะไร แต่สัญชาตญาณรู้ว่าไม่ใช่เื่ดี
เฉินซื่อสวมชุดสีขาวและไว้ผมไว้ทุกข์ นางไม่กล้ามองหานอวิ๋นซี หมอบลงกับพื้น ร่างกายที่ผอมบางของนางสั่นเทา
“ลุกขึ้นเถิด ข้ามาที่นี่เพื่อฟัง แม้ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับตระกูลหาน แต่ก็เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนสองคนด้วย ไม่ใช่เื่เล่นๆ ใต้เท้าฝูอิ่นไม่จำเป็ต้องไว้หน้าข้า เชิญว่าความได้เลย!”
นางชี้แจงทัศนคติของนางและนั่งลงข้างๆ
ใต้เท้าฝูอิ่นยืนขึ้น พยักหน้าซ้ำๆ แววตาฉายความซับซ้อน ทว่ากลับยิ้มอย่างมีเกียรติและสั่งให้คนยกชามา
“หวังเฟยวางใจพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจัดการอย่างยุติธรรม!”
“เช่นนั้นการสอบสวนไปถึงไหนแล้ว ใต้เท้าฝูอิ่นโปรดแจ้งให้เราทราบด้วย” หานอวิ๋นซีพูดอีกครั้ง
โดยไม่คาดคิด ใต้เท้าฝูอิ่นพูดว่า “หวังเฟย มีหลักฐานส่วนตัวและพยานวัตถุทั้งหมด โดยพื้นฐานแล้วสามารถพิพากษาลงโทษได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“พิพากษาลงโทษ?” หานอวิ๋นซีขมวดคิ้ว
“หมอหลี่จ่ายยาแก้หวัดผิด ทำให้คนไข้ได้รับพิษและเสียชีวิต แม้ว่ามันจะผิดพลาด แต่ก็ยังเป็การฆาตกรรม” ใต้เท้าฝูอิ่นพูดอย่างจริงจัง
“การฆ่า? แล้วหลักฐานล่ะ?” หานอวิ๋นซีจะไปเชื่อได้อย่างไร?
ใต้เท้าฝูอิ่นขยิบตา ผู้ช่วยก็รีบนำสิ่งของสามอย่างมาด้วยความเคารพทันที อย่างแรกคือรายงานการชันสูตรพลิกศพ อย่างที่สองคือรายงานการตรวจสอบยาที่หมอหลี่เป็คนจ่าย และอย่างที่สามคือใบสั่งยาที่หมอหลี่ออก
หานอวิ๋นซีเปิดดูคร่าวๆ รายงานการชันสูตรระบุว่าผู้ตายเป็ไข้หวัดใหญ่ ทว่ากลับเสียชีวิตด้วยยาพิษที่เรียกว่าขุยเกิ่ง รายงานการตรวจสอบยาเขียนไว้อย่างละเอียด โดยนำยาสามห่อที่เฉินซื่อนำมาแยก หนึ่งห่อมียาทั้งหมดสิบเอ็ดชนิดซึ่งทั้งหมดอยู่ในใบสั่งยาสำหรับการรักษาไข้หวัด เพียงแต่ว่ามียาพิษเพิ่มเข้ามา ไม่ได้มีเพียงแค่ขุยเกิ่ง
ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่อันตรายที่สุดคือมีขุยเกิ่งอยู่ในใบสั่งยาที่หมอหลี่กำหนด
หานอวิ๋นซีอ่านยาทั้งสิบเอ็ดอย่างเงียบๆ ราวกับว่าค้นพบอะไรบางอย่าง ร่องรอยแห่งความสับสนฉายแววในดวงตาของนาง
ขุยเกิ่งมีพิษและเป็พิษเฉียบพลัน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็ยาที่ดีสามารถใช้ขุยเกิ่งในปริมาณเล็กน้อยร่วมกับยาบางชนิด ซึ่งในขณะเดียวกันก็สามารถขจัดพิษและได้ผลการรักษาที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม ขุยเกิ่งไม่มีความจำเป็ที่จะต้องใช้ในการรักษาไข้หวัด ไม่ว่าหมอหลี่จะสับสนแค่ไหน ก็คงไม่ใส่ขุยเกิ่งลงไปในใบสั่งยาเช่นนี้หรอกใช่หรือไม่?
แม้จะสงสัย แต่หานอวิ๋นซีก็ยังคงสงบและถามว่า “หมอหลี่อยู่ที่ไหน?”
คนที่สั่งยาทั้งหมดคือหมอหลี่ และผู้ร้ายหลักก็คือเขา อี๋เหนียงเจ็ดเป็เพียงเ้าของร้านขายยาเท่านั้น ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ต้องพบหมอหลี่
แต่ใครจะรู้ ใต้เท้าฝูอิ่นกลับพูดว่า “หวังเฟย หมอหลี่เสียชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ว่าไงนะ?
ข่าวนี้ทำให้หานอวิ๋นซีที่สงบมาตลอดะเิขึ้นทันที “ทำไมถึงกลายเป็แบบนี้ ตายได้อย่างไร!”
“ในขณะถูกนำตัวมาสอบสวน เขากัดลิ้นตัวเองแล้วฆ่าตัวตายพ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าฝูอิ่นตอบตามความจริง
----------------------------------
[1] ไม่มองหน้าพระสงฆ์ ก็มองหน้าพระพุทธเ้า หมายถึง ให้เห็นแก่หน้าผู้หลักผู้ใหญ่
